Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 
      แม้จะยังไม่ถึงเดือนเมษายนที่เป็นช่วงที่อากาศร้อนที่สุด แต่เดือนมีนาคมอากาศก็กำลังร้อน บางวันร้อนมาก คืนก่อนพักผ่อนในห้องที่เคยอยู่ไม่ได้เพราะร้อนอบอ้าวอย่างยิ่ง ห้องพักก็ยังเป็นห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่ใช่ไม่อยากมี แต่เกิดมาเป็นโรคแพ้ห้องปรับอากาศ วันไหนที่อยู่ในห้องแอร์นานๆ มักจะมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็นไข้ทุกที ชีวิตนี้เลยต้องอยู่ในห้องที่ธรรมดา ตามปรกติจะเปิดหน้าต่างไว้ เปิดพัดลมไล่ความร้อนก็นอนหลับได้แล้ว
      กุฏิที่พักเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ตามปรกติก็จะมีนักเรียน มีการเรียนการสอนทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี หรือวันพระและวันอาทิตย์ก็จะใช้เป็นที่สวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติธรรมของอุบาสกอุบาสิกา ช่วงที่มีวิกฤตด้านโควิดจึงถูกสั่งระงับไปหลายเดือนแล้ว นักเรียนเมื่อสอบเสร็จก็แยกย้ายกลับไปเยี่ยมบ้าน อาคารสามชั้นจึงเหลือหลวงตาเฝ้าโรงเรียนอยู่รูปเดียว ทั้งเงียบทั้งสงบ ทั้งสงัด ยิ่งตอนกลางคืนถ้าวันไหนมีเสียงหมาหอนก็แทบจะไม่อยากจะออกจากห้อง
      วันก่อนกลับมาจากสอนหนังสือที่ศาลายา อยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน มีอาการเหมือนจะเป็นไข้ ได้ยาแก้ไข้และยาแก้แพ้แล้ว แต่ก็ยังนอนไม่หลับ จึงเปลี่ยนสถานที่บ้าง ออกมานอนที่ระเบียงทางเดินนอกห้อง กลางกลดกันยูง สักพักก็เข้าสู่ภวังค์
      ยิ่งดึกสงัดอากาศเย็นสบาย มีลมพัดผ่านมาแผ่วเบา เรื่องที่ไม่เคยคิดก็พลันบังเกิด ในความฝันเห็นคนหลายคนกำลังเดินทางผ่านมาทางที่เรากำลังนอนอยู่ แต่พอมาถึงก็ไม่สามารถผ่านไปได้ ได้ยินคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “มีใครมานอนขวางทางเดิน ทำให้เส้นทางถูกปิด ครั้นจะเดินข้ามไป ดูแล้วก็เหมือนกับเขาจะมีพลังสักอย่าง เข้าใกล้ไม่ได้ พวกเราจะทำอย่างไรดี” 
      คนหนึ่งเสนอว่า “ลองคุยกับเขาดีๆ บอกเขาว่านี่เป็นทางสัญจรของพวกเราที่จำเป็นจะต้องเดินทางผ่าน” เมื่อตกลงกันแล้วคนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ๆแล้วบอกว่า “ท่านผู้เจริญ พวกผมจำเป็นต้องใช้เส้นทางนี้ผ่านไปทางโน้น ขอให้ช่วยขยับให้เส้นทางพวกผมหน่อย” 
 
 
      เมื่อรู้ตัวว่ากำลังขวางทางคนอื่น จึงบอกว่า “ต้องขอภัย ไม่รู้จริงๆว่านี่เป็นเส้นทางสัญจร แค่หลบร้อนมานอนเย็นเท่านั้น  จึงขยับเปลี่ยนศีรษะไปอีกทาง จากนอนขวางทางมาเป็นนอนตามแนวทางยาว พวกเขาก็เดินผ่านไปได้ ทุกอย่างน่าจะผ่านไปด้วยดี แต่คนสุดท้ายน่าตาน่ากลัว มีรอยสักเต็มตัว ตาแดงก่ำ มาในมาดของนักเลงโบราณเต็มตัว ขณะที่เดินผ่านแกจะเผลอหรือเจตนาไม่อาจจะรู้ได้ เท้าของแกมาสะกิดที่สีข้างอย่างแรง พร้อมทั้งมองหน้าและบอกว่า “ไปนอนที่อื่น อย่ามานอนขวางทางคนอื่นเขา” 
      จิตใต้สำนึกด้วยอารมณ์ของนักเลงเก่าบังเอิญเท้าไปสะกิดไปที่ขาข้างหนึ่งของชายคนนั้นที่กำลังจะก้าวผ่าน เขาหัวคะมำไปข้างหน้า และหันกลับมาตวาดด้วยความโกรธ “จะเอาอย่างนั้นหรือ มาลองกำลังกันสักหน่อยดีไหม น้ำหนักไม่เกี่ยว”
      ตอนนั้นคงเพราะฤทธิ์ไข้จึงตอบไปในบัดดลว่า “ได้สิ ให้มันรู้เสียบ้างว่าไผเป็นไผ” จากนั้นก็จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง ผ่านไปสักพักชายคนนั้นก็ยกมือขอสงบศึก “พอก่อนเหนื่อยแล้ว ไม่สู้แล้ว เห็นว่าแก่แล้วนึกว่าจะไม่มีแรง ที่ไหนได้เก่งเหมือนกันนี่ ยอมแล้วๆๆ” พร้อมทั้งแสดงอาการว่าไม่สู้ต่อแล้ว 
      คนอีกจำนวนหนึ่งแค่ยืนดูห่างๆ ไม่ได้ห้ามปราม ไม่ได้เข้ามาช่วย  ปล่อยให้ทั้งสองสู้กันไปเหมือนนักมวยที่กำลังขึ้นชกบนเวที แต่ที่นี่ไม่มีกรรมการ ผู้ที่จะชนะต้องให้อีกฝ่ายยอมแพ้เอง คิดถึงคำสอนของคนโบราณที่เคยบอกว่าอย่านอนขวางทางผี เดี๋ยวจะเจอดีสักวัน วันนี้เพราะหลบร้อน จึงลืมคำโบราณ ไปนอขวางทางผีผ่าน จึงเจอดีเข้าจนได้
 
 
      คงจะเป็นเพราะพิษไข้ จิตเลยขาดการควบคุมปล่อยให้ความโกรธเข้าครอบงำ ความโกรธเป็นกิเลสธรรมดาที่ครอบงำจิตผู้ที่ยังเป็นปุถุชน ผู้ที่ละความโกรธ ความปฏิฆะได้คือพระอนาคามีบุคคล ส่วนปุถุชนคนธรรมดายังมีความความโกรธ ความขัดเคือง มีปฏิฆะ คือความกระทบกระทั่งในใจ ความหงุดหงิด ความขึ้งเครียดความขัดใจ ความกระทบใจ ความโกรธ แม้จะหักห้ามความขัดเคืองไว้ได้ในห้วงยามที่มีสติคอยกำกับ ปรกติก็ไม่แสดงความโกรธให้คนเห็นมานานแล้ว แต่ความโกรธยังคงมีอยู่ เพียงระงับด้วยการข่มไว้เท่านั้น
      แต่ในความฝันควบคุมอะไรไม่ได้ เมื่อถูกกระทบกระทั่งจึงแสดงอาการออกมาเต็มที่ ดีนะที่เป็นแค่ความฝัน ถ้าเป็นภาวะที่ไม่ฝันขืนทำอย่างนั้นอาจจะถูกจับ ถูกปรับ ถูกแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย แต่ว่าใครทำร้ายใครกันแน่นะ แต่ในความฝันไม่มีคดีแบบนี้  มาพิจารณาว่าเราเป็นเจ้าของอาคารที่พักหลังนี้หรือ ก็ไม่ใช่ เราก็เพียงมาอาศัยอยู่ช่วงหนึ่งเท่านั้น  กลุ่มคนเหล่านั้นเป็นเจ้าของหรือก็ไม่ใช่ เขาก็มาอาศัยชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนกับเรานี่แหละ เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของจะมาทะเลาะกันทำไม ต่างฝ่ายต่างอยู่ เพราะอยู่กันคนละภพคนละภูมิอยู่แล้ว หากจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันก็เพียงเป็นผู้มาอาศัยเพียงชั่วครู่ยาม
     เหตุแห่งความโกรธย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการหลายอย่าง ดังที่แสดงไว้ใน ขุททกนิกาย มหานิทเทส (29/384/257) ความว่า “ความโกรธ ย่อมเกิดด้วยอาการ 10 อย่าง คือ (1)ความโกรธย่อมเกิดด้วยอาการว่าเขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เราแล้ว(2) เขากำลังประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (3) เขาจักประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่เรา (4) เขาได้ประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเราแล้ว (5) เขากำลังประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา (6) เขาจักประพฤติสิ่งไม่ประโยชน์แก่บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา (7) เขาได้ประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา (8) เขากำลังประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา (9) เขาจักประพฤติสิ่งเป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา (10) ความโกรธย่อมเกิดในที่มิใช่เหตุ” 
      ส่วนมูลเหตุแห่งการวิวาทมีแสดงไว้ในสามคามสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณาสก์ (14/55/51) สรุปความว่า “มูลเหตุแห่งความวิวาทมี 6 อย่าง คือ(1) เป็นผู้มักโกรธ มีความผูกโกรธ (2) เป็นผู้มีความลบหลู่ มีความตีเสมอ (3) เป็นผู้มีความริษยา มีความตระหนี่ (4) เป็นผู้โอ้อวด เป็นผู้มีมายา (5) เป็นผู้มีความปรารถนาลามก มีความเห็นผิด (6) เป็นผู้มีความเห็นเอาเอง มีความเชื่อถือผิวเผิน มีความถือรั้น..."  
      ความโกรธ ยังมีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง คือ “ความปองร้าย ความมุ่งร้าย ความขัดเคือง ความขุ่นเคือง ความเคือง ความเคืองทั่ว ความเคืองเสมอ ความชัง ความชังทั่ว ความชังเสมอ ความพยาบาทแห่งจิต ความประทุษร้ายในใจ ความโกรธ กิริยาที่โกรธ ความเป็นผู้โกรธ ความชัง กิริยาที่ชัง ความเป็นผู้ชังความพยาบาท กิริยาที่พยาบาท ความเป็นผู้พยาบาท ความพิโรธ ความพิโรธตอบ ความเป็นผู้ดุร้าย ความเพาะวาจาชั่ว ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า ความโกรธ” 
      กลุ่มคนเหล่านั้นเดินไปทางทิศเหนือ เมื่อเราหันศีรษะไปทางทิศใต้ เส้นทางก็ไม่ถูกปิด ไม่ได้นอนขวางทาง พวกเขาก็แค่เดินผ่านไป บางคนแค่หันมายิ้มให้ บางคนแสดงอาการก้มต่ำเมื่อเดินผ่าน บางคนเฉยๆ ไม่ได้แสดงอาการอย่างใด มีเพียงเจ้านักเลงโตคนนั้นที่มาหาเรื่องจะเพราะเจตนาหรือเข้าใจผิดก็ไม่อาจทราบได้
 
      จะเป็นเพราะผลของยาแก้แพ้ หรือเพราะมีลมพัดผ่านอากาศเย็นสบาย หรือเพราะเหนื่อยจากการทำงาน หรือเพราะพิษไข้จึงทำให้นอนหลับสนิท เหมือนจะรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อใกล้จะรุ่งสาง คนกลุ่มเดิมเดินย้อนกลับมาจากทางทิศเหนือมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ เหมือนกำลังเดินกลับจากการทำงาน ชายนักเลงโตคนนั้นพอเข้ามาใกล้ เขาเดินออกห่างไปทางทิศตะวันตก ขณะที่เรานอนชิดกำแพงทางทิศตะวันออก เขาแค่ยิ้มให้เหมือนทักทายคนที่พึ่งรู้จักกัน และเขาก็จากไป คนสุดท้ายของกลุ่มหน้าตาดีมาก กิริยาอาการน่าดู พอจะเดินผ่านยังค้อมตัวลงนิดหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า “ต้องขอโทษแทนเจ้าดื้อคนนั้นด้วย เขามาใหม่ครับ ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไรเขาบอกว่าพึ่งถูกปล่อยตัวมา และมาขออยู่ด้วย ส่วนพวกผมคุ้นชินกับพื้นที่แล้ว ต้องใช้เส้นทางสายนี้ทั้งไปและกลับ พอมีสิ่งมากีดขวางก็ต้องหาทางเลี่ยงครับ” เขาพูดด้วยความเป็นมิตร และเดินจากไปพร้อมกับกลุ่มอีกจำนวนหนึ่ง
      ใกล้จะรุ่งสางแล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมาทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน ไม่มีสิ่งไหนที่เป็นความจริงเลย แต่พึ่งสังเกตเห็นที่นอน จำได้ว่าก่อนนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันออก ด้านซ้ายเป็นทิศใต้ ด้านขวาเป็นทิศเหนือ ซึ่งเป็นการนอนขวางทางเดิน เพราะต้องการแค่ได้หันศีรษะไปทางทิศตะวันออกเท่านั้น แต่พอตื่นขึ้นมาที่นอนเปลี่ยนทางตอนไหนไม่ทราบ เราหันศีรษะไปทางทิศใต้ เป็นการนอนตามแนวยาวของเส้นทาง ไม่ได้นอนขวางทาง 
      ขณะที่พลิกตัวลุกขึ้นมันปวดร้าวไปทั้งร่างกาย เหมือนถูกใครทำร้ายด้วยท่อนไม้ประมาณนั้น คงเพราะพิษไข้จากเมื่อคืน จึงทำได้แค่การส่งกระแสจิตแผ่เมตตาไปให้กลุ่มผีหรือใครก็ตามที่ผ่านมาในยามค่ำคืน ถ้ามีทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ ถ้ามีสุขก็ขอให้สุขยิ่งๆขึ้นไป อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย คืนต่อไปคงต้องย้ายที่นอนใหม่ เพราะที่เก่าคงเป็นทางผีผ่าน ปล่อยให้พวกเขาเดินทางสัญจรไปมาได้โดยสะดวก 
 
 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
21/03/64
 
Go to top