Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

           โรงเรียนเปิดเทอมมาหลายวันแล้ว เสียงเพลงก่อนนักเรียนเข้าแถวเคารพธงชาติดังลั่นมาตั้งแต่ฟ้าพึ่งเริ่มสาง เสียงประกาศจากครูผู้ทำหน้าที่ประจำวัน เสียงนักเรียนที่วิ่งเล่นหยอกล้อก่อนที่จะเข้าห้องเรียน บ่งบอกถึงชีวิตที่กำลังก้าวไปข้างหน้า พวกเขามองถึงอนาคตอันยาวไกล คงอีกนานหลายกว่าที่จะเรียนจบ ซึ่งดูเหมือนว่าการศึกษาจะมีระดับขั้นต่อไปเรื่อยๆเหมือนเส้นทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด บางคนเดินไปถึงจุดหมาย แต่มีหลายคนที่ต้องหยุดกลางครัน ที่ไม่สามารถเดินไปจนสุดเส้นทางแห่งความฝันได้ ทุกคนมีความฝัน ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง อย่าให้เป็นฝันเกินไปเลยไปไม่ถึง

           โรงเรียนพระปริยัติธรรมสำนักศาสนศึกษาวัดมัชฌันติการามก็ได้ฤกษ์เปิดเรียนแล้ว มีพิธีปฐมนิเทศในเย็นวันอาทิตย์จะเริ่มเรียนวันอังคาร เนื่องจากวันจันทร์เป็นวันธรรมสวนะเป็นวันหยุด เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุสามเณร ซึ่งมีกิจกรรมในวันธรรมสวนะตลอดทั้งวัน
            ปีนี้สำนักศาสนศึกษามีการเปลี่ยนคณะผู้บริหารใหม่ เปลี่ยนครูใหญ่ใหม่ เนื่องจากครูใหญ่คนเดิมได้ดำเนินการมานานหลายสมัยแล้ว ตามระเบียบครูใหญ่จะดำรงตำแหน่งสามปีและอาจจะได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้อีก ครูใหญ่รูปเดิมทำหน้าที่มาเกือบสิบปีแล้ว ถึงวาระที่จะต้องหยุดทำหน้าที่ จึงต้องคัดสรรพระภิกษุรูปใหม่ขึ้นมาเป็นครูใหญ่ ผลปรากฎว่าสำนักศาสนศึกษาวัดมัชฌันติการามได้ครูใหญ่รูปใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่บริหารงานด้านการศึกษาของสำนักเรียน

           ในวันปฐมนิเทศทั้งครูใหญ่เก่าและครูใหญ่ก็นั่งอยู่ด้วยกัน มีช่วงหนึ่งที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูดแสดงความรู้สึกว่าจะทำอะไรบ้างในการศึกษานี้ มีสามเณรน้อยรูปหนึ่งบอกว่า “ในการบรรพชานี้ หากผมยังอยู่ต่อไป ผมมีเป้าหมายอยู่สองอย่างครับคือเรียนให้จบเปรียญธรรมเก้าประโยค และเรียนให้จบปริญญาเอก เหมือนกับอาจารย์ใหญ่” พูดจบทุกคนหันมามองหน้ากัน บางรูปกั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่  แม้แต่ครูใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ก็ยังอึ้ง
           ทั้งอดีตอาจารย์ใหญ่และอาจารย์รูปปัจจุบันเรียนจบปริญญาเอกทั้งคู่ รูปหนึ่งเป็นเปรียญธรรมเจ็ดประโยค อีกรูปหนึ่งเป็นเปรียญธรรมสามประโยค ยังจะต้องเดินทางสู่เป้าหมายเหมือนกัน ส่วนใครจะไปถึงก่อนยังคาดเดาไม่ได้ มิใช่ว่าอยู่ใกล้แล้วจะไปถึงก่อนเสมอไป
จำได้ว่าเคยพูดเป้าหมายอย่างนี้มานานหลายปีแล้ว เวลาผ่านไปสามสิบปี แต่ก็ยังไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมายตามที่วางเอาไว้ แต่ก็เข้าใกล้เต็มที สำเร็จไปอย่างหนึ่งแล้ว ยังเหลืออยู่อีกอย่างหนึ่ง ตอนนี้ยังพอมีแรงพอที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายได้ ขอเพียงมีความตั้งใจจริง เป้าหมายก็อยู่ไม่ไกลเกินฝัน

           การศึกษาในคณะสงฆ์ปัจจุบันมีมากมายหลายประการ มีทางเลือกให้เลือกหลายทาง ทางสายเดิมคือการเรียนนักธรรมและบาลี นักธรรมชั้นสูงสุดคือนักธรรมชั้นเอก  ส่วนแผนกบาลีชั้นสูงสุดคือเปรียญธรรมเก้าประโยค ปัจจุบันยังมีแผนกปริยัติสามัญชั้นสูงสุดคือมัธยมปีที่หก นอกจากนั้นยังมีการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรคือมหาวิทยาลัยทางคณะสงฆ์ระดับปริญญาตรี โท แลปริญญาเอก    
หากพระภิกษุสามเณรรูปใดสนใจในการศึกษาก็สามารถเรียนได้โดยมีค่าใช้จ่ายน้อยมาก บางแห่งให้เรียนฟรี ทักษะในการศึกษาเรียนรู้ในโลกปัจจุบันต้องมีหลายอย่างควบคู่กันไป ต้องเข้าศาสตร์ที่ตนศึกษา ต้องมีทักษะการเรียนรู้ ต้องมีทักษะในการสื่อสมัยใหม่ และต้องมีทักษะในทางสังคมและการใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน การศึกษาในโลกยุคใหม่มิได้ง่ายเหมือนในอดีต

           เปรียญธรรมเก้าประโยคดูเหมือนจะง่ายกว่าใช้เวลาน้อยกว่า หากสอบไม่ตกเลยเรียนแบบรวบชั้นก็ใช้เวลาเร็วที่สุดคือเจ็ดปี หรือหากช้าหน่อยก็ประมาณสิบปี สามเณรบางรูปเรียนจบเปรียญธรรมเก้าประโยคช่วงที่ยังเป็นสามเณรอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี    
           ส่วนปริญญาเอกใช้เวลานานหน่อยเพราะต้องเริ่มต้นจากชั้นมัธยม สิบปีจบปริญญาตรี อีกสองปีจบปริญาโทและอีกประมาณสามถึงห้าปีก็จบปริญญาเอก ใช้เวลาประมาณสิบห้าปี หากตั้งใจจริงก็สามารถจบการศึกษาทั้งสองระดับได้ก่อนอายุสามสิบปี ยังมีเวลาได้ทำงานอีกหลายปี

           นี้เป็นการวิเคราะห์เป้าหมายตามหลักการ แต่ข้อเท็จจริงอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิด อาจจะมีบางช่วงเวลาที่อาจจะออกนอกเส้นทางบ้าง แวะข้างทางบ้าง แต่ทว่าการศึกษาไม่มีคำว่าสายเกินไป ไม่เหมือนการใช้ชีวิต วันนี้อาจจะสายเกินไป พรุ่งนี้อาจสายเกินแก้ เพราะชีวิตที่แท้บางทีก็แก้ไม่ได้
           ได้ฟังสามเณรแสดงความตั้งใจ วางเป้าหมายอนาคตไว้อย่างนี้ ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนแผนกบาลีมานาน มีนักเรียนผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ส่วนหนึ่งเดินไปถึงฝั่งแห่งความฝัน อีกส่วนหนึ่งเดินออกนอกเส้นทาง หรือเปลี่ยนเส้นทางใหม่ ชีวิตเป็นของพวกเขา เขาจะใช้ชีวิตแบบใดก็เป็นเรื่องของเขา เราเองคาดหมายหรือคิดแทนคนอื่นไม่ได้ เป็นแต่ผู้บอกทาง ส่วนใครจะเดินตามเส้นทางจนถึงจุดหมายหรือไม่ เป็นหน้าที่ของแต่ละคน
           พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยแสดงไว้ในทำนองว่า พระองค์เป็นผู้บอกทาง ดังที่ปรากฏในโธตก มาณวกปัญหานิทเทส  ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส(30/219/116) ความว่า “ดูกรพราหมณ์ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง ใครถามทางแล้วก็บอกให้ บุคคลทั้งหลายปฏิบัติอยู่ด้วยตนพึงพ้นได้เอง”    
           ภาษาบาลีใช้คำว่า “มคฺคกฺขายี พฺราหฺมณ  ตถาคโต มคฺคํ ปุฏฺโฐ อาจิกฺขติ อตฺตนา ปฏิปชฺชมานา มุญฺเจยฺยุนฺติ”

           หลังเวลาเคารพธงชาติสรรพสำเนียงจากโรงเรียนข้างวัดก็พลันเงียบสงบ นักเรียนได้เวลาเข้าห้องเรียน ครูทำหน้าที่สอน ส่วนนักเรียนโรงเรียนวัดก็ได้เวลาเข้าห้องเรียนภาคเช้าเริ่มต้นเรียนหนังสือ เป็นการเริ่มต้นเดินสู่เป้าหมายที่ตนตั้งไว้ การเดินทางเริ่มต้นแล้ว จุดสำคัญที่สุดของการเดินทางคือการเริ่มต้น หากไม่มีการเริ่มต้นก็ไม่มีการเดินทาง ส่วนเป้าหมายนั้นก็จะค่อยๆเดินเข้าใกล้ทุกที เป้าหมายมีไว้เป็นเครื่องแสดงถึงความสำเร็จ หากเริ่มต้นในวันนี้เป้าหมายก็อยู่ไม่ไกลเกินฝัน

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน     
25/05/58

Go to top