Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

       เดือนเมษายนเป็นเดือนที่อากาศร้อนที่สุด และเป็นเดือนที่มีงานประเพณีรื่นเริงที่สำคัญที่สุดคืองานสงกรานต์ กิจการงานต่างๆก็จะเป็นช่วงของวันหยุดยาว คนส่วนหนึ่งที่จากบ้านมาก็มักจะเดินทางกลับบ้านเพื่อไปเยี่ยมญาติพี่น้อง ได้พบปะกับผู้มีพระคุณ หากใครที่เดินทางจากบ้านมานานก็มักจะอาศัยช่วงเวลานี้กลับบ้าน อย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้าคนที่ไม่อยากกลับบ้านหรือไม่มีมีบ้านให้กลับจะเป็นเช่นใด

       เห็นชายพเนจรคนนั้นมาพักที่ศาลาท่าน้ำหน้าวัดหลายวันมาแล้ว คำนวณอายุน่าจะไม่เกินห้าสิบปี แต่ร่างกายสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มีเพียงกระเป๋าเก่าๆใบหนึ่ง นอกจากนั้นก็ไม่เห็นมีสมบัติอื่นใด ตอนเย็นเขาจะช่วยกวาดลานวัด ตอนเช้าก็จะขอข้าวจากพระภิกษุพอประทังชีวิตไปวันๆ ชีวิตเหมือนคนที่กำลังรอใครสักคนหรือว่าเขาไม่มีที่จะไป
       เย็นวันหนึ่งจึงลองพูดคุยสนทนากับคนจรจัดคนนั้น “โยมจะไปไหน หรือกำลังรอใคร” เขาหันหน้ามาส่งยิ้มก่อนจะตอบสั้นๆว่า “ผมไม่มีที่จะไปครับ” เมื่อเห็นผู้ถามทำหน้าสงสัย เขาจึงกล่าวต่อไปว่า “ผมไม่มีที่จะไปจริงๆครับ ชีวิตหมดหนทาง บ้านก็ไม่มี งานก็ไม่มี เงินก็หมด ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน”
       “มนุษย์เราต้องมีที่มาที่ไปสิ จะสิ้นไร้ไม้ตอกอย่างไร มันต้องมีหนทาง ลองนึกดูอีกทีสิ มีญาติพี่น้องที่ไหนบ้าง”
       “ผมเป็นคนต่างจังหวัดครับ อย่ากล่าวถึงมันอีกเลย ผมหนีจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 17 ปี นี่ก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว เคยกลับบ้านสองสามครั้ง นั่นมันห้าปีแรก แต่จากนั้นมาอีก 20 ปี ผมไม่เคยได้กลับบ้านอีกเลย”
       “ญาติพี่น้องไม่มีเหลืออยู่เลยหรือ”
       “มีก็เหมือนไม่มีครับ ดูเหมือนทุกคนไม่อยากให้ผมกลับบ้าน”

       ผู้เขียนไม่ได้ถามต่อ แต่เขากลับกล่าวขึ้นเหมือนกำลังย้อนนึกทบทวนความทรงจำ ท่านพอจะมีเวลาฟังเรื่องราวของคนจรจัดสักหน่อยไหมครับ ผมจะเล่าให้ฟัง”
       เอาสิถ้าอยากเล่าก็เชิญเลย วันนี้อาตมาไม่มีงานสำคัญอะไร
       ชายคนนั้นเหม่อมองไปที่ท่าน้ำหน้าวัด วันนี้เป็นช่วงที่น้ำค่อนข้างจะสะอาด น้ำใสไหลเย็น มีปลาแหวกว่ายหาอาหาร ฝูงนกพิลาบบินว่อน ความเงียบสงัดแห่งราตรีกำลังมาเยือน
       “ผมออกจากบ้านเกิดเหมือนชายหนุ่มหญิงสาวทั้งหลายในหมู่บ้านนั่นแหละครับ หมู่บ้านผมอยู่ในชนบทแห่งหนึ่ง บ้านอยู่หลังเขื่อน ช่วงที่สร้างเขื่อนก็สะดวกดีมีน้ำมีปลา มีนาข้าวให้ทำนา แต่ต่อมาน้ำมากขึ้นก็ค่อยๆท่วมที่นาในที่สุดก็จมหายไปในเขื่อน ทุ่งนากลายเป็นน้ำ จะทำนาก็ไม่ได้ จะทำอะไรก็ลำบาก จะขายก็ไม่มีใครซื้อ ไม่นานที่นาที่เคยทำมาหากินก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขื่อนไป”

       ผมได้ย้ายตัวเองมาเสี่ยงโชคที่กรุงเทพมหานคร  เนื่องจากความรู้มีน้อยจึงต้องทำงานทุกอย่างตั้งแต่ก่อสร้าง จับกัง และงานอื่นๆอีกหลายอย่าง ตั้งใจว่าจะเก็บเงินสักก้อนแล้วกลับไปบ้านเกิด เพื่อหาที่ทำกินในสถานที่คุ้นเคย ผมอยู่กรุงเทพได้สักสิบปี พอมีเงินอยู่บ้างจึงกลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่บ้านเกิดอีกครั้ง แต่การไปครั้งนั้นเหมือนเส้นทางถูกปิดกลั้น เพราะผมไม่มีสมบัติอะไรเหลืออยู่ที่นั่นเลย
       ผมยังมีแม่ซึ่งมีน้องชายและน้องสาวเป็นผู้ดูแลอยู่ ผมเหมือนคนนอก ที่ไม่มีอะไรเลย จึงต้องกลับมาที่กรุงเทพมหานครและเริ่มทำงานเก็บเงิน แต่พอมีเงินเก็บก็ถูกเพื่อนร่วมงานโกงจนหมดตัว ชีวิตผมไม่มีที่ไปต้องมาอาศัยวัดนี่แหละครับ เงินค่ารถจะกลับบ้านยังไม่มีเลยครับ ผมไม่รู้จะไปไหน ผมคนไม่มีบ้าน มีญาติก็เหมือนไม่มี อีกอย่างผมไม่อยากกลับไปเป็นภาระให้กับน้องๆ ที่ทุกคนคิดว่าผมรวย ผมเป็นคนมีเงิน ผมอยากให้เขาจดจำสิ่งที่เขาเคยเห็น มิใช่ปัจจุบันที่ผมเป็น เพราะข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ผมไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มีเพียงลมหายใจที่รอวันตายเท่านั้นแหละ ตั้งใจว่าช่วงสุดท้ายของชีวิตจะอยู่รอความตายรอเผาในวัดนี่แหละครับ ชีวิตผมทำไมจึงกลายเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้ สงกรานต์สำหรับผมคือความโหดร้าย เพราะผมไม่มีที่จะไป”
          ฟังเรื่องราวของชายคนนั้นแล้ว ก็ไม่รู้จะแนะแนวทางให้เขาเดินไปข้างหน้าอย่างไร

       ลองหันกลับมาดูชีวิตตนเองบ้าง เราก็เหมือนคนไร้บ้านเหมือนเขานั่นแหละ ออกจากบ้านตั้งแต่ยังหนุ่ม เหมือนชายหนุ่มหญิงสาวของชนบทห่างไกลความเจริญตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องมีอนาคตที่ดีกว่า ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย ทำงานแทบทุกอย่าง มีเงินก็ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเหลือ แต่ยังดีที่การกลับบ้านเกิดครั้งสุดท้าย แม่ขอร้องให้บวชให้ตามประเพณี ตั้งแต่วันนั้นชีวิตก็ได้กลายเป้นคนไร้บ้านอย่างแท้จริง ไม่มีบ้านอีกเลย มีเพียงอารามพอเป็นที่พักกายและวัดเป็นที่พักใจ
       นานๆกลับบ้านไปเยี่ยมแม่สักครั้ง ที่ขาดไม่ได้เลยคือช่วงสงกรานต์ ถ้าไม่มีงานสำคัญจริงๆก็จะกลับไปเยี่ยมแม่ แม้จะไม่มีอะไรอย่างน้อยก็ให้แม่ได้เห็นหน้าว่ายังอยู่ดีมีสุขก็พอแล้ว ได้รดน้ำขอพรจากแม่ได้พบปะสนทนากับญาติพี่น้อง ชีวิตก็ยังดีกว่าอีกหลายคนที่ไม่มีบ้านให้กลับ
       แม้จะเป็นเหมือนคนไร้บ้าน แต่ชีวิตก็ต้องอยู่ต่อไปให้ได้ แก่งแย่งชิงดีแล้วอย่างไร ร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองมากมายแล้วยังไง สุดท้ายก็สิ้นสุดที่เชิงตะกอน วันนี้ยังมีลมหายใจก็ต้องยอมรับสภาพของมันให้ได้ การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก แต่การดำเนินชีวิตให้อยู่ดีมีความสุขยากยิ่งกว่า สงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้ว ได้เวลากลับบ้านแล้ว


 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
11/04/62

 

Go to top