Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

      การเดินทางไกลไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปนั้น ได้ความรู้สึกแปลกใหม่ พบเห็นอะไรก็อยากรู้อยากเห็น หากมีกล้องในมือก็อยากถ่ายภาพเพื่อบันทึกความทรงจำไว้ ตอนถ่ายภาพก็ไม่ต้องหามุมใหม่ เพราะสิ่งที่เห็นคือความใหม่ ถ่ายที่ภาพแล้วก็เก็บไว้เลือกใช้งานเพียงบางภาพที่เห็นว่าพอจะใช้ได้ ส่วนภาพอื่นๆก็เก็บไว้ในฮาร์ดิส ซึ่งปัจจุบันสะดวกมากราคาไม่กี่บาท มีความจุหลายเทลาไบท์ เก็บไว้หลายปีนานๆก็ลืม

      ช่วงนี้เข้าพรรษาไม่ค่อยได้เดินทางไกลไปไหน จึงเปิดดูภาพเก่าๆที่เคยถ่ายไว้ บางภาพมีความทรงจำ มีอดีต มีเรื่องเล่า ที่จดจำไว้ในบันทึกความทรงจำคนเดียว เมื่อเห็นภาพความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมาในจินตาการ บางครั้งก็พอเป็นเรื่องที่สะกิดใจได้บ้าง
     ครั้งหนึ่งที่สะพานไม้อูเบ็ง อยู่ระหว่างเมืองอมรปุระ และเมืองมัณฑเลย์ เป็นสะพานที่ทำด้วยไม้สักมีความยาวถึง 1.2 กิโลเมตร สร้างด้วยไม้สักที่รื้อมาจากพระราชวังเก่าเมืองอังวะ เป็นสะพานสร้างขึ้นเพื่อข้ามทะเลสาบตองตะมาน มุ่งตรงไปยังเจดีย์เจ๊าตอร์ยี สร้างมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2393 สร้างนานกว่า 168 ปีแล้ว หากเป็นคนที่มีชีวิตในการสร้างยุคนั้น คงเป็นคนแก่แล้ว และจะหาคนที่เคยร่วมสร้างสะพานคงหาได้ไม่ง่ายนัก
      สมัยก่อนสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกของพุทธศาสนิกชนที่มีภูมิลำเนาอยู่สองฝากฝั่งทะเลสาบจะได้เดินทางไปสักการะเจดีย์ และติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก เมื่อกาลเวลาผ่านไปสะพานแห่งนี้ได้กลายเป็นสะถานที่ท่องเที่ยว ในแต่ละวันจะมีผู้คนจำนวนมากเดินบนสะพาน โดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แสงอาทิตย์สาดส่องกระทบกับพื้นผิวน้ำ มองผ่านสะพานจะเห็นความงามอันบรรเจิดที่ธรรมชาติรังสรรค์มา

      วันหนึ่งบังเอิญไปเดินเล่นบนสะพานอูเบ็งแห่งนี้ ไปถึงในช่วงเวลาบ่าย ผู้คนยังไม่มาก บนสะพานจึงมีที่ว่างให้ถ่ายภาพได้หลากหลาย ในขณะที่กำลังนั่งเล่นบนเสาสะพาน ขอแรงให้ช่างภาพท้องถิ่นถ่ายภาพให้ ก็มีชายชาวเมียนมาร์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาพร้อมทั้งก้มกราบ ช่างภาพท้องถิ่นชะงักนิดหนึ่ง ก่อนจะพะยักหน้าให้ถ่ายภาพต่อไป เจตนาอยากได้ภาพเดี่ยว แต่เมื่อมีคนมาเข้าฉากด้วย คงได้ภาพที่ดีไปอีกแบบ
      อีกนานกว่าฟ้าจะมืด ความสวยงามแห่งธรรมชาติรออยู่ มีเวลาเหลือไม่ต้องรีบร้อนอะไร  เพราะเดินทางกันเอง อยากอยู่นานเท่าใดก็ได้ อยากไปเวลาไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลกับเวลาของผู้นำเที่ยว การเดินทางแบบนี้เรียกกันเองว่า “เที่ยวตามใจฉัน” แต่ต้องมีเพื่อนร่วมทางที่เข้าใจด้วย
      ชายคนนั้นเอ่ยทักเป็นภาษาไทยว่า “นมัสการครับหลวงพ่อ ผมเคยอยู่เมืองไทยมาหลายปีครับ พูดไทยได้ หลวงพ่อมาจากเมืองไทยหรือครับ มาทำอะไร อยู่กี่วัน พักที่ไหน มากับใคร มากันกี่รูป”

      ตอนนั้นตอบไม่ทัน จึงบอกว่า “เอาทีละคำถาม ตอบไม่ทัน”
      “คือผมอยากรู้นะครับ นานๆจะได้พบกับพระสงฆ์จากเมืองไทย คิดถึงเมืองไทยครับ”
      “คิดถึงก็ไปได้ อยู่ใกล้แค่นี้”

      “เรื่องมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดนะครับ ผมอยากไปในฐานะแรงงานถูกกฎหมาย แต่ขอให้ได้ค่าแรงแบบไม่ถูกกฎหมายครับ” เมื่อเห็นผู้ฟังทำหน้าสงสัย เขาจึงสาธยายต่อว่า “ทำตามระบบค่าแรงมันถูกครับ แต่ทำนอกระบบค่าแรงแพงกว่าครับ ผมไม่ได้หมายถึงไปทำผิดกฎหมายนะครับ แต่ไม่อยากลงทะเบียนแรงนานต่างด้าวเท่านั้น”
      “มันพูดยากนะ แต่อาตมาว่าน่าจะทำตามขั้นตอนของบ้านเมือง ได้น้อยแต่ถูกต้องอยู่ได้นาน กับได้มากแต่มองหาอนาคตไม่พบ อย่างไหนดีกว่ากัน โยมลองกลับไปพิจารณาดูเองนะ”
      เนื่องจากไม่ค่อยมีพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศไทย จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา “สะพานสวยดีนะ”
      “ต้องรออีกสักหน่อยครับ ตอนตะวันใกล้จะลับขอบน้ำ จะงดงามมากกว่านี้ นิมนต์หลวงพ่อไปพักที่วัดก่อนก็ได้นะครับ ผมจะพาไป หลวงพ่อกับผมคุ้นเคยกันดี ผมบวชมาหลายปีครับ บวชมาตั้งแต่เป็นสามเณร แต่อย่างว่านั่นแหละ บางครั้งชีวิตคนเราก็ไม่มีทางเลือกมากนัก ผมต้องออกจากวัดมาช่วยแม่ทำงาน แม่แก่มากแล้ว พี่น้องก็มีครอบครัว ผมเลยลาสิกขาออกมาเลี้ยงดูแม่ครับ”
      โดยไม่รอให้ถามเขาก็สาธยายลีลาชีวิตต่อไป “ตอนนี้แม่ไม่อยู่แล้วครับ ผมเคยมีครอบครัว แต่อยู่กันไม่ยึด ความคิดเห็นไม่ตรงกันครับ ผมเลยไปทำงานที่เมืองไทย ช่วงนี้กลับมาเยี่ยมบ้าน ยังไม่มีงานทำ รอโอกาสที่จะกลับไปเมืองไทยอีกครั้งครับ”
      “ผมเป็นชาวพุทธ คำสอนของพระพุทธจ้าผมศึกษามาหลายปี เป็นคำสอนที่ยอดเยี่ยมครับ เรื่องของทุกข์ สาเหตุของความทุกข์ การดับทุกข์ และทางแห่งการดับทุกข์ ว่ากันตามทฤษฎีผมท่องจำได้ขึ้นใจ สามารถสวดธัมมจักกัปวัตนสูตรได้ แต่ที่ผมสงสัยทำไมผมจึงยังมีความทุกข์อยู่ครับ”

      ได้โอกาสจึงบอกว่า “ธรรมะไม่ใช่เรื่องของการท่องจำคำสอนให้ได้มากเท่านั้น ต้องปฎิบัติตามด้วย รู้แต่ไม่ปฏิบัติตามจะมีประโยชน์อันใด ก็แค่รู้แล้วไปคุยให้คนอื่นฟัง บางทีคนฟังอาจจะมีธรรมมากกว่าคนพูดก็ได้ รู้ธรรมกับปฎิบัติธรรมมันต่างกันนะ”
      “จะทำอย่างไรจึงจะหายทุกข์ครับ”    
      “เบื้องต้นก็อย่าไปทุกข์สิ ดำเนินชีวิตไปตามปกติ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ทุกข์ก็แค่ทุกข์ เมื่อรู้แล้วจะไปทุกข์กับมันทำไม”
      “ขอบคุณหลวงพ่อมากครับ ต่อไปผมจะไม่ไปคิดถึงเรื่องทุกข์ คิดถึงแต่ปัจจุบันนี่แหละ วันนี้ยังมีลมหายใจ แต่แก้วต่อไปจะดื่มให้ลืมเธอ ชีวิตเป็นของเราจะเศร้าไปทำไมกัน”
      พูดจบก็ลุกขึ้นยืนท่าทางโงนเงนเหมือนจะล้ม คงเพราะลมแรงกระมัง เขาเดินโซเซจากไปหายไปกับผู้คนบนสะพาน

      ช่างภาพท้องถิ่นเดินเข้ามาหา “หลวงพ่อนี่เก่งนะครับ สามารถคุยกับขี้เมารู้เรื่อง มันเมาทุกวัน เมียมันพึ่งหนีนะครับ”
      คนส่วนหนึ่งคิดว่าสิ่งที่ตนรู้คือ “ความรู้ที่แท้” ไม่นำสิ่งที่รู้ไปสู่ “การปฏิบัติ” ความรู้นั้นก็ไม่ได้พัฒนา รู้แล้วไม่ปฏิบัติจะต่างกันไยกับไม่รู้แต่ปฏิบัติ ความรู้กับการปฏิบัติต้องดำเนินไปด้วยกัน จึงจะถือว่าเป็นความรู้อย่างแท้จริง

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
07/09/61
   

Go to top