Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

   วันนี้วันมาฆบูชา พุทธบริษัททั้งหลายต่างก็ได้บำเพ็ญกุศลกันถ้วนหน้า เพลาเช้าเข้าวัดถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ ภาคบ่ายอาจมีพิธีปฏิบัติธรรมตามสมควร บางวัดจัดบวชชีพราหมณ์บำเพ็ญปฎิบัติธรรมกันเต็มกำลัง พอตอนเย็นวัดทุกวัดในประเทศไทยต่างก็จัดให้มีพิธีเวียนเทียนเพื่อรำลึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา 
               หลักธรรมข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ภิกษุ ๑,๒๕๐ รูปที่มาประชุมกันในวันเพ็ญเดือนมาฆะ ณ เวฬุวนาราม กรุงราชคฤห์คือ “การไม่ทำบาปทั้งสิ้น”  คำว่า "บาป"  มาจากภาษาบาลีว่า “ปาป” หมายถึงความชั่ว ความเลวทราม ความไม่ดี ชั่ว ร้าย ไม่ดี เป็นบาป การไม่ทำบาปทั้งปวงทั้งหลายจึงหมายถึงการไม่ทำความชั่วทั้งหลายนั่นเอง การกระทำอย่างไรที่จัดเป็นบาปเป็นความชั่ว
               ในพระพุทธศาสนา บาปหรือการทำชั่วมีคำอธิบายไว้หลายแห่งเช่นในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (๑๑/๓๕๙/๒๔๕)ได้แสดงไว้ว่าความชั่วได้แก่ อกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างคือ
                                                         ๑.ปาณาติบาต              การยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป
                                                         ๒. อทินนาทาน             การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
                                                         ๓. กาเมสุมิจฉาจาร       การประพฤติผิดในกาม
                                                         ๔. มุสาวาท                 พูดเท็จ
                                                         ๕. ปิสุณาวาจา             พูดส่อเสียด
                                                         ๖. ผรุสวาจา                พูดคำหยาบ
                                                         ๗. สัมผัปปลาป            พูดเพ้อเจ้อ
                                                         ๘. อภิชฌา                  ความโลภอยากได้ของเขา
                                                         ๙. พยาบาท                ความปองร้ายเขา
                                                         ๑๐. มิจฉาทิฏฐิ             ความเห็นผิด
 

               มีคำอธิบายความชั่วทั้งสิบประการไว้ในสาเลยยกสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์(๑๒/๔๘๔/๓๖๕) ความว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกไปในโกศลชนบทกับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ลุถึงพราหมณคามชื่อสาละของชาวโกศล พวกพราหมณ์ได้เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ทูลถามว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตและนรก อะไรเป็น เหตุ เป็นปัจจัย ให้สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก” สำนวนนี้คัดจากพระไตรปิฎก คำว่า “เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก” แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้คำเดียวสั้นๆว่า “ตาย”  นั่นเอง
                พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อยคือไม่ประพฤติธรรม สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติเรียบร้อยคือประพฤติธรรม”             
               พวกพราหมณ์ไม่เข้าใจคำว่า “ประพฤติไม่เรียบร้อยคือไม่ประพฤติธรรม” พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอธิบายเพิ่มเติมว่า ความประพฤติไม่เรียบร้อยคือความไม่ประพฤติธรรมทางกายมีสามอย่าง ทางวาจามีสี่อย่าง และทางใจมีสามอย่าง 

               จากนั้นได้ขยายความต่อไปว่า การไม่ประพฤติธรรมทางกายสามอย่างได้แก่(๑)บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์คือเป็นคนเหี้ยมโหด มีมือเปื้อนเลือด พอใจในการประหารและการฆ่าไม่มีความละอาย ไม่ถึงความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง  (๒)เป็นผู้ถือเอาทรัพย์ที่เขามิได้ให้ คือ ลักทรัพย์เป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของบุคคลอื่นที่อยู่ในบ้าน หรือที่อยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ ซึ่งนับว่าเป็นขโมย (๓)เป็นผู้ประพฤติผิดในกามทั้งหลายคือถึงความสมสู่ในพวกหญิงที่มารดารักษา ที่บิดารักษา ที่มารดาและบิดารักษา ที่พี่ชายรักษา ที่พี่สาวรักษา ที่ญาติรักษา ที่มีสามี ที่อิสรชนหวงห้าม ที่สุดแม้หญิงที่เขาคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย (หญิงที่เขาหมั้นไว้) 
               ความไม่ประพฤติธรรมทางวาจา ๔ อย่างได้แก่(๑)บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้กล่าวเท็จคือไปในที่ประชุมหรือไปในหมู่ชน หรือไปในท่ามกลางญาติ หรือไปในท่ามกลางขุนนาง หรือไปในท่ามกลางราชสกุล หรือถูกนำไปเป็นพยาน ถูกถามว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เชิญเถิด ท่านรู้เรื่องใด ก็จงบอกเรื่องนั้น เขาเมื่อไม่รู้ก็บอกว่า รู้บ้าง เมื่อรู้บอกว่า ไม่รู้บ้าง เมื่อไม่เห็น ก็บอกว่าเห็นบ้าง เมื่อเห็นก็บอกว่า ไม่เห็นบ้าง เป็นผู้กล่าวคำเท็จทั้งรู้อยู่ เพราะเหตุตนบ้าง เพราะเหตุผู้อื่นบ้าง เพราะเหตุเห็นแก่สิ่งเล็กน้อยบ้าง (๒)เป็นผู้ส่อเสียด คือ ได้ฟังข้างนี้แล้ว นำไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายพวกข้างนี้บ้าง หรือฟังข้างโน้นแล้ว นำไปบอกข้างนี้ เพื่อทำลายพวกข้างโน้นบ้าง ยุพวกที่พร้อมเพรียงกันให้ แตกกันไปบ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันบ้าง ส่งเสริมพวกที่แตกกันแล้วบ้าง ชอบใจในคนที่แตกกันเป็นพวก ยินดีในความแตกกันเป็นพวก ชื่นชมในพวกที่แตกกัน และกล่าววาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพวก (๓) เป็นผู้มีวาจาหยาบ คือ กล่าววาจาที่เป็นโทษหยาบ อันเผ็ดร้อนแก่ผู้อื่น อันขัดใจผู้อื่นอันใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบจิต(๔) เป็นผู้กล่าวคำเพ้อเจ้อ คือ พูดในเวลาไม่ควรพูด พูดเรื่องที่ไม่เป็นจริง พูดไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่เป็นธรรม พูดไม่เป็นวินัย กล่าววาจาไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้าง ไม่มีที่สุด ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลไม่สมควร


               การไม่ประพฤติธรรมทางใจ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑)บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มีความโลภมากคือเพ่งเล็งทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจของผู้อื่นว่า ขอของผู้อื่นพึงเป็นของเราเถิด  (๒) เป็นผู้มีจิตพยาบาทคือมีความดำริในใจอันชั่วช้าว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่าบ้าง จงถูกทำลายบ้าง จงขาดสูญบ้าง อย่าได้มีแล้วบ้าง (๓)เป็นผู้มีความเห็นผิดคือมีความเห็นวิปริตว่า ผลแห่งทานที่ให้แล้วไม่มีผลแห่งการบูชาไม่มี ผลแห่งการเซ่นสรวงไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสั่งสอน ให้ผู้อื่นรู้ไม่มีอยู่ในโลก 
               ดูกรพราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย สัตว์บางพวกในโลกนี้ เข้าถึงอบายทุคติ วินิบาตและนรก เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะเหตุประพฤติไม่เรียบร้อยคือไม่ประพฤติธรรมอย่างนี้แล

               คำอธิบายเรื่องความความชั่วโดยท่านใช้คำว่า “ความประพฤติไม่เรียบร้อยคือไม่ประพฤติธรรม” ตั้งสิบประการชาวพุทธรู้จักกันในชื่อว่าอกุศลกรรมบถ หมายถึงทางแห่งการทำชั่วหรือทางแห่งการทำบาป 
               ดังนั้นในวันมาฆบูชาโอวาทตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นแสดงคือ “การไม่ทำบาปทั้งสิ้นทั้งปวง การยังกุศลให้ถึงพร้อม  การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย” จัดเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา การทำความชั่วจึงเกิดได้สามทางคือบาปทางกาย บาปทางวาจาและบาปทางใจ ส่วนการทำความดีคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการไม่ทำชั่วมีสิบประการเหมือนกันเรียกว่า “กุศลกรรมบถ” หมายถึงทางแห่งการทำดี


               ขอให้ทำความเข้าใจถ้อยคำที่ท่านใช้ในพระไตรปิฎก อาจจะฟังดูไม่คุ้นหูสำหรับผู้เริ่มศึกษา แต่ถ้าอ่านบ่อยๆเข้าก็จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก ไม่อยากอธิบายใหม่เพราะอยากให้ผู้อ่านได้ศึกษาถ้อยคำจากพระไตรปิฎกโดยตรง ดังนั้นบาปทั้งสิบประการนั่นแหละคือสิ่งที่ไม่ควรทำ และความดีคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับบาป เมื่อบาปไม่ทำ กายวาจาไม่วิปริต จิตก็ไม่วิปลาส เมื่อจิตใจใฝ่ในความดี จิตใจก็ผ่องใส เมื่อจิตแจ่มใส หัวใจก็เบิกบาน มีบทกลอนที่อธิบายไว้อย่างน่าคิดว่า “เวลาทำใจให้ผ่องแผ้ว   เหมือนได้แก้วมีค่าเป็นราศรี เวลาใดทำใจให้ราคี เหมือนมณีแตกหมดลดราคา”

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
๒๘/๐๒/๕๓

 

             

Go to top