Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ช่วงนี้อยู่ในเทศกาลงานกฐินบางวัดเสร็จสิ้นไปแล้ว บางวัดกำลังเตรียมงาน จะต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกฐิน  บางท่านเดินทางไปงานทิดกฐินมี่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะมากเป็นพิเศษ  วัดวาอารามที่เคยมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาก็ลดปริมาณลง ส่วนหนึ่งได้ล่าสิกขาออกไปทำหน้าที่ของประชาชนพลเมือง เพราะลางานได้เพียงสามเดือน มีเพียงบางส่วนที่ไม่อาจจะเดินทางไปไหนได้ เพราะมีงานประจำที่จะต้องทำ เป็นงานประจำที่ไม่มีเทศกาล

         วัดเงียบสงบมาหลายวันแล้ว ถามสามเณรก็ได้คำตอบว่า ผู้ช่วยเจ้าอาวาสมีงานกฐินที่จังหวัดอุดรธานี เป็นงานใหญ่ มีพิธีพุทธาภิเษกหลวงพ่อพระเจ้าทันใจ จึงนิมนต์พระภิกษุไปร่วมงานด้วย  เนื่องจากอาตมาภาพไม่มีเวลาว่าง เพราะติดงานสอนในช่วงเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอันใด หนีไปไหนไม่ได้ พระภิกษุสามเณรรูปอื่นเดินทางไปร่วมงานได้ ปล่อยให้อาตมาเฝ้าวัดอยู่อย่างเดียวดาย
         วันนี้เป็นวันลงปาฏิโมกข์มีเวลาอยู่ที่วัด เผลองีบหลับไปนิดหนึ่ง ตื่นขึ้นมาเวลาเย็นเสียงนกร้องระงมที่ข้างกุฏิ เนื่องจากได้หว่านข้าวที่เหลือจากภัตตาหารเช้าไว้ที่ข้างกุฏิ พอตกตอนเย็นฝูงนกที่กำลังจะกลับรวงรังคงแวะกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่จะคืนสู่คอนหลับนอนพักผ่อนตามธรรมชาติ

         เสียงนกนานาชนิดส่งเสียงร้องแบบไม่เกรงใจเจ้าของกุฏิเลย บางตัวไล่จิกนกตัวอื่น พอมีนกตัวใหญ่กว่าถลาร่อนเข้ามา นกตัวเล็กๆก็วงแตกบินว่อนแยกย้ายกันไป นั่งดูนกแย่งอาหารกันกินก็เกิดอารมณ์อันสุนทรีย์ ชีวิตของสัตว์เหล่านี้ช่างเรียบง่ายเสียจริง หาอาหารเพียงแค่กินอิ่มไปวันๆ ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องอื่นใดทั้งนั้น ไม่ต้องเก็บสะสมหรือแสวงหาสิ่งอื่นใดนอกจากอาหาร กินพออิ่ม ชิมพอดี ก็ต่อชีวีไปได้
         เสียงร้องของนกก็ไม่มีมารยา เป็นเสียงแห่งธรรมชาติ แม้จะมีเสียงร้องหลายประเภทแต่กลับไม่ทำให้เกิดความรำคาญแต่ประการใด กลับทำให้เกิดความสงบสงัด ฟังเสียงนกเพลินๆ สายลมยามเย็นพัดผ่านมาต้องกายรู้สึกเย็นกายสบายใจ อยู่กับธรรมชาติอยู่กับสายลมปล่อยให้ดวงจิตหยุดคิดเรื่องราวต่างๆสักพัก จิตใจกลับสงบเยือกเย็นเหมือนหนึ่งว่าโลกทั้งโลกมิได้มีความสำคัญอันใดเลย  โลกจะเปลี่ยนแปลงวุ่นวายอย่างใดก็ช่างเถิด ปล่อยให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น
         หากจะถามว่าเราควรดำรงอยู่อย่างไรในโลกนี้ หรือจะอยู่อย่างไรในโลกใบนี้ เราเป็นส่วนหนึ่งของโลกหรือโลกเป็นส่วนหนึ่งของเรา  เราควรอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืนโดยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งทั้งหลาย หรือว่าควรเปลี่ยนแปลงธรรมชาติให้เข้ากับวิถีชีวิตของเรากันแน่

         เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบพอรู้สึกตัวอีกครั้งฟ้ามืดแล้ว เสียงเหล่าสกุณาก็เงียบเสียง อาณาบริเวณเงียบสงัด แต่ทว่าในจิตใจกลับได้ยินเสียงแห่งความเงียบ เหมือนหนึ่งธรรมชาติกำลังจะบอกว่า ควรเร่งทำสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ เพราะวันเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ แม้ปัจจุบันขณะนี้ชีวิตก็เดินเข้าสู่ความแตกสลายเข้าไปทุกที ธรรมชาติเที่ยงตรงเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะกำหนดรู้ความเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งได้หรือไม่
         ธรรมชาติคือครูที่สอนเราได้ในทุกสถานการณ์ เพียงแต่เราต้องมีความอยากรู้อยากเห็นก็จะได้รู้ได้เห็นในสิ่งที่อยากรู้อยากเห็น ธรรมชาติของมนุษย์ก็ย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดามีเกิด แก่ เจ็บตายตามธรรมชาติ สภาพเช่นนี้เองที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ความจริงคือทุกข์” หรือ “ทุกขอริยสัจจ์” ดังที่แสดงไว้ในธัมจักกัปวัตนสูตร วินัยปิฎก มหาวรรค(4/14/16) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่  ก็เป็นทุกข์ ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์”

         การเข้าใจทุกข์มิใช่เพียงแค่รู้ตามตัวอักษรเท่านั้นต้องรู้ด้วยความเงียบ รู้ด้วยญาณ ปัญญา ดังที่  พระพุทธองค์แสดงแก่ปัญวัคคีย์ (4/15/20) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลายดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้  
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ  
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว  
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว

       ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ 
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว 

         พระพุทธองค์ได้พิจารณาทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคอย่างละสามรอบจนกลายเป็นรอบสาม มีอาการ 12 ดังข้อความตอนหนึ่ง(4/16/18) ความว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 นี้ มีรอบ 3  มีอาการ 12 อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น

         ทุกข์คือสิ่งที่ควรกำหนดรู้  สมุทัยเหตุเกิดทุกข์ควรละ นิโรธความดับทุกข์ต้องทำให้แจ้ง และมรรคคือทางดำเนิน  ช่วงเวลาที่พระโพธิสัตว์กำลังบำเพ็ญเพียรภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่มีสรรพสำเนียงอื่นใดมารบกวน มีแต่ความเงียบสงัด แม้จะฟังก็ไม่ได้ยิน จึงได้รู้ ได้เห็นสิ่งที่ควรรู้ สิ่งที่ควรเห็น
         แต่ปัจจุบันโลกมีเสียงมากเกินไป เสียงเหล่านั้นทำให้ความเงียบหายไป ผู้คนจึงไม่ค่อยได้ฟังเสียงแห่งความเงียบ โอกาสที่จะได้รู้ ได้เห็นความเป็นไปของธรรมชาติจึงถูกลดทอนลง ส่วนตัวอาตมาเองแม้จะพยายามดำเนินไปตามกระบวนการแห่งอริยสัจจ์สี่ แต่ก็ทำได้เพียงแค่รู้จัก และรู้จำเท่านั้น ส่วนการรู้แจ้งยังอยู่อีกยาวไกล
         เสียงสกุณาข้างกุฏิเงียบหายไปนานแล้ว เสียงแมลงกลางคืนเริ่มส่งเสียงร้องระงม ขับกล่อมอาณาบริเวณให้เงียบสงัดยิ่งขึ้น วันนี้ไม่อยากเปิดไฟให้สว่าง อยากอยู่กับความมืดมิดแห่งรัตติกาล อยู่กับความสงัดแห่งธรรมชาติ ฟังเสียงแห่งความเงียบแห่งวันเวลาให้นานที่สุด

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
11/11/58

Go to top