Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            ดอกไม้เป็นเหมือนเครื่องประโลมโลก เมื่อเบ่งบานก็เหมือนกำลังประดับโลกให้งดงามไปด้วย แต่ดอกไม้มีช่วงเวลาจำกัด ดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นาน ดอกเก่าแห้งเหี่ยวโรยราไป แต่ดอกใหม่ก็พร้อมที่จะผลิบานขึ้นมาแทนที่  มนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกัน คนแก่ชราเมื่อถึงอายุขัยก็ต้องจากไป คนรุ่นใหม่ก็ขึ้นมาแทน ดอกไม้และมนุษย์จึงไม่เคยสูญพันธุ์ ในขณะที่สัตว์บางชนิดอาจสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ทว่าดอกไม้ยังคงเบ่งบาน มนุษย์ยังคงก่อกำเนิดขึ้นมาในโลกเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด

            ในช่วงเวลาที่โลกกำลังสับสนวุ่นวาย ไม่รู้จะพึ่งพาอาศัยใครเขาได้ หันมาดูตนเองที่คิดไปต่างๆนานาอยากให้เป็นอย่างนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้ หรือไม่น่าจะทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ ส่วนหนึ่งเราไปคิดแทนคนอื่น ส่วนตัวเราเองกลับไม่ค่อยคิดถึงตนเองสักเท่าไหร่ ทั้งที่ๆเรื่องของตนเองนั่นแลที่สำคัญที่สุด  เพราะหากเข้าใจตนเองได้ ก็อยู่ในโลกอย่างมีความสุขได้ เมื่อยังอยู่ในโลกก็ต้องทำความเข้าใจกับโลก หากอยู่กับตนเองก็ต้องทำความเข้าใจกับตัวเอง ตัวเราเองเหมือนกับโลกทั้งใบ หากเข้าใจตนเองก็เหมือนเข้าโลกทั้งโลก

            เคยคิดไว้ว่าหากมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศไปในประเทศที่อยากจะไป ได้เที่ยวชมสถานที่ที่ไม่เคยเห็น ได้บันทึกภาพถ่ายเก็บไว้เพื่อแจกจ่ายให้คนอื่นๆได้ดู คงจะเป็นการเดินทางที่มีความสุข แต่พอได้เดินทางจริงๆกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะการเดินทางแต่ละครั้งมักจะมีเงื่อนไขที่คาดเดาไม่ค่อยได้ บางครั้งไปทำงาน บางครั้งมีเงื่อนไขข้อจำกัดด้วยเวลาซึ่งจะต้องเที่ยวให้ทันกับเวลาที่มีอยู่
            วันอาทิตย์เป็นวันหยุดให้คนทำงานได้หยุดพัก มีเวลาอยู่กับสถานที่ที่เคยชินทั้งวันตั้งแต่เช้า เปิดโทรทัศน์ดูข่าวก็มีแต่ข่าวที่ทำให้เกิดความสะเทือนใจ ข่าวการวางระเบิดที่ราชประสงค์ ก็ยังหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ก็เหมือนกับจะเกิดสงครามได้ทุกเวลา ประเทศเดียวกันแท้ๆยังทะเลาะกันได้ น่าจะอยู่กันอย่างสันติ แต่กลับคอยจ้องแต่จะทำลายล้างกัน เหมือนกำลังจุดประกายแห่งความโกรธแค้นขึ้น
            ผู้ที่มีความโกรธจะหาความสงบได้อย่างไรกัน มีแต่คอยหาจังหวะและโอกาสจะทำลายล้างอีกฝ่าย เหมือนคนที่ถือไฟไว้ในมือ ก่อนที่จะปาใส่คนอื่นไฟก็ย่อมจะแผดเผามือตนเองก่อน ความโกรธจึงไม่มีทางนำไปสู่ความสงบได้

            ก่อนเที่ยงมีกิจนิมนต์ไปฉันเพล เจ้าภาพถวายกล้วยไม้มาหนึ่งกำมือมีทั้งกำลังตูมและเบ่งบานเต็มที่จึงใส่แจกันไว้ ถึงตอนเย็นเห็นว่าดอกไม้มีเวลาจำกัด หากผ่านวันนี้ไปย่อมจะเหี่ยวแห้งโรยราไปตามธรรมชาติ พอแดดร่มลมสงบจึงหยิบกล้องออกมาถ่ายภาพเล่นๆ ซึ่งการถ่ายภาพเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง มีกล้องหนึ่งตัว และดอกไม้ที่แสนธรรมดา แต่หากหาจังหวะและโอกาสก็จะได้แสงและเงาที่เหมาะสม ย่อมได้ภาพที่สวยงามได้
            ดอกไม้ย่อมงดงามเมื่อได้ดินดี มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม  แต่เมื่อหลุดจากต้นแล้วก็ดำรงความงามอยู่ได้ไม่นาน เหมือนมนุษย์หากมีความเป็นปรกติคือมีศีลธรรมย่อมงดงามตามสมควร  แม้จะไม่งดงามพิเศษอันใด แต่ก็ดูแล้วสบายตา พาสบายใจสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น  ดังที่แสดงไว้ในปัญญาวรรค วิเวกกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (31/702/342) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย พืชคามและภูตคามเหล่าใดเหล่าหนึ่ง พืชคามและภูตคามทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ พืชคามและภูตคามเหล่านี้ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยประการฉะนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล อาศัยศีลตั้งอยู่ในศีลแล้ว เจริญ ทำให้มากซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย”

            ดอกไม้เมื่อถูกนำออกจากต้นไม่นานก็ต้องเหี่ยวเฉาและกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ไม่ต่างอะไรกับชีวิตมนุษย์ที่ถูกความแก่ชราและมรณะที่คอยติดตามอยู่ทุกเวลาทุกนาที ฟันที่เคยมีเต็มปากก็หลุดร่วง ผมที่เคยดกดำก็หงอกขาว เนื้อหนังที่เคยเต่งตึงก็เหี่ยวแห้ง  วัยก็เริ่มเดินเข้าใกล้ความชรา ซึ่งลักษณะของชรามรณะมีแสดงไว้ใน วิภังคสูตร   สังยุตตนิกาย นิทานวรรค(16/6/3) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา

            ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน  มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ”
            ดอกไม้ก็ชราเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ เพียงแต่มีคำเรียกขานต่างกัน ตัวเราเองก็ไม่ต่างจากดอกไม้ที่หลุดจากต้นย่อมรอเวลาที่จะเหี่ยวแห้งไปในเวลาอีกไม่นาน  หากเข้าใจความจริงของชีวิตแล้ว แม้จะประสบทุกข์โศกอย่างไรก็ทำใจได้ ยินดีในสิ่งที่เป็น เห็นในสิ่งที่พบ ดำเนินชีวิตตามที่ควรจะเป็น  ไม่เหี่ยวแห้งใจ ไม่เหี่ยวแห้งภายใน จิตใจก็เป็นสุข

            กล้วยไม้ช่อนั้นแม้ว่ากำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า แต่ทว่าก็สามารถเป็นอุปกรณ์สอนใจได้ ถ่ายภาพดอกไม้ไปก็พิจารณาความเป็นไปของชีวิตไปด้วย ชีวิตกับกล้วยไม้มิได้แตกต่างกันสักเท่าใด เพราะต่างก็กำลังเดินทางสู่จุดหมายเดียวกันนั่นคือคืนสู่สภาพของธรรมชาติคือดิน น้ำ ลมไฟ เฉกเช่นเดียวกัน
 


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
24/08/58

Go to top