Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 
      ในสถานการณ์ที่โลกกำลังประสบกับปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ในแต่ละวันมีข่าวผู้คนป่วยไข้และล้มตายเป็นจำนวนมาก บางประเทศวันละสี่พันคน ในประเทศไทยก็มีข่าวคนติดเชื้อโรคกระจายไปทั่วประเทศ ทุกคนหวาดระแวงกันถ้วนหน้า จะพึ่งใครก็ลำบาก ในสภาวการณ์อย่างนี้การพึ่งตนเองให้ได้ย่อมเป็นการดีที่สุด ทรัพย์สินเงินทองก็ต้องประหยัดไว้ มีน้อยใช้น้อย เพราะงานก็หายาก งานที่ทำอยู่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกเลิกจ้างเมื่อใด ครั้นจะไปช่วยคนอื่นตัวเองก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน หากสามารถพึ่งตนเองได้ ย่อมจะเป็นการดีที่สุด จงทำตนให้เป็นที่พึ่งแก่ตนให้ได้
      การพึ่งตนเองนั้นในพระพุทธศาสนามีแสดงไว้หลายแห่ง ในจักวัตติสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (10/33/50) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
      ภิกษุผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเป็นไฉน (1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (2) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (3) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ (4) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้”
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในโคจรซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตนดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในโคจร ซึ่งเป็นวิสัยอันสืบมาจากบิดาของตน มารจักไม่ได้โอกาส มารจักไม่ได้อารมณ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญนี้เจริญขึ้นอย่างนี้ เพราะเหตุถือมั่นธรรมทั้งหลายอันเป็นกุศล”
 
      ในมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค (10/93/159) มีคำอธิบาย คำว่า “มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง” ไว้ตอนหนึ่ง ความว่า “ ดูกรอานนท์ อย่างไรเล่า ภิกษุจึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่งมิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก อย่างนี้แลอานนท์ ภิกษุจึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งคือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ดูกรอานนท์ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี โดยที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุของเราที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาจักปรากฏอยู่ในความเป็นยอดยิ่ง”
      ในอัตตทีปสูตร สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค(17/87/43) ว่าด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด
     ในอรรถกถาได้อธิบายคำว่า “อตฺตทีปา” แปลว่ามีตนเป็นเกาะ จงทำตนให้เป็นเกาะ เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นคติ ที่ไปในเบื้องหน้า เป็นที่พึ่งอยู่เถิด
      ในอรรถกถามหาปรินิพพานสูตรได้อธิบายคำว่า “อตฺตทีปา” ความว่า เธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะคือเป็นที่พึ่งอยู่เถิด เหมือนคนอยู่ในมหาสมุทร ทำเกาะอาศัยอยู่ฉะนั้น
      คำว่า “อตฺตสรณา” ความว่า เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นคติ อย่ามีคนอื่นเป็นคติเลย
      คำว่า “ธมฺมสรณา” ความว่า มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ธรรมในที่นี้หมายถึงโลกุตรธรรมทั้ง 9 ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก สภาวะพ้นโลก ได้แก่มรรค 4 ผล 4 และนิพพาน หรือ อสังขตธาตุ 1 ใครที่สามารถมีธรรมเป็นพึ่งได้นับว่าเป็นผู้ไม่มีความกังวล เพราะหลุดพ้นจากวิสัยของโลกแล้ว
 
      หากสมารถทำตนให้เป็นเหมือนเกาะ ทำตนให้เป็นที่ต้านทาน ทำตนให้เป็นที่เร้น ทำตนให้เป็นคติที่ไปในเบื้องหน้า ทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ ก็นับว่าอยู่อย่างสงบได้แล้ว สามารถที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้นได้อย่างสงบ แม้โรคภัยไข้เจ็บก็แผ้วพานก็ไม่หวั่นไหวมากไปจนเกินเหตุ
      ถ้าหากเกิดป่วยไข้ขึ้นมาจะทำอย่างไร หากเป็นสมัยปัจจุบันก็ต้องบอกว่าต้องไปพบแพทย์ทำการวินิจฉัยว่าป่วยด้วยโรคอะไร จากนั้นจึงทำการรักษา ถ้าพอรักษาได้ก็อาจจะหายจากโรคได้ แต่ถ้ารักษาไม่ได้ก็ต้องทำใจยอมรับกับสภาพที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต พิจารณาความเป็นธรรมดาของชีวิตเมื่อมีเกิด ก็ต้องเจ็บ มีแก่ มีตาย เป็นธรรมดา จะฝีนธรรมชาตินี้ไม่ได้ ต้องตายทุกคน ไม่มีดอกความเป้นอมตะที่ไม่ต้องตาย จะยากจนหรือร่ำรวย มีอำนาจล้นฟ้าอย่างไรก็ตายเหมือนกัน แต่การรักษาชีวิตให้อยู่นานที่สุดนั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทำบุญกรรมมาไม่เหมือนกัน บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน คาดเดาไม่ได้ แต่ในสมัยก่อนการแพทย์ยังไม่เจริญมากนัก เวลาเจ็บป่วยท่านทำอย่างไร 
      มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่แม้แต่พระพุทธองค์ก็ทรงประชวรหรือป่วยเหมือนคนทั่วไป แต่วิธีการอยุ่กับความเจ็บป่วย นั้นพระพุทธองค์มีวิธีอยู่กับความป่วยไข้ดังที่แสดงไว้ในคิลานสูตร สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (19/713/172) พระพุทธองค์ในวัย 80 ปี ก่อนจะถึงวันดับขันธปรินิพพานไม่นาน พระพุทธองค์ทรงอาพาธได้รับเวทนาหนักเพราะอาพาธ ทรงเข้าจำพรรษา ณ เวฬุวคาม อาพาธกล้าบังเกิดขึ้น เวทนาอย่างหนักใกล้มรณะเป็นไปอยู่ พระผู้มีพระภาคทรงพระดำรงสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น ไม่ทรงพรั่นพรึงพระองค์ทรงพระดำริว่า การที่เรายังไม่บอกภิกษุผู้อุปัฏฐาก ยังไม่อำลาภิกษุสงฆ์ แล้วปรินิพพานเสียนั้น หาสมควรแก่เราไม่ ไฉนหนอ เราพึงขับไล่อาพาธนี้เสียด้วยความเพียร แล้วดำรงชีวิตสังขารอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่พระประชวรนั้นด้วยความเพียร แล้วทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระประชวรแล้ว ทรงหายจากความไข้ไม่นาน ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ในร่มแห่งวิหาร
 
      พระอานนท์สังเกตุเห็นอาการจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นพระผู้มีพระภาคทรงอดทน ข้าพระองค์เห็นพระผู้มีพระภาคทรงยังอัตภาพให้เป็นไป กายของข้าพระองค์ประหนึ่งจะงอมระงมไป แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์ แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ เพราะความประชวรของพระผู้มีพระภาคแต่ข้าพระองค์มาเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสพระพุทธพจน์อันใดอันหนึ่ง จักยังไม่เสด็จปรินิพพานก่อน”
      พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรอานนท์ก็บัดนี้ ภิกษุสงฆ์จะยังมาหวังอะไรในเราเล่า ธรรมอันเราแสดงแล้วกระทำไม่ให้มีในภายใน ไม่ให้มีในภายนอก กำมืออาจารย์ในธรรมทั้งหลาย มิได้มีแก่ตถาคต ผู้ใดพึงมีความดำริฉะนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์ หรือว่าภิกษุสงฆ์ยังมีตัวเราเป็นที่เชิดชู ผู้นั้นจะพึงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วกล่าวคำอันใดอันหนึ่งแน่นอน ดูกรอานนท์ ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์หรือว่าภิกษุสงฆ์มีตัวเราเป็นที่เชิดชู ดังนี้ ตถาคตจักปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวคำอันใดอันหนึ่งทำไมอีกเล่า บัดนี้เราก็แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว วัยของเราเป็นมาถึง 80 ปีแล้ว เกวียนเก่ายังจะใช้ไปได้ก็เพราะการซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกันยังเป็นไปได้ก็คล้ายกับเกวียนเก่าที่ซ่อมแซมแล้วด้วยไม้ไผ่ฉะนั้น
      สมัยใด ตถาคตเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหล่าแล้วอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมผาสุกเพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด
 
      วิธีการที่พระพุทธองค์อยู่กับความป่วยไข้คือ “เจโตสมาธิ”  แปลว่า ความตั้งใจมั่นแห่งจิต ถ้าเป็น “เจโตสมถะ” ก็แปลว่าความสงบระงับแห่งจิต ความสงบใจ ในที่นี่น่าจะหมายถึงอยู่กับความสงบแห่งจิต ด้วยสมาธิอันแน่วแน่ ปุถุชนคนธรรมดาคงยากที่จะเข้าใจเรื่องของเจโตสมาธิ แต่หากว่าโดยสรุปคือ อยู่กับความป่วยไข้ด้วยจิตใจที่สงบ 
      ในตอนท้ายของพระสูตรยังแสดงกับพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ ก็ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในเวลาที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้เลิศ”
      การหวังพึ่งคนอื่นนั้น พึ่งได้เพียงบางอย่างเท่านั้น ในวัยเด็กพึ่งพ่อแม่ พอเติบโตอาจจะพึ่งครูอาจารย์ มิตรสหาย ถึงวัยทำงานก็อาจจะพึ่งเพื่อนร่วมงาน พึ่งองค์กร วัยชราก็ย้อนกลับไปพึ่งลูกหลานได้บ้าง แต่ถ้าถึงยามคับขัน ก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ เพราะการมีตนเป็นที่พึ่งนั้นเป็นเรื่องของเราโดยตรง ชีวิตร่างกายพอพึ่งพาคนอื่นได้ แต่เรื่องของจิตใจเราต้องคิดเอง เหมือนกับลมหายใจเราก็ต้องหายใจเอง ใครจะมาหายใจแทนเราได้ พึ่งตนเองให้ได้ จะอยู่ที่ไหนก็ไม่เดือนร้อน
 
 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
09/05/64
 
Go to top