Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

        เส้นทางเดินไปสู่จุดหมายมีหลายทาง ขึ้นอยู่กับการเลือกสรรของแต่ละคน แม้บางครั้งอยากจะเลือกทางที่คิดว่าดีที่สุด แต่บริบทรอบข้างอาจจะไม่เอื้ออำนวยให้เราเลือกในทางที่เราอยากเดิน แต่บางทีก็ต้องเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับสภาวะในช่วงขณะแห่งเวลานั้นๆ ทางที่คิดว่าใช่อาจจะไม่ใช่ทางที่เราเลือก แต่ทางที่เราเลือกอาจจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุดก็ได้ แต่เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วก็ต้องเดินไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ทางเดินของชีวิตก็เช่นกัน บางครั้งทางที่เราอยากเดินกลับไม่ใช่ทางที่เราเลือก แต่ทางที่เราเลือกกลับไม่ใช่ทางที่เราคิดว่าจะเลือก

        ในจินตนาการของห้วงเวลาที่ผ่านมา ปรากฎร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบปี เดินเข้ามาสนทนาปราศัยหลายเรื่อง ผ่านการสนทนาได้สักพักชายหนุ่มคนนั้นก็ตั้งคำถามว่า “ถ้าไม่ได้มาบวชเป็นพระภิกษุ ชีวิตของท่านควรเป็นอย่างไร” เป็นคำถามที่พยายามจะไม่ตอบมาเป็นเวลานานกว่าสี่สิบปีแล้ว แต่ทำไมช่วงนี้คำถามนี้กลับย้อนกลับมารบกวนในจิตใจ พร้อมทั้งบีบบังคับไว้กรายๆว่าควรถึงเวลาตอบคำถามนี้แล้ว
        คนถามและคนตอบอยู่ต่างช่วงเวลากัน ผู้ตั้งคำถามเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบปี ส่วนผู้ตอบเป็นพระภิกษุวัยชราอายุกำลังจะผ่านวัยหกสิบปี คำถามนี้ผ่านกาลเวลามานานครบสี่สิบปี เริ่มเข้าสู่ปีที่สี่สิบเอ็ด คำถามนี้ควรได้รับการตอบแล้ว


        ในการตอบคำถามตามหลักฐานที่ปรากฎในอรรถกถาพรหมชาลสูตร ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ได้แสดงไว้สี่ประการคือ “ตอบแง่เดียว แยกตอบ ถามกลับ และนิ่งไม่ตอบ” คำถามนี้น่าจะเป็นประเภทถามกลับมากกว่าการตอบอย่างอื่น
        เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว คนที่จะตอบน่าจะเป็นชายหนุ่มคนที่ตั้งคำถามคนนั้น เมื่อได้จังหวะและโอกาสเป็นการตอบคำถามแบบ “ปฏิปุจฉาพยากรณ์” จึงถามชายหนุ่มคนนั้นว่าถ้าไม่ได้บวชจะดำเนินชีวิตอย่างไร ชายหนุ่มคนนั้นไม่นึกว่าจะพบกลับคำตอบประเภทที่กลายมาเป็นคำถามแบบนี้
        เมื่อมาถึงทางแยกแห่งคำถามแบบนี้จึงต้องตอบ เมื่อตั้งคำถามอยากจะได้คำตอบจากพระภิกษุชรารูปนั้น แต่เมื่อท่านส่งคำถามกลับมาก็ต้องตอบ     
        ชายหนุ่มนิ่งคิดเหมือนกำลังทบทวนอดีต ก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องแต่ปางก่อนพอสังเขปว่า “ช่วงเวลาตอนก่อนจะบวชนั้นอายุย่างเข้า 21 ปี เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวบ้านที่ก่อนจะออกเรือนมีครอบครัวต้องอุปสมบทก่อน อย่างน้อยก็หนึ่งพรรษา เป็นเวลาสามเดือน เพื่อขัดเกลาจิตใจให้มั่นคง ได้ศึกษาแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ผมก็เช่นเดียวกัน ตอนนั้นผมมีหญิงคนรักอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้สวยเลิศเลอสักเท่าใด แต่ต่างก็มีใจรักผูกพันกันมานาน เรียกว่าเข้าใจในรักมาหลายปี พ่อแม่ก็ยอมรับมองดูการคบหาแบบไม่ให้คาดสายตา และพร้อมที่จะยินยอมพร้อมใจให้คนทั้งสองอยู่ร่วมกันสร้างบ้านสร้างครอบครัวเหมือนคนอื่นๆ
        อาชีพเดิมของชายหนุ่มหญิงสาวคือชาวไร่ ชาวนา หน้าฝนทำนา หน้าแล้งทำไร่ พอมีรายได้เลี้ยงชีพไม่ขาดแคลนอันใด แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็คงพอเลี้ยวตัวเองและครอบครัวได้ ผ่านไปไม่กี่ปีคงมีลูกชายลูกสาวหลายคน หาเงินส่งให้เรียนหนังสือ ชีวิตคงเหนื่อยมากขึ้นเมื่อมีลูก ต้องทำงานหนักหาเงินส่งลูกให้เรียนสูงๆ จะได้ไม่ไต้องกลับมายึดอาชีพชาวนาชาวไร่เหมือนบรรพบุรุษ ถ้าโชคดีมีวาสนาคงได้รับราชการจะเป็นครู ตำรวจหรืออาชีพที่มีเงินเดือน มีรายได้ประจำ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับราคาข้าว ราคาพืชพันธ์ุธัญญาหารที่ไม่มีอะไรแน่นนอน เดี๋ยวราคาดี เดี๋ยวราคงต่ำ บางปีมีผลิตได้มาก แต่ราคาดิ่งลงเหว แต่พอปีไหนที่ผลิตได้น้อย ราคากลับแพง กลไกการตลาดของบ้านเราไม่แน่นอน มีผลส่งให้อาชีพเกษตรกรทั้งหลายไม่มีความมั่นคงไปด้วย


        ผ่านไปสี่สิบปีลูกชายลูกสาวแต่งงาน หลานก็คงโตแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นหากมีชีวิตรอดมาจนถึงปัจจุบันก็คงเป็นชายชราเลี้ยงหลานอยู่กับบ้านในภูมิลำเนาเดิมนั่นแหละครับ ทางสายนั้นถูกเปลี่ยนทิศทางเหมือนกระแสน้ำที่เปลี่ยนทางดั่งกระแสลมที่เปลี่ยนทิศ ชีวิตที่เล่ามาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงเส้นทางที่คาดคะเนเท่านั้นหรือจะเรียกให้เป็นวิชาการหน่อยก็ต้องบอกว่า ในเป็นเพียงสมมุติฐานที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
        ผมได้ตอบคำถามที่ผมถามเองแล้วครับ ว่าแต่หลวงตาหละครับ สี่สิบปีที่ผ่านมาชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
       หลวงตากำลังฟังอยู่เพลินๆก็ต้องสะดุ้ง มองซ้ายมองขวาเหมือนกำลังมองหาชายหนุ่มคนนั้น แต่มองเท่าใดก็มองไม่เห็น แล้วนี่ใครที่มาเล่าเส้นทางชีวิตที่บอกว่าทางที่ไม่ได้เลือกให้ฟังกันเล่าหนอ
 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
11/08/62

Go to top