Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

           มีผู้หวังดีท่านหนึ่งส่งภาพยนตร์เรื่อง “Everest” ในชื่อภาษาไทยว่า “ไต่ฟ้าท้านรก” มาให้ชม  ดูไปก็ตั้งคำถามไปว่า “คนพวกนี้เสี่ยงอันตรายเพื่ออะไรกัน พวกเขาเดินทางไปที่ยอดเขาทำไมกัน ไปทำอะไรที่ภูเขาที่เต็มไปด้วยอันตรายเยี่ยงนี้”  หลายชีวิตสิ้นลมหายใจนอนตายอยู่บนกองหิมะ ดูไปคล้ายชีวิตนี้ไร้ค่าสิ้นราคาอย่างไรไม่รู้ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยภยันตรายพร้อมที่จะกลืนกินชีวิตได้ทุกเมื่อ ช่วงที่เริ่มดูภาพยนตร์นั้น มีฝีเม็ดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นที่บริเวณใต้หัวเข่าได้สองสามวันแล้ว เริ่มแสดงอาการปวดรบกวนบ้างแล้ว

             ยอดเขาเอฟเวอเรส ได้ชื่อว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของนักปีนเขาทั้งหลาย ในแต่ละปีจึงมีนักปีนเขาเดินทางไปท้าทายความตายจำนวนมาก หลายคนประสบความสำเร็จ ในขณะที่อีกหลายคนต้องทิ้งชีวิตไว้เป็นผีเฝ้าหิมาลัยแห่งนี้
             หลายปีก่อนเคยคิดว่าสักวันหนึ่งจะไปชมความงามของหิมะบนเทือกเขาหิมาลัย ซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งชื่อว่า Into thin air  เขียนโดย  Jon Krakauer  มีคนแปลเป็นภาษาไทยว่า “ไต่ฟ้ากระชากฝัน” แต่ยังหาซื้อหนังสือภาคภาษาไทยไม่ได้  พยายามอ่านจากต้นฉบับก็อ่านไม่จบสักที  งานนี้คงได้เพียงแค่คิด หรือหากได้ไปจริง ก็หวังไว้เพียงแค่ได้ไปชมทัศนียภาพของภูเขาหิมะก็เพียงพอแล้ว คิดมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีโอกาสและเวลาที่เหมาะสมสักที หรือว่าชาตินี้คงไม่ได้ไปแล้ว 

             มนุษย์แต่ละคนต่างก็มีความฝันที่แตกต่างกัน บางคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นสูงสุด บางคนขอเพียงให้มีข้าวปลาอาหารได้รับประทานวันต่อวันก็เพียงพอแล้ว บางคนตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะพิชิตยอดเขาสูงสุดให้ครบทั้งเจ็ดยอดในโลก อย่างเช่นผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ทั้งที่ปรากฏในภาพยนตร์และมีชื่อปรากฏในหนังสือ เธอช่างมีจิตใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่จริงๆ ส่วนคนอื่นๆก็เดินตามความฝันของตนเอง    
             ครั้งหนึ่งเคยเดนทางไปที่แค็ชเมียร์ อินเดีย ซึ่งเป็นรัฐที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดกับประเทศปากีสถาน ช่วงนั้นอากาศหนาวมาก หิมะกำลังโปรยปราย การเดินทางต้องนั่งรถยนตร์ขนาดเล็กเลาะเลียบไปตามถนนบนเชิงเขา สูงๆต่ำๆลดหลั่นกันไป หากคนขับพลั้งเผลอขาดสติเมื่อใดมีหวังลงไปอยู่ก้นเหวเมื่อนั้น แต่ก็ไปถึงจนได้ บริเวณที่เรียกว่ากุลมารค์ หิมะกำลังตกหนัก มีกระเช้าให้เช่าเพื่อขึ้นไปชมยอดเขาสูงสุด วันนั้นบังเอิญว่าไฟฟ้าดับกระเช้าห้อยต่องแต่งอยู่บนเชิงเขา เสียงหวีดร้องขอความช่วยเหลือดังระงม เมื่อไฟฟ้ามาตามปกติเพื่อร่วมทางท่านหนึ่งหันมาถามว่า “หลวงพี่ยังอยากนั่งประเช้าขึ้นไปบนยอดเขาอยู่ไหมครับ” แม้ใจยังอยากขึ้นไปบนยอดเขา แต่ดูสีหน้าเพื่อนร่วมทางแล้วก็ต้องสละสิทธิ์ วันนั้นได้เดินเล่นบนลานหิมะอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ แต่มีใครบางคนบอกว่า หากต้องการทดสอบพลังกายจริงต้องไปที่เอฟเวอร์เรส เนปาล จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ได้ออกเดินทาง มีเพียงความฝันที่ยังฝังแน่นอยู่ในใจ

             ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเรายังมีความฝันอยู่หรือไม่ เคยทำอะไรสำเร็จตามความฝันหรือไม่ ก็ตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่าเรายังมีฝันอยู่จริงหรือ สมัยเด็กฝันอยากเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พยายามตามฟังนักการเมืองหาเสียง แต่พอโตมาหน่อยความฝันนั้นก็เลือนราง คงเป็นไปไม่ได้ นักการเมืองมักจะพูดอย่างแต่ทำอย่าง ปากกับใจไม่ค่อยตรงกัน  ต่อมาอยากเป็นนักมวยอุตส่าห์สมัครเข้าแข่งขันชกมวยกีฬาสีในโรงเรียนทุกครั้งที่มีการแข่งขัน ก็ชนะบ้างแพ้บ้าง ได้เหรียญรางวัลมาบ้าง ต่อมาอยากเป็นนักฟุตบอล ก็ไม่ค่อยได้ลงสนาม ความฝันวัยเด็กจึงไม่เคยประสบความสำเร็จ แค่ฝันอยากจะเป็น แต่ไม่เคยเดินตามความฝันอย่างจริงจังสักที ตอนนี้ยังมีฝันอีกอย่างคือการเดินทางไปเยือนภูเขาหิมาลัย
             มีสิ่งหนึ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เด็กคืออยากเรียนให้จบชั้นสูงสุดของระบบการศึกษาของไทย ความฝันนี้พึ่งมาสำเร็จตอนอายุห้าสิบปีแล้ว เรียนจบแล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก เพราะสังขารร่างกายเสื่อมโทรมไปมากแล้ว
             เมื่อดูภาพยนตร์เรื่องเอฟเวอเรสไปจบ คำถามที่ตั้งไว้แต่ต้นก็ได้คำตอบ ทุกคนมีความฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่เดินตามความฝันของตนเองจนบรรลุตามเจตนา นักปีนเขาบางคนก็นอนตายทั้งๆริมฝีปากมีรอยยิ้ม เขาเลือกที่จะตายบนกองหิมะเพียงเพราะได้เดินตามความฝันของตัวเองแล้ว
             บางคนกลับลงมาด้วยสภาพร่างกายที่ขาดหายไปบางส่วน แต่พวกเขาก็ภาคภูมิใจในบาดแผลแห่งความทรงจำ เขามีความฝันและได้เดินไปสู่ความฝันแล้ว พวกเขาไต่ฟ้ากระชากฝันจนสำเร็จ

             มนุษย์แต่ละคนต่างก็มีความฝัน แต่การเดินตามความฝันของตนเองนั้นต้องใช้ความเพียรพยายามตามสมควร ในพระพุทธศาสนามีหลักธรรมอยู่หมวดหนึ่งว่าด้วยธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสำเร็จเรียกว่า “อิทธิบาท” ดังที่ทแสดงไว้ในอปารสูตร  สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (19/1108/268) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท 4 เหล่านี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง อิทธิบาท 4 เป็นไฉน  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิและปธานสังขาร เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย อิทธิบาท 4 เหล่านี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว  กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อถึงฝั่งจากที่มิใช่ฝั่ง   

             พจนานุกรมพุทธศาสตร์ได้อธิบายชยายความอิทธิบาท 4 ไว้ว่า “อิทธิบาท 4 หมายถึง คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมายคือ (1) ฉันทะ คือความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป (2) วิริยะ คือความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย (3) จิตตะ คือความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป  (4)  วิมังสา คือความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่ง ที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น (พระพรมหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม,พิมพ์ครั้งที่ 13, กรุงเทพฯ:เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์ จำกัด,2548. หน้า160)

             สรุปได้สั้นๆว่า คือ “ฉันทะ ความพอใจ  วิริยะ ความเพียร   จิตตะ คิดพิจารณา อุทิศใจให้แก่สิ่งที่ทำ  วิมังสา ไตร่ตรอง" หรือหากจะสรุปเป็นภาษาไทยสั้นๆว่า “เต็มใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำ และเข้าใจทำ” หรือจะเป็น “พอใจทำ พยายามทำ คิดก่อนทำ และไตร่ตรองทำ” หากจะท่องเป็นภาษาบาลีไว้ประจำใจเมื่อทำงานใดก็จะเป็น “ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา”  อิทธิบาทยังเป็นเหมือนพลังที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้สืบต่ออยู่ได้นาน   หากจะทำงานใดก็ตามเมื่อมีหลักธรรมประจำใจหรือคติประจำใจไว้ งานนั้นย่อมสำเร็จได้ตามจุดมุ่งหมาย
             ภาพยนตร์เรื่อง “Everest” ใช้เวลาดูอยู่ 3 วัน จึงจบบริบูรณ์ ฝีที่บริเวณใต้หัวเข่าข้างซ้ายก็โตขึ้นทุกวัน อาการปวดก็เพิ่มความรุนแรงขึ้น จะเดินเหินไปไหนก็ลำบาก แม้แต่ตอนจะนอนพิษแห่งฝีที่ไม่ได้รับเชิญดูเหมือนจะรุนแรงขึ้น วันต่อมาจึงต้องไปพึ่งมือแพทย์ผ่าตัดหัวฝีออก นี่เพียงแค่ดูหนังยังไม่ได้ออกเดินทางก็ยังเกิดอาการฝีกำเริบ แม้ว่าร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย แต่จิตใจยังมีความฝันที่ยังไม่หมดอายุยังรอเพียงเวลาและโอกาสที่จะได้ออกเดินทางไปไต่ฟ้ากระชากฝันบนยอดเขาสูงสุดแห่งหิมาลัย


 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
30/10/58

Go to top