Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 
     ไก่ป่าหลายตัวที่ย้ายภูมิลำเนามาอยู่วัดจนกลายเป็นไก่วัดที่มีความคุ้นเคยกับผู้คนไปแล้ว มาเดินเล่นบริเวณที่พัก คงหิวจึงให้ข้าวสารแก่ไก่เหล่านั้น ไม่นานนกพิราบอีกหลายสิบตัวก็มาร่วมวง บริเวณที่พักจึงกลายเป็นที่ชุมนุมของเหล่าสรรพสัตว์ที่ไม่ต้องคิดมากหิวก็กิน จากนั้นก็ไปตามเรื่อง ชีวิตไม่มีอะไรเลย เกิด อยู่และตายเมื่อถึงเวลา เออสิ…เราดีกว่าไก่และนกตรงไหนกัน
     มีนักปราชญ์ท่านใดไม่รู้เคยกล่าวไว้ว่าคิดมากเรื่องมาก แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่รู้ บางทีนักปราชญ์ท่านนั้นอาจจะพูดถูกก็ได้ ปัญหาของมนุษย์ส่วนหนึ่งมาจากความคิดนี่แหละ ความคิดมาจากส่วนไหนของร่างกายไม่อาจจะบ่งชี้ให้ชัดเจนได้ บางคนบอกว่ามาจากสมอง บางคนว่ามาจากจิต สมองเป็นวัตถุจะเปล่งประกายความคิดออกมาได้อย่างไร เป็นที่น่าสงสัย ส่วนจิตอยู่ส่วนไหนของร่างกายก็ยังบ่งชี้ให้ชัดเจนไม่ได้ บางคนบอกว่ามาจากหัวใจ แต่ทว่าหัวใจก็เป็นเพียงก้อนเนื้อ ก็น่าจะมีความสามารถในการคิดได้ จึงมีนักปรัชญาบางสำนักถึงกับบอกว่า มนุษย์คือวัตถุชนิดหนึ่ง ส่วนที่คิดได้มาจากการผสมโดยได้สัดส่วนเหมือน “สีแดง” ที่มาจากการกินหมาก ซึ่งเมื่อนำหมากเข้าปาก “สีแดง” ก็ยังไม่ปรากฏ มีเพียงใบพลู ปูนขาว ยาเส้น แก่นคูณ ซึ่งทุกอย่างไม่มีสีแดงอยู่เลย แต่พอผ่านการผสมสักพักกลายเป็น “สีแดง” ซึ่งมาจากการผสมของวัตถุทั้งหลายนั่นเอง     
         ชีวิตของสรรพสัตคว์ก็คล้ายกันมีเพียงวัตถุที่ประสานกันอย่างลงตัว จนกลายเป็นสิ่งที่สมมุติกันว่าเป็นนั่น เป็นนี่ เป็นเรา เป็นเขา เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีความแปลกแตกต่างกันไป มนุษย์มักจะมีวิธีจำแนกความแตกต่างจนได้ แม้จะมีความเป็นคนเหมือนกัน แต่สถานะทางเชื้อชาติ ผิวพรรณ ทำให้เกิดการแบ่งแยก ทำให้ความเหมือนกันของเหล่ามนุษย์ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม กลายเป็นมนุษย์ที่ไม่เท่าเทียม บางประเทศโยนสถานะความแตกต่างไปให้เทพเจ้าเป็นผู้กำหนด เรียกว่ามนุษย์ถูกกำหนดให้เป็นนั่น เป็นนี่มาตั้งแต่เกิด บางคนถูกกำหนดให้เป็นผู้ปกครอง บางคนถูกกำหนดให้เป็นนักปราชญ์ เป็นพ่อค้า เป็นกรรมกร โดยที่ยังไม่ได้มีการศึกษาเล่าเรียนอะไรเลยด้วยซ้ำ
 
 
         ระบบการศึกษาก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เรียนที่เดียวกัน แล้วจะจำแนกผู้คนให้แตกต่างกันอย่างไร การที่จะเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร ควรจะเป็นสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละคน ว่าเขาจะเลือกทำอะไร เป็นอะไร เพราะชีวิตเป็นของเขา เขาจะอยู่หรือไป มันก็เรื่องของเขา เขาควรจะเป็นในสิ่งที่เขาควรจะเป็นโดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย อีกอย่างสังคมที่เขาอยู่ก็มีความสำคัญเหมือนกัน ก็ต้องเคารพกติกาของส่วนรวมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
         ที่เล่ามานี้เพียงแค่สิ่งที่เราควรจะเป็นตามที่เราคิดอยากจะทำ เราจะเป็นอะไรส่วนหนึ่งมาจากการศึกษาที่กำนดให้เราเป็นตามสาขาวิชาที่เราศึกษามา เรื่องนั้นพอยอมรับได้ เพราะมันคืออาชีพที่ทำให้เรามีวิถีชีวิตที่ควรจะเป็นในสังคมที่เราอยู่อาศัย
         เอาเถอะมนุษย์จะเป็นเพียงวัตถุหรือเป็นการรวมกันทั้งวัตถุและจิตใจ ก็ไม่ทำให้มีปัญหาอันใด ความคิดจะมาจากไหนก็ไม่ใช่สาระสำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือคิดอะไร คิดทำไม คิดแล้วได้อะไร การคิดมากทำให้มีเรื่องมาก กับการไม่คิดแล้วไม่รู้อะไร จะเลือเอาอันไหน อยู่ที่ตัวเราเอง 
         ช่วงต้นของชีวิตต้องยอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นคนคิดมากคนหนึ่ง จะเรียนอะไร จะเป็นอะไร จะทำอะไร เพื่อที่จะทำให้ชีวิตอยู่ได้ตามสมควรแก่สภาวะที่เป็นอยู่ ในที่สุดก็เรียนไปเรื่อย คิดไปเรื่อย จนจบชั้นสูงสุดและก็ทำงานตามสาขาที่ศึกษาเล่าเรียนมา ชีวิตก็พออยู่ได้ ไม่ได้ลำบากยากเข็ญแต่ประการใดพอมีพอกินพออยู่พอไป ถ้าไปเปรียบเทียบกับคนรวยเราก็จน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับคนจนเราก็เป็นผู้พอมีอันจะกิน 
         แต่ทว่าสองสามปีมานี้กลับมีแนวคิดที่จะไม่คิด  อยากอยู่เฉยๆ ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น ดูเหมือนว่าโจทย์นี้จะง่ายมาก ไม่ต้องมีสมการที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนอันใด ก็แค่อยู่อย่าง “ไม่คิด” ก็ไม่น่าจะยากตรงไหน 
         แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริงๆกลับไม่ง่าย เพราะเมื่อคิดที่จะไม่คิด มันมีเรื่องให้คิดทุกครั้งไป แต่เมื่อใดทีมีความคิดที่จะคิดมันกลับคิดไม่ออก ตอนนี้เริ่มมีความคุ้นเคยกับการไม่คิดแล้ว จะคิดก็ได้ ไม่คิดก็ได้ เท่าที่สังเกต เวลาใดที่คิดจะเหนื่อยจิตใจสับสนวุ่นวาย แต่เวลาที่ไม่คิดกลับรู้สึกมีพลัง จิตใจผ่อนคลายสบายใจ วันหนึ่งลองคิดที่จะไม่คิดสักวันละสองสามชั่วโมง ชีวิตน่าสนใจขึ้น บางอย่างคิดมากไปก็เท่านั้นคิดไม่ค่อยออก แต่เมื่อไม่คิดกลับคิดออก อยู่กับการไม่คิดชีวิตก็ผ่านไปได้วันต่อวัน คิดมากก็เรื่องมาก ไม่คิดชีวิตก็สงบสุข
 
 
พระมหาบุญไทย ปุญญมโน
 
Go to top