Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

               เคยฟังเพลงนี้ไหม ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ขี้เหร่เพียงไหนๆฉันก็จะรัก....จำไม่ได้ว่าใครร้อง ยังเคยสงสัยว่าคนขี้เหร่ยังจะมีคนรักอยู่หรือ หลายท่านคงเคยเห็นสามีภรรยาหลายคู่ หากดูภายนอกไม่มีอะไรที่คู่ควรกันเลย บางคนสามียากจนรูปชั่วตัวดำ แต่ภรรยารูปสวยรวยทรัพย์ ทั้งคู่ยังอยู่ด้วยกันได้ บางคู่ที่ดูสมกันนั้นยกไว้ นั่นเป็นเรื่องที่นับว่าเกิดมาโชคดี หญิงขี้เหร่บางคนอาจได้สามีดีทั้งมีอำนาจรูปหล่อพ่อรวยก็ได้ ดังเรื่องของนางปัญจปาปีหรือนางขี้เหร่ห้าอย่าง

 

 

               นางปัญจปาปีเป็นลูกสาวของคนยากไร้คนหนึ่งที่เมืองพาราณสี ร่างกายของนางประกอบด้วยสัมผัสดียิ่งนัก  แต่รูปร่างหน้าตาของเธอขี้เหร่มือง่อย เท้างอ ปากเบี้ยว ตาเหล่ จมูกแหว่ง โตเป็นสาวแล้วแต่หนุ่มที่พบเห็นต่างเบือนหน้าหนีไม่มีใครอยากได้เธอเป็นภรรยา
               วันหนึ่งพระเจ้าพาราณสีทรงปลอมพระองค์เที่ยวตรวจพระนครไปถึงหมู่บ้านนั้น นางปัญจปาปีเล่นอยู่กับพวกเด็กสาวชาวบ้าน ไม่รู้จักพระเจ้าพาราณสีก็เอามือคว้าพระหัตถ์เข้า พระเจ้าพาราณสีถูกสัมผัสมือของนางปัญจปาปีก็ดำรงพระองค์ไว้ไม่อยู่ดุจดังสัมผัสทิพย์เกิดกำหนัดยินดีในสัมผัสยิ่งนัก   จึงเอาพระหัตถ์จับนางปัญจปาปีซึ่งมีรูปวิกลแล้วตรัสถามถึงตระกูลเมื่อทราบว่าเป็นลูกสาวชาวบ้าน จึงทรงซักถามได้ความว่า ยังไม่มีสามี  ก็ตรัสว่าเรานี้แหละจะเป็นสามีของเจ้าเจ้าจงไปขออนุญาตต่อบิดามารดา


ภาพนี้ไม่เกี่ยวกับนางปัญจปาปี แต่เห็นเธอรู้จักทำมาหากินหน้าประตูทางเข้านครวัด
เป็นหญิงมีอนาคตไกล ไม่สวยนัก แต่มีเสน่ห์ มีศิลปะ


               บิดามารดาของนางบอกว่าถ้าชายคนนั้นจะมาเป็นสามีเจ้าเราขอเพียงข้าวปายาสห่อเดียวก็พอ  พระเจ้าพาราณสีจึงให้คนหุงข้าวปายาสอย่างดีแบ่งเป็นสองห่อ ห่อหนึ่งแอบใส่แก้วมณีไว้ วันรุ่งขึ้นจึงให้นางปัญจปาปีนำข้าวปายาสไปให้แก่บิดามารดา พอทั้งสามรับประทานข้าวห่อแรกซึ่งมีรสอร่อย จึงเก็บห่อที่สองไว้เพื่อจะได้รับประทานในวันรุ่งขึ้น
               พระเจ้าพาราณสีแกล้งบอกให้นำแก้วมณีมาประดับ แต่พวกอำมาตย์หาไม่พบ สั่งให้ค้นหาทั่วพระนครจึงพบที่เรือนของนางปัญจปาปี นางบอกว่าสามีนำมาให้แต่ไม่เคยเห็นหน้าเพราะเขามาตอนกลางคืนพอสว่างก็หายไปแต่จำสัมผัสได้เพียงได้จับมือก็จะรู้ได้ พระราชาจึงบอกให้นางปัญจปาปีซ่อนในม่านไม่ให้คนมองเห็นแต่ให้ทุกคนอยู่นอกม่าน แล้วเดินให้นางจับมือ พอทุกคนได้สัมผัสมือนางขี้เหร่เท่านั้นก็หวั่นไหวใจอยากได้เป็นภรรยา จนกระทั่งพระราชาเป็นคนสุดท้ายพอนางจับมือพระราชานางก็ร้องขึ้นว่านี่คือขโมยเป็นสามีเราเอง ในที่สุดพระราชาก็ตั้งนางขี้เหร่เป็นพระมเหสี หญิงขี้เหร่รูปชั่วตัวดำ แต่สัมผัสดีก็ได้เป็นมเหสีของพระราชา
               จำเนียรกาลผ่านไปนางสนมอื่นๆพากันอิจฉาจึงหาเรื่องใส่ร้ายนาง พระราชาไม่อาจทำใจประหารชีวิตนางได้ จึงได้ให้นำนางใส่เรือปล่อยลอยน้ำไปตามยถากรรม เรือลอยไปตามกระแสน้ำจนถึงเมืองของพระเจ้าพาวรีย์ที่กำลังสรงสนานในแม่น้ำ พอเห็นเรือล่องลอยมาจึงให้อำมาตย์เข้าไปดู เห็นหญิงรูปร่างขี้เหร่คล้ายปีศาจถามชื่อทราบว่าเป็นนางปัญจปาปีจึงยื่นหัตถ์จับมือนาง พอถูกสัมผัสเข้าเท่านั้นก็เกิดกำหนัดยินดีในสัมผัสจนลืมพระองค์ไม่อาจปล่อยนางไปได้ นำนางไปสู่ราชสำนักตั้งนางเป็นอัครมเหสี  พระราชทั้งสองพระองค์เกือบทำสงครามยิ่งชิงนางขี้เหร่ แต่ได้ตกลงทำกติกาสร้างปราสาทไว้กลางน้ำพระราชาทั้งสองผลัดเปลี่ยนไปหาเธอคนละเจ็ดวัน ช่างอัศจรรย์จริงๆ เรียกว่าขี้เหร่เพียงไหน ๆ ฉันก็จะรัก

               หญิงขี้เหร่นามว่าปัญจปาปีจึงได้เป็นมเหสีของพระราชสองพระองค์เพราะนางมีสัมผัสดี ใครได้แตะต้องสัมผัสย่อมหลงไหล เพราะเหตุใดนางจึงมีดีที่ผัสสะ ตามตำนานเล่าว่าในอดีตชาตินางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งกำลังเดินหาดินเพื่อจะนำไปฉาบทาเงื้อมฝาที่อาศัย พอมาพบสาวชาวบ้านคนหนึ่งกำลังนั่งขยำดินทาฝาเรื่อนอยู่ จึงหยุดเดินแสดงอาการเหมือนอยากได้ดิน สาวชาวบ้านคนนั้นโกรธร้องด่าพระรูปนั้นไปว่า แม้แต่ดินก็ยังมาขอ แต่พระรูปนั้นมิได้โกรธ ไม่ได้หวั่นไหวกับคำพูดของนางเลย นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามิได้หวั่นไหว ก็เกิดมีใจเลื่อมใสอีกจึงยกดินเหนียวก้อนใหญ่ใส่ลงในบาตร พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เอาไปฉาบทาเงื้อมฝาที่อาศัย ต่อมาไม่นานเมื่อนางสิ้นชีพจากภพนั้น ก็ไปเกิดในครรภ์ของหญิงเข็ญใจคนหนึ่ง ด้วยผลที่ได้ถวายดินเหนียวแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าร่างกายของนางจึงประกอบด้วยสัมผัสดียิ่งนัก แต่เพราะวิบากกรรมที่แลดูและด่าพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยความโกรธ  มือ เท้า ปาก ตา จมูก จึงวิกลวิปริตไป
               อย่าได้ประมาทว่าผลกรรมที่เราทำในชาตินี้จะไม่ส่งผลในชาติหน้า เพียงแสดงความโกรธต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้นยังส่งผลให้กลายเป็นคนขี้เหร่มือง่อย เท้างอ ปากเบี้ยว ตาเหล่ จมูกแหว่งไปได้ แต่อานิสงส์ของการถวายแค่เพียงดินเหนียวเท่านั้นยังทำให้นางกลายเป็นผู้มีสัมผัสดี ใครได้แตะต้องพากันหลงไหลกลายเป็นมเหสีของพระราชาตั้งสองพระองค์ 
               เรื่องนี้มีปรากฎในอรรถกถากุณาลชาดก ขุททกนิกายชาดกเล่ม ๔ ภาค ๑ หน้าที่ ๕๘๘ ผู้สนใจเชิญหาอ่านได้ตามสะดวก
               คนที่เกิดมาขี้เหร่อย่าได้เศร้าเสียใจไป จะต้องมีคนเห็นสิ่งที่ดีในตน เพราะทุกคนต้องมีดีแตกต่างกันไป บางคนรูปสวย แต่ยากจน บางคนยากจนแต่รูปสวย จะให้มีครบทั้งสวยและรวยนั่นถือว่าเป็นบุญกุศลที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน คนทุกคนมีดีต้องหาดีให้พบก็จะประสบความสำเร็จได้ คนขี้เหร่เพียงใด หากมีดีก็ยังมีคนรัก

               หญิงสาวเหล่านี้มีอาชีพแต่งตัวเป็นนางอัปสรหน้าปราสาทนครวัด กัมพูชา พวกเธอฟ้อนรำด้วยท่าทางที่อ่อนช้อยงดงามแลกค่าจ้างในแต่ละครั้ง ทั้งๆที่หน้าตาพวกเธอมิได้มีความสวยงามขนาดจะเป็นดาราระดับนางเอกละครไทยได้เลย แต่ลีลาท่าทางของพวกเธอต้องบอกว่าน่าดู ศิลปะที่พวกเธอแสดงเหนือคำบรรยายดังนางอัปสราทั้งหลายแปลงกายมาร่ายรำ สามารถตรึงนัยน์ตาของนักท่องเที่ยวไว้ได้ นี่คือคนที่มีศิลปะ คนที่มีศิลปะอยู่กับตัวกลัวอะไร ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี นักท่องเที่ยวต่างขอพวกเธอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนจากนี่ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งในดินแดนแห่งปราสาทหินถิ่นนางอัปสร

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
เรียบเรียง
๑๓/๐๒/๕๓

Go to top