Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

           วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันไม่เคยหยุดนิ่งรอใคร มีแต่จะแปรเปลี่ยนไปตามปรกติ เวลากลืนกินชีวิตของสรรพสัตว์ให้ตกอยู่ในอำนาจของมรณภัยเข้าไปทุกที ปีนี้วันเข้าพรรษามาช้ากว่าปรกติเพราะตามปฏิทินปักขคณนา ปีนี้เป็นปีที่มีอธิกมาสหรือเดือนแปดสองครั้ง นิยมเรียกว่าแปดสองหน วันเข้าพรรษาจึงเลื่อนออกไปตามกำหนดของวันเดือนปี ปีนี้วันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8/8 ตรงกับวันที่ 31 กรกฎาคม 2558

            เข้าพรรษาแม้จะเป็นเรื่องของพระภิกษุสามเณรที่มีพุทธานุญาตให้อยู่พักประจำในสถานที่ใดที่หนึ่งแล้ว ยังเปิดโอกาสให้มีเวลาได้ศึกษาพระปริยัติธรรม มีเวลาประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ เพราะใต้องห่วงกังวลกับการเดินทาง ส่วนพุทธศาสนิกชนก็จะได้มีเวลาในการทำบุญได้เต็มที่ บางคนมีลูกหลานอุปสมบทจำพรรษาอยู่ที่วัดใกล้บ้าน ก็จะได้มีโอกาสทำบุญกับพระภิกษุนั้นด้วย  เรียกว่าการบวชลูกชายเป้นพระภิกษุหนึ่งรูป ก็เหมือนกับการเป็นสะพานเชื่อมให้ญาติพี่น้องคนอื่นๆได้มีโอกาสได้ทำบุญและศึกษาประพฤติปฏิบัติธรรมไปด้วย
           วันเข้าพรรษาเป็นพุทธานุญาตที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุอยู่จำพรรษาในสถานที่ใดที่หนึ่งตลอดไตรมาส ดังข้อความที่แสดงไว้ใน พระวินัยปิฎก มหาวรรค (4/205/ 263 ) ความว่า “โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน อันเป็นสถานที่  พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคยังมิได้ทรงบัญญัติการจำพรรษาแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน 

            คนทั้งหลายจึงเพ่งโทษ  ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร จึงได้เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวายเล่า ก็พวกปริพาชกอัญญเดียรถีย์เหล่านี้เป็นผู้กล่าวธรรมอันต่ำทราม ยังพัก ยังอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน อนึ่ง ฝูงนกเหล่านี้เล่าก็ยังทำรังบนยอดไม้ และพักอาศัยอยู่ประจำตลอดฤดูฝน ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เที่ยวจาริกไปตลอดฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน  เหยียบย่ำติณชาติอันเขียวสด  เบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ ยังสัตว์เล็กๆ จำนวนมากให้ถึงความวอดวาย
            ภิกษุทั้งหลาย  ได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น  ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษา”

            สถานที่จำพรรษาโดยปรกติจะเป็นวัด อาราม ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุโดยทั่วไป เป็นสถานที่มีเขตแดน ไม่อาจจะเคลื่อนย้ายไปไหนได้  แต่ในสมัยพุทธกาลมีพุทธานุญาตให้จำพรรษาในสถานที่ที่เคลื่อนย้ายได้ เช่นหมู่โคต่าง เกวียน ดังข้อความว่า “(4/217/292) ความว่า “โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งใคร่จำพรรษาในหมู่โคต่าง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
            พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในหมู่โคต่างได้  หมู่โคต่างย้ายไป ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เดินทางไปกับหมู่โคต่างได้ 
            สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทางไปกับพวกเกวียน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในหมู่พวกเกวียนได้  
            สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่ง เมื่อจวนถึงวันเข้าพรรษา ใคร่จะเดินทางไปกับเรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาค รับสั่งว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จำพรรษาในเรือได้    
            สถานที่ที่เคลื่อนไหวไม่ติดอยู่กับที่ก็สามารถจะอยู่จำพรรษาได้เช่นหมู่โคต่าง กองเกวียน เรือเป็นต้น

            ส่วนสถานที่จำพรรษาที่ไม่เหมาะสมก็แสดงไว้ว่า “ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในโพรงไม้ ภิกษุไม่พึงจำพรรษาบนค่าคบไม้  ภิกษุไม่มีเสนาสนะไม่พึงจำพรรษา   ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในกระท่อมผี ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในร่ม ภิกษุไม่พึงจำพรรษาในตุ่ม รูปใดจำ ต้องอาบัติทุกกฎ
            สาระสำคัญของการจำพรรษา คือต้องการให้ภิกษุอยู่ประจำในสถานที่ที่ใดที่หนึ่งตลอดสามเดือน จะได้ใม่ก่อความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ซึ่งสมัยนั้นส่วนหนึ่งเป็นชาวนาเป็นหน้าฝนข้าวกล้ากำลังงอกงาม หากภิกษุเดินทางท่องเที่ยวไปอาจจะก่อให้เกิดความเสียแก่ข้าวกล้าในที่น่าของชาวบ้าน
            นอกจากนั้นภิกษุจะได้มีเวลาประพฤติปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอย่างเต็มที่ ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่จริตนิสัยของตน แม้ว่าในสมัยปัจจุบันพระภิกษุจะอยู่ประจำมีสังกัดในวัดใดวัดหนึ่งก็ตาม แต่ก็ต้องอยู่จำพรรษาตามพระธรรมวินัย
            หากจะเดินทางไกลไปในที่อื่นก็ต้องมีเหตุที่เรียกว่าสัตตาหกรณียะ ซึ่งระบุไว้ว่า  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์  ถ้าเขาส่งทูต  ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา  ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย  เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน 7 วัน

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ  ทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา  ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย  
เมื่อเธอส่งทูตมา  พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต  คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน 7 วัน  
         ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มารดาบิดา พี่ชายน้องชาย  พี่หญิงน้องหญิง ตลอดถึงญาติ ของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้  ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ  ผู้เป็นบุตรว่าฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร   ดูกรภิกษุ  ทั้งหลาย แม้เมื่อมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเขาส่งทูตมา  พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต  คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ  หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน 7 วัน 

            ก็โดยสมัยนั้นแล มหาวิหารของสงฆ์ชำรุดลง อุบาสกคนหนึ่งได้ให้ตัดเครื่อง  ทัพพสัมภาระไว้ในป่า เขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงขนเครื่องทัพพสัมภาระนั้นไปได้  กระผมขอถวายเครื่องทัพพสัมภาระนั้น.  ภิกษุทั้งหลายกราบทูล  
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ไปได้เพราะกรณียะของสงฆ์ แต่ต้องกลับใน 7 วัน  

            สรุปว่าหากต้องการเดินทางไปพักค้างคืนที่อื่นในภายในพรรษาก็สามารถไปได้ด้วยเหตุสี่ประการคือทายกนิมนต์ไป พ่อแม่ญาติพี่น้องป่วยไข้ไปเพื่อดูแลรักษา เพื่อสหธรรมิกกระสันอยากสึกไปเพื่อระงับเหตุ และเสนาสนะของสงฆ์ชำรุดทรุดโทรมเดินทางไปเพื่อซ่อมแซม แต่จะต้องกลับสำนักเดิมภายในเจ็ดวัน 
            พระภิกษุตั้งจิตอธิษฐานว่าจะอยู่จำพรรษาในวัดหรืออารามแห่งใดแห่งหนึ่งตลอดไตรมาส มีเวลาอยู่กับปัจจุบัน มีเวลาในการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย มีเวลาใส่ใจในการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ ใครจะตั้งใจอธิษฐานอย่างไรก็สามารถเลือกเอาหมวดธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งขึ้นมาถือปฏิบัติได้เช่นจะอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้าจะไม่พยาบาทปองร้ายและโกรธใครตลอดพรรษา” หากทำได้ก็เป็นเหมือนการดับไฟในใจตน ตัวเองก็สบาย คนอยู่ใกล้ก็เป็นสุข
            พุทธศาสนิกชนถือโอกาสในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาตั้งจิตอธิษฐานเพื่อลดละสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย เพื่อจะได้เป็นการปฏิบัติธรรมไปด้วย เช่นงดบุหรี่ งดเหล้าในช่วงเข้าพรรษา  หรือหากจะอธิษฐานสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายที่อยู่ภายในจิตเช่น จะไม่โกรธ จะไม่พยาบาท จะไม่ผูกโกรธ จะไม่อิจฉาริษยาใคร ไม่โอ้อวด ไม่หัวดื้อ ไม่แข่งดี ไม่มัวเมา ไม่ประมาทเลินเล่อ เป็นต้น ก็สามารถกระทำได้

            การตั้งจิตอธิษฐานจะให้ประสบความสำเร็จนั้นมีองค์ประกอบที่ควรพิจารณาไปพร้อมกันคือปัญญา สัจจะ จาคะ และสันติ  ไม่พึงประมาทปัญญา ตามรักษาสัจจะ เพิ่มพูนจาคะ และศึกษาสันติ การอธิษฐานนั้นจึงจะมีความสมบูรณ์ 
            การอธิษฐานจิตคือการตั้งใจมั่น ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำไว้ให้แน่นอน และดำเนินการตามนั้นอย่างแน่วแน่ หากคิดจะทำอะไรด้วยจิตใจที่แน่วแน่มั่นคงแล้ว งานที่ยากก็ง่าย งานที่เบื่อหน่ายก็ไม่เกินกำลัง

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
31/07/58

Go to top