Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 


          อรุณรุ่งดวงอาทิตย์ยามเช้ากำลังโผล่พ้นขอบฟ้าเบื้องบุรพทิศ เหนือทิวเขาที่ทอดยาวจากเหนือจรดใต้ บริเวณที่เคยเป็นป่าในอดีต ปัจจุบันกลายเป็นทุ่งโล่ง เพราะชาวบ้านได้แผ้วถางป่าเพื่อทำไร่ สภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าจึงเป็นที่โล่งมีต้นไม้แซมขึ้นบ้าง สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามอรุณรุ่ง ยังพอมีความงามปรากฏให้เห็น ที่ทิวเขา ณ วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ พระภิกษุรูปหนึ่งกำลังถือกล้องเฝ้ารอแสงแรกแห่งอาทิตย์ ดูเหมือนชีวิตจะขัดแย้งกับวิถีแห่งการดำเนินชีวิตของอนาคาริก

         วันนั้นตื่นแต่เช้าตรู่ตีสี่ครึ่ง นั่งฟังเสียงสกุณาร้องระงมไพร ที่บริเวณปากถ้ำมีภาพแห่งธรรมชาติปรากฏให้เห็นสองอย่าง อย่างแรกฝูงค้างคาวที่พึ่งกลับจากหาอาหารในราตรี กำลังกลับคืนสู่คูหาเพื่อพักผ่อน เสียงร้องเสียงปีกที่แหวกอากาศยามเช้าฟังแล้วเพลิดเพลินเจริญใจ เป็นความธรรมดาที่หาได้ในบริเวณภูเขา ป่าไม้ และถ้ำ
         อีกภาพหนึ่งฝูงนกที่พึ่งตื่นจากความหลับ กำลังบินว่อนออกจากถ้ำเพื่อแสวงหาอาหาร เสียงร้องทักทายกัน แม้จะฟังไม่ได้สรรพจับใจความไม่ได้ แต่กลับรู้สึกไพเราะเพราะพริ้ง ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังสนทนาอะไรกันอยู่  พวกหนึ่งถึงเวลาพัก แต่อีกพวกหนึ่งเวลาแห่งวารวันพึ่งเริ่มต้น ธรรมชาติแห่งชีวิตที่แตกต่างกลับกลายเป็นภาพธรรมดาที่แสนงดงาม สัตว์เหล่านี้ดำเนินชีวิตด้วยความเคยชิน ชีวิตเหมือนไม่มีค่า เวลาเหมือนไม่มีความหมาย เกิดแล้วตายไปตามกาลเวลา


         พระภิกษุรูปหนึ่งพึ่งออกจากถ้ำเพื่อแสวงหาอาหารเหมือนเหล่าสกุณาทั้งหลาย ดูไปชีวิตก็ไม่ต่างจากเหล่าสกุณาเหล่านั้นเท่าใดนัก ต้องกิน ต้องดื่ม ต้องพัก ต้องก้าวเดินตามวิถีที่ตนเองได้เลือกแล้ว ชีวิตนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานกว่าครึ่งค่อนชีวิตแล้ว คงเหลือเวลาอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน สิ่งไหนที่ควรทำจงรีบทำ   เดินผ่านแมกไม้ แนวป่า เท้าเปล่าสัมผัสพื้นกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอันไหน ในใจก็พลันคิดถึงสุภาษิตบทหนึ่งในทำนองว่าจงรีบในเวลาที่ควรรีบ และจงช้าในเวลาที่ควรช้า
           สุภาษิตนี้เป็นคาถาของพระสัมภูตเถระที่แสดงไว้ในสัมภูตเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา (26/329/313)  ความว่า  “ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน  ผู้นั้นเป็นพาล ย่อมประสบทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตกจากมิตรทั้งหลาย”


          บางครั้งชีวิตกลับช้าในกาลที่ควรรีบ แต่กลับรีบในกาลที่ควรช้า รีบหรือช้าแบ่งแยกความเป็นพาลและบัณฑิตได้ คนพาลเหมือนพระจันทร์ข้างแรม ดังคำอธิบายในอรรถกถาสัมภูตเถรคาถาว่า “ คำว่า “รีบในเวลาที่ควรช้า  “โย  ทนฺธกาเล  ตรติ” อธิบายว่า สำหรับพระภิกษุเมื่อเกิดความสงสัยในพระวินัยในเพราะวัตถุไร ๆ ที่ควรทำขึ้นว่าสิ่งนี้ควรหรือไม่ควรหนอดังนี้    ครั้นถามพระวินัยธรผู้เชี่ยวชาญแล้ว   ยังบรรเทาความสงสัยนั้นไม่ได้เพียงใด  ย่อมด่วนคือย่ำยีกระทำ  แม้ก้าวล่วงในเวลาช้า  คือในสมัยที่ไม่ได้จะพึงให้กิจนั้นช้าเพียงนั้น
          ส่วนฆราวาส อธิบายว่า “เมื่อกิจของคฤหัสถ์  มีสรณคมน์และการสมาทานศีลเป็นต้น  และกิจของบรรพชิต  มีการกระทำวัตรและปฏิวัตรเป็นต้น  และการตามประกอบสมถะและวิปัสสนาที่ควรรีบด่วนมาถึงเข้า อย่ารีบประกอบกิจนั้น  ควรให้ช้าด้วยคิดว่า เราจักกระทำในเดือนที่จะมาถึงหรือในวันปักษ์   เมื่อไม่ทำกิจนั้นเลย   ชื่อว่าปล่อยให้กาลผ่านไป
          บุคคลผู้เป็นพาลคือผู้มีปัญญาอ่อนเมื่อด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน    ย่อมประสพทุกข์คือความพินาศ   ในบัดเดี๋ยวนี้และในกาลต่อไป   ด้วยการไม่จัดแจงอุบาย   คือเพราะไม่มีการจัดแจงอุบาย”


          ส่วนผู้ที่กระทำในทางตรงข้ามคือ “ผู้ใดช้าในเวลาที่ควรช้า   รีบด่วนในเวลาที่ควรรีบด่วน  ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศได้เกียรติคุณ และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย”
          ในหนึ่งวันมีเวลาเท่ากัน แต่การช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของผู้กระทำ บางครั้งก็ต้องรอ บางครั้งก็ต้องรีบ เวลาที่ควรรีบก็ต้องรีบ ส่วนเวลาที่ต้องช้าก็ต้องรอให้ได้ ยอมให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ใจเป็นสุข หากทำได้อย่างนี้ชีวิตก็เกิดมาไม่สูญเปล่า มนุษย์มีเวลาอยู่ในโลกนี้จำกัด ชีวิตนี้สั้นนัก จะมัวรอกาลเวลาอะไรอยู่อีกเล่า จงรีบทำในสิ่งที่ควรทำเถิด  
         เดินคิดพิจารณาธรรมบทนี้ไปก็ถึงเชิงเขา ช่วงเวลาที่เดินช้าๆไม่รีบร้อนอันใดกลับเป็นเวลาที่มีความสุขสงบที่สุด เป็นความทรงจำไม่อาจลืมเลือน มีเพื่อนเป็นหญ้า ป่าไม้ ภูเขาและเหล่าสกุณา ยังมีเวลานั่งรอพระอาทิตย์  ดอกหญ้าแห้งถูกลมพริ้มพักผ่านเกิดเป็นเสียงเพลงบรรเลงแผ่วเบาเหมือนหญ้าเหล่านี้ก็กำลังรอแสงแรกแห่งอรุณเหมือนกัน


       ยามเช้าท้องฟ้าเริ่มมีแสงเรื่อเรือง แสงทองส่องฟ้ามาก่อนอังสุมาลี(ดาวงอาทิตย์) ดวงอาทิตย์แรกกำลังแทรกขอบฟ้าโผล่ให้เห็นเพียงเสี้ยวเดียวก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวพ้นขอบฟ้าเหนือทิวเขาสูง กล้องในมือก็เริ่มเก็บบันทึกภาพไปเรื่อยๆ เช้าวันนี้มาทันเวลาพอดี เพียงแค่เสี้ยวแห่งนาทีเท่านั้น ขอบฟ้าเหนือบรรพตก็ได้ทักทายดวงตะวัน เฉกเช่นกับฉันยังไปทันเวลา วันนี้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติแวดล้อมด้วยป่าไม้ และภูเขา ชีวิตกลับรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายสบายใจ น่าจะถึงเวลาที่จะต้องย้อนกลับสู่พงไพร คืนสู่ความเป็นธรรมดา รอเวลาช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตจะมาเยือน วันนี้ชีวิตพอดีไม่รีบไม้ช้า เพราะเราช้าในเวลาที่รอ และรีบในเวลาที่ต้องรีบ


         ดวงอาทิตย์ทักทายโลกทุกวัน ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย ไม่เคยหยุดทำงาน ยังคงทำหน้าที่เหมือนเดิมทุกวัน มนุษย์มีเวลา มีหน้าที่ก็ต้องทำกันต่อไป เลือกเอาเองว่าสิ่งไหนควรรีบทำ สิ่งไหนควรรอ ชีวิตดำเนินไปอย่างนี้ อยู่ในความพอดีชีวิตก็มีค่า หากทำชีวิตให้มีค่า ใช้เวลาให้มีคุณ ย่อมเกื้อหนุนต่อการดำเนินชีวิต

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
14/03/59

หมายเหตุ: ภาษาบาลีในสัมภูตสูตร
                      โย ทนฺธกาเล ตรติ       ตรณีเย จ ทนฺธเย            
               อโยนิโสสํวิธาเนน               พาโล ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ฯ  
               ตสฺสตฺถา ปริหายนฺติ            กาฬปกฺเขว จนฺทิมา   
               อายสกฺยญฺจ ปปฺโปติ           มิตฺเตหิ จ วิรุชฺฌติ ฯ   

                      โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ   ตรณีเย จ ตารเย  
               โยนิโสสํวิธาเนน                สุขํ ปปฺโปติ ปณฺฑิโต ฯ  
               ตสฺสตฺถา ปริปูเรนฺติ             สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา  
               ยโส กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ          มิตฺเตหิ น วิรุชฺฌตีติ ฯ   

                                                                   ขุ.เถร. (26/329/313)

 

Go to top