Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            เสียงเพลงเก่ามากแล้ว แต่ไม่ค่อยได้ยินใครเปิดฟัง เพลงที่มีคำขึ้นต้นว่า “เดือนห้าหน้าแล้ง ลมแรงพัดช่อมะม่วง ใฝ่ล้อลมเหมือนคนล่อลวง...”  เสียงแว่วมาจากรถแท็กซี่ที่คงจอดพักหลังจากส่งผู้โดยสารที่ลานวัด เนื้อหาของเพลงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับช่อมะม่วง แต่เป็นเรื่องของคนที่กำลังรอใครสักคนที่ไม่ยอมกลับบ้านเกิด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เธอทิ้งนาลืมทุ่งมุ่งสู่กรุงเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าชนบท

            เพลงนี้เคยโด่งดังเมื่อสามสิบปีที่แล้ว สมัยนั้นผู้เขียนยังเป็นหนุ่มบ้านทุ่ง ที่ยังคงมีธรรมชาติเรียบง่ายตามแบบชนบท เสียงเพลงที่ได้ฟังก็มักจะมาจากวิทยุทรานซิสเตอร์ หากอยากจะฟังเพลงอะไรก็ต้องเขียนจดหมายส่งไปขอฟังเพลงตามสถานีวิทยุต่างๆ จากนั้นก็ต้องรอฟังรายการว่านักจัดรายการจะเปิดเพลงให้ฟังเมื่อไหร่ พอได้ฟังเพลงที่ตนขอเปิดทางสถานีวิทยุ จึงเรียกเพื่อนๆมาฟังด้วยกัน สมัยนั้นชีวิตเรียบง่ายอยู่ง่ายกินง่าย แต่ทำไมผู้คนกลับอายุยืน
            พอถึงยุคปัจจุบัน หากอยากจะฟังเพลงอะไรก็ใช้โปรแกรมค้นหา และเปิดฟังได้เลย แต่ทำไมในความรู้สึกมักจะบอตัวเราว่า เสียงเพลงนั้นแม้จะเป็นเพลงเดียวกัน คนร้องคนเดียวกัน แต่อารมณ์ของการฟังเพลงแตกต่างกัน ฟังก็ไม่ค่อยจบเพลง ชีวิตรีบร้อนเกินไป ไม่ค่อยมีเวลาอยู่นิ่งๆ ต้องคิดนั่นคิดนี่ ทำนั่นทำนี่ ทั้งๆที่บางครั้งสิ่งที่ทำก็ไม่ได้มีความสำคัญอันใด ชีวิตจึงเหมือนกับถูกครอบงำด้วยบริบทของสังคม ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ จึงจะมีหน้ามีตาในสังคม

            เดือนห้าหน้าแล้ง ปรกติมักจะอากาศร้อนอบอ้าว บางพื้นที่อุณหภูมิอาจจะสูงถึง 40 องศา คนโบราณจึงมักจะมีประเพณีเพื่อคลายร้อน นั่นคืองานเทศกาลสงกรานต์ ประเพณีการเล่นน้ำที่มีมานานแล้ว ซึ่งจัดขึ้นในช่วงกลางเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เชื่อกันว่ามีอากาศร้อนที่สุดของปี จึงมีการเล่นน้ำสาดน้ำเพื่อให้หายร้อน นับเป็นภูมิปัญญาของคนโบราณที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
            ปีนี้มีวันหยุดในช่วงสงกรานต์ติดต่อกันหลายวัน มีโทรศัพท์นิมนต์มาจากหนองบัวลำภู บอกว่าจะจัดงานผ้าป่าสามัคคีเพื่อสมทบทุนซื้อที่ดินให้โรงเรียน นิมนต์ท่านอาจารย์มาร่วมงานในฐานะศิษย์เก่า แม้จะไม่อยากเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงเทศกาล เพราะไม่อยากเบียดเสียดกับผู้คนที่ต่างก็ปรารถนาจะเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่ก็ได้ตกปากรับคำไปแล้ว งานจัดในช่วงสงกรานต์พอดี

            โรงเรียนแห่งนี้สร้างมานานมากแล้ว มีนักเรียนเรียนจบการศึกษาไปแล้วจำนวนมาก แต่ละคนต่างก็มีหน้าที่การงานตามแต่ตนจะเลือก ผู้เขียนเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในสมัยนั้น เป็นการศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนที่ไม่มีอะไรพิเศษ มีครูเพียงไม่กี่คน ห้องสมุดก็ไม่มี อุปกรณ์การศึกษาก็มีเพียงกระดานชนวนหนึ่งแผ่น เรียนวิชาไหนจบก็ลบทิ้ง สิ่งที่ทำให้จำได้คือการท่องจำ โดยการบันทึกไว้ในความทรงจำ บางอย่างยังจำได้ทุกวันนี้
            มีเพียงคำเชิญทางโทรศัพท์เท่านั้น ไม่มีกำหนดการว่าจะให้ไปทำอะไร แต่ก็รับปากไปแล้วว่าจะไป เพราะอย่างน้อยโรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่สอนให้เป็นผู้เป็นคนมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่แห่งนี้จากมานานมากแล้ว อย่างน้อยๆก็สี่สิบกว่าปีแล้ว แม้จะเกิดที่หมู่บ้านแห่งนี้ โตที่นี่ แต่พ่อแม่ก็ได้ย้ายถิ่นฐานไปยังอีกจังหวัดหนึ่ง จึงไม่ค่อยมีความคุ้นเคยกับใครในปัจจุบัน มีเพียงเจ้าอาวาสที่ยังพอรู้จักมักคุ้นอยู่บ้าง ส่วนชาวบ้านคนอื่นๆ คงเหลืออยู่น้อยแล้ว    ยิ่งเพื่อนฝูงสมัยเด็ก ปัจจุบันคงมีหลานหลายคนแล้ว วิถีชีวิตของแต่ละย่อมขึ้นอยู่กับการเลือกของตนเอง ทางใครทางมัน

            สมัยเด็กๆที่เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม พอถึงเดือนห้าหน้าแล้ง ก็จะหยุดงานประจำทุกอย่างพักผ่อนออกเที่ยวเล่นตามหมู่บ้านต่างๆ หากหิวก็เพียงแต่แวะเข้าไปที่สวนของใครสักคน หาผลไม้กินกันตามสบาย ไม่ค่อยมีใครหวงเท่าไหร่ เพราะปลูกผลไม้ไว้กิน ไม่ได้ปลูกไว้ขาย เพียงแค่กินอิ่ม เจ้าของสวนก็ไม่ได้ติดใจอะไร บางครั้งหากได้มะม่วงที่กำลังห่ามได้ที่ ก็ยังอุตส่าห์เดินไปหาเกลือ พริกจากกระท่อมของเจ้าของไร่ ก็ไม่มีใครเขาว่า เจ้าของสวนยังมีรอยยิ้มให้อีกต่างหาก
            ชีวิตของคนในชนบทอยู่ง่ายกินง่าย พึ่งพาอาศัยกัน เพราะแทบทุกคนต่างก็ผ่านเบ้าหลอมมาจากที่เดียวกัน นั่นคือโรงเรียนประถมประจำหมู่บ้าน บางครั้งก็ไปขออาศัยศาลาวัดเป็นห้องเรียน 
            แต่ทว่าสถานที่อาคารเรียนนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาเท่านั้น สำหรับผู้ใคร่ต่อการศึกษาย่อมหาโอกาสศึกษาเล่าเรียนจนได้ จากเด็กบ้านนอคนหนึ่ง จากโรงเรียนในชนบทแห่งหนึ่ง แต่ทว่าปัจจุบันก็ค่อยๆศึกษาเล่าเรียนจนสามารถจบหลักสูตรสูงสุดของการศึกษาคือปริญญาเอกจนได้ ปัจจุบันยังทำหน้าที่สอนนักศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกทางด้านพุทธศาสน์ศึกษา จุดเริ่มเริ่มต้นของการศึกษาก็มาจากโรงเรียนในชนบทนี่เอง

            มีสุภาษิตเปรียบการศึกษาไว้มากมายหลายแห่ง หากเรียนน้อยใช้งานอะไรไม่ได้ก็เหมือนโคถึก แม้จะมีกำลังก็มักจะไม่ค่อยมีใครใช้งาน ดังสุภาษิตในอานันทเถรคาถา ขุททกนิกาย เถรคาถา (26/397/350) ความว่า “คนที่เป็นชายมีการศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโคที่มีกำลังแต่เขาไม่ได้ใช้งานฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญแก่เขา  ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เล่าเรียนมาย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไปฉะนั้น”

            เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำคิดถึงโรงเรียนวัดที่วัดไทยไวสาลีที่เปิดโรงเรียนสอนในวัด นักเรียนมีทั้งสามเณรและเด็กชายหญิงเรียนรวมกัน ระบบการศึกษาที่เรียบง่าย แต่เด็กนักเรียนเหล่านั้นกลับพูดภาษาอังกฤษโต้ตอบกับผู้จาริกแสวงบุญได้ แม้จะเรียนใต้ร่มไม้แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเลย
            “เดือนห้าหน้าแล้ง ลมแรงพัดช่อมะม่วง” เสียงเพลงที่แว่วมาจากรถแท็กซี่ที่จอดรอผู้โดยสารในบริเวณวัด เงียบหายไปนานแล้ว แต่เหมือนกับว่าเนื้อร้องของบทเพลงนั้นยังแทรกอยู่ในความทรงจำ คนขับรถคงคิดถึงบ้านเกิด ช่วงนี้กำลังเร่งเก็บเงินเพื่อจะได้เดินทางไปยังภูมิลำเนา คงไม่ต่างจากตัวเราที่รอเวลาจะเดินทางไปเยือนภูมิลำเนาเหมือนกัน ไปฟังเสียงลมแรงพัดช่อมะม่วง ทบทวนความทรงจำที่โรงเรียนเก่าในบ้านเกิด จากบ้านเกิดมานาน กี่ปีแล้ว ไม่ได้จำ
    

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
09/04/58

Go to top