Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

              วันนี้หวยออก หากคาดเดาไม่ผิดคิดว่าแทบทุกคนคงอยากรวย อยากเป็นเศรษฐีด้วยกันทั้งนั้น แต่ทำไมเศรษฐีในโลกนี้จึงมีน้อย ทั้งๆที่ทุกคนก็มีอวัยวะเท่ากัน ยกเว้นบางคนพิการ บางคนทำงานหนักจนแทบจะไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ก็ยังจนเหมือนเดิม แสดงว่าการเป็นเศรษฐีนั้นมิได้ขึ้นอยู่กับการทำงานอย่างเดียว ต้องรู้จักเลือกทำงานด้วย มีเศรษฐีคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “เงินทองกองอยู่ทุกที่ ใครมีปัญญาดีไปหาเอาเอง” แล้วจะไปหาที่ไหนกัน 

         หลายคนหวังรวยด้วยการซื้อหวย ซื้อสลากกินแบ่งที่ไม่ค่อยจะแบ่งให้ใคร จนมีคำกล่าวเล่นๆว่าสลากกินรวบ เพราะคนที่รวยจริงๆคือพ่อค้าคนกลางที่เรียกกันว่ายี่ปั้ว ซาปั้ว คนที่เดินเร่ขายสายตัวแทบขาดก็ยังจนเหมือนเดิม ยิ่งได้ยินข่าวว่าหวยหลวงพ่อไหนดัง ก็เชื่อง่ายสุดท้ายหงายหลังกันทั้งนั้น ยิ่งคนที่ขายเองเล่นเองยิ่งจนสองเท่า
              ในพระพุทธศาสนาครั้งหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปถามพระพุทธเจ้าว่า“ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ยังทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์อันจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าเถิด”สำนวนนี้มาจากพระไตรปิฎกดั้งเดิมฟังแล้วคงจับใจความได้ 
              พระพุทธเจ้าได้ตอบคำถามของพราหมณ์คนนั้นดังที่ปรากฎใน ทีฆชาณสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต (๒๓/๑๔๔/๒๒๒) ความว่า “ธรรม ๔ ประการย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตรคือ อุฏฐานสัมปทา  อารักขสัมปทา  กัลยาณมิตตตา  สมชีวิตา” ตอบสั้นๆแค่นี้ แต่คนไม่รู้ภาษาบาลีนั่งกุมหัว ไม่ต้องตกใจมีคำอธิบายภาษาไทยเพิ่มเติมให้ต่อไปดังนี้

 



เห็นภาพเก่าๆอย่านี้อย่าพึ่งมองข้าม พวกเธอเป็นผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง มีถิ่นพำนักที่พุกาม เมียนมาร์


              ๑.อุฏฐานสัมปทา หมายถึงการเลี้ยงชีพด้วยการหมั่นประกอบการงานคือกสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับราชการฝ่ายทหาร รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือศิลปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่องอันเป็นอุบายในการงานนั้น สามารถจัดทำได้ แสดงว่าแม้ในอดีตกาลอาชีพของคนไม่ต่างกันเท่าไรนัก
              ๒.อารักขสัมปทา หมายถึงคนในโลกนี้มีโภคทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัวชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูลด้วยทำไว้ในใจว่า ไฉนหนอพระราชาไม่พึงบริโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่พึงลัก ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป 
              ๓.กัลยาณมิตตตา หมายถึงคนในโลกนี้อยู่อาศัยในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สั่งสนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคมนั้น ซึ่งเป็นคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี เป็นคนหนุ่มหรือคนแก่ ผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ศึกษาศรัทธาสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาศีลสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ศึกษาจาคสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาปัญญาสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา 



นี่ก็อนาคตคนมีเงิน พบเธอทั้งสองที่โตนเลสาบ กัมพูชา ใช้ยางรถยนต์แทนเรือ รู้จักประหยัดตั้งแต่เด็ก


              ๔. สมชีวิต หมายถึงกุลบุตรในโลกนี้ รู้ทางเจริญทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนักไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ เปรียบเหมือนคนชั่งตราชั่งหรือลูกมือคนชั่งตราชั่ง ยกตราชั่งขึ้นแล้ว ย่อมลดออกเท่านี้หรือต้องเพิ่มเข้าเท่านี้ ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่ารายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ ถ้ากุลบุตรผู้นี้มีรายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างโอ่โถงจะมีผู้ว่าเขาว่ากุลบุตรผู้นี้ใช้โภคทรัพย์เหมือนคนเคี้ยวกินผลมะเดื่อฉะนั้น ก็ถ้ากุลบุตรผู้ที่มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง จะมีผู้ว่าเขาว่ากุลบุตรผู้นี้จักตายอย่างอนาถา แต่เพราะกุลบุตรผู้นี้รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้
              เหตุที่ยกมายืดยาวถอดความตามภาษาบาลี เพราะอยากให้อ่านสำนวนพระไตรปิฎกว่าท่านนำเสนออย่างไร บางคนอาจเข้าใจยาก แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปยังประเทศต่างๆ  ธรรมะทั้งสี่ข้อนี้นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนามักนิยมเรียกว่า “หัวใจเศรษฐี”โดยได้นำเอาตัวแรกของภาษาบาลีมาใช้ว่า “อุ อา กะ สะ” หลายคนหมั่นท่องจำจนขึ้นใจ แต่ก็ยังไม่รวย เพราะไม่เข้าใจปรัชญาความคิดของคนโบราณที่นิยมท่องจำทำให้ง่าย เพื่อสะดวกต่อการจดจำ ดังนั้นการจะรวยหรือจนจึงอยู่ที่การดำเนินตามมิใช่การท่องจำ เพราะไม่ต้องนำไปตอบข้อสอบ แต่ให้นำไปถือปฏิบัติ



สองยายเพื่อนสนิท ไม่ปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดาย หาเก็บผักหักฟืนขาย ที่จังหวัดขอนแก่น        

             ในยุคต่อมานักปราชญ์ไทยได้นำมาเรียบเรียงใหม่ทำให้ง่ายกับปากคนไทยว่า “ขยันหา รักษาดี มีกัลยาณมิตร ดำเนินชีวิตตามสมควร(แก่ฐานะ)” ซึ่งก็ได้เนื้อความตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ลองพิจารณาดูหากทำตามได้ทุกข้อเชื่อว่าจะกลายเป็นเศรษฐีได้ในไม่ช้า ดังนั้นการจะเป็นเศรษฐีหรือไม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเสี่ยงโชคหรือลาภลอยแต่ประการใด แต่อยู่ที่การลงมือทำ การเลือกอาชีพที่ตนเองมีความรู้ความชำนาญ แม้การเก็บขยะขายก็กลายเป็นเศรษฐีได้

 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
๑๖/๐๒/๕๓

 

 

 

      

Go to top