Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             ปีนี้ประเทศไทยอากาศหนาวไปทั่วราชอาณาจักร ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพมหานคร ที่มักจะมีคนเปรียบเปรยว่ามีหนึ่งมีเพียงสองฤดูคือฤดูฝนและฤดูร้อน หากฝนไม่ตกอากาศก็มักจะร้อน แต่ปีนี้กรุงเทพหนาวแล้ว หนาวติดต่อกันหลายวัน หนาวมาพร้อมกับฝน ปีนี้คนกรุงเทพจึงมีโอกาสได้ใส่ชุดกันหนาว แม้แต่พระภิกษุก็ต้องหาผ้าอังสะกันหนาวมาใส่ป้องกันความหนาว

             เริ่มต้นปีนี้ได้สัมผัสกับความหนาวมาตั้งแต่วันส่งท้ายปีเก่า นั่งผิงไฟท้าลมหนาวที่สำนักสงฆ์ซับเจริญ ชัยภูมิ พอถึงวันปีใหม่ก็ย้ายสถานที่ไปที่วัดถ้ำแก้ว ซึ่งอยู่ในอำเภอเดียวกัน ระยะทางห่างกันไม่ถึงสิบกิโลเมตร แม้จะอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่ทว่าความหนาวต่างกัน สำนักสงฆ์ซับเจริญอยู่ใกล้ธารน้ำไหล มีภูเขาโอบรอบ บริเวณรอบๆวัดมีไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อยของชาวบ้านโอบล้อมไว้ พอลมโหมกระหน่ำมาจึงค่อนข้างจะรุนแรง จึงกลายเป็นหนาวลมที่ต้องอาศัยความร้อนจากเปลวไฟป้องกันความหนาว
             แต่ที่ถ้ำแก้วภูมิทัศน์เป็นป่าธรรมชาติ กุฏิที่พักก็อยู่เชิงเขา ไม่ค่อยมีลมพัดผ่าน จึงเป็นความหนาวแบบไม่รู้สึกตัวค่อยๆหนาวหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะเรียกว่าหนาวลึกซึ้งก็ได้ ยิ่งช่วงเวลากลางคืนอาจจะพอมีลมพัดยอดไผ่ไหวโอนเอนบ้าง แต่ที่บริเวณกุฏิยังนิ่งสนิทเพราะลมพัดมาไม่ถึง ต้องนั่งนิ่งๆใต้ห่มผ้าห่มกันหนาว

             กลางวันกับกลางคืนบรรยากาศแตกต่างกันมาก กลางคืนหนาวสนิท แต่พอดวงอาทิตย์พ้นขอบฟ้า ฟ้าก็สดใสผิงแดดอุ่นใต้เงาแห่งอังสุมาลี(ดวงอาทิตย์) หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จ ที่นี่ฉันมื้อเดียวประมาณเก้าโมงเช้า ก็ค่อยๆเดินขึ้นภูเขาเพื่อไปยังที่พัก ทางสูงชันเหงื่อก็ยังซึมออกมา หอบหายใจหนักหน่วง แต่นั่งพักสักพักก็เริ่มเข้าสู่ความหนาวหน่วงต่อไป หากจะรีบอาบน้ำก็ต้องอาบในช่วงนั้น เพราะหากปล่อยเวลาไปจนถึงบ่ายอาจจะไม่สามารถอาบน้ำได้  เพราะความหนาวในภูเขานั้นเป็นความหนาวเหน็บเจ็บถึงทรวงเลยทีเดียว
            พอดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่านจุดกึ่งกลางฟ้า วันนั้นถือกล้องออกเดินเล่นตามราวป่า ทักทายต้นไม้ใบหญ้า ถ่ายภาพใบไม้อ่อน ใบไม้แก่ตามแต่นัยน์ตาจะมองเห็นความสวยงามที่อาจแทรกตัวอยู่ใต้ใบไม้แห้งที่ไหนสักแห่ง

             ยอดไม้อ่อนต้นหนึ่งมีขนาดเล็กสูงแค่เพียงครึ่งเข่ากำลังแทงยอดเพื่อรับแสงตะวันจึงยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเป็นการทักทาย ภาพแรกชัดทั้งภาพ ดูไม่มีอะไรเด่น ฉากหลังก็ชัดฉากหน้าก็ชัด ยอดไม้ต้นนั้นเลยกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อม
             ปรับเปลี่ยนมุมใหม่อีกทีคราวนี้ตั้งรูรับแสงไว้กว้างที่สุด  เลนส์ที่ถือในวันนั้นกว้างที่สุดคือ 2.8 ถ่ายภาพมุมเดิมฉากหลังไม่ชัด แต่ภาพยอดไม้ที่ต้องการถ่ายลอยเด่นชัดเจน มีฉากหลังเป็นเงาจางๆ ค่อยๆหมุนหามุมเพื่อต้องการฉากหลังที่มีสีต่างๆกัน บางครั้งมีน้ำตาลของใบไม้แห้ง  บางภาพได้ฉากหลังสีน้ำเงินอมเขียวของใบไม้เขียว
             อีกมุมหนึ่งฉากหลังเป็นเงามืดของช่องว่างของกุฏิเก่าที่ด้านในแสงส่องเข้าไปไม่ถึงจึงมีมุมมืด พอถ่ายภาพยอดไม้ต้นเดิมแต่เปลี่ยนมุม ก็ได้ภาพที่ฉากหลังดำสนิท ภาพยอดไม้อ่อนจึงเหมือนกับถ่ายในตอนกลางคืน เมื่อนำภาพมาเปรียบเทียบกัน ก็ต้องยอมรับว่าสวยกันคนละแบบ งดงามกันคนละมุม

             หันไปเห็นใบไม้แห้งที่หล่นจากต้นห้อยตัวอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพด้วยค่าของกล้องเท่าเดิม ใบไม้แห้งนั้นก็กลายเป็นเหมือนจิตรกรรมแห่งป่าไม้ที่ทำให้สีสันของป่ามีความหลากหลาย ใบไม้อ่อนมองดูสบายตาบ่งบอกถึงอนาคตที่กำลังจะผลิบานเป็นใบไม้ที่สมบูรณ์ ใบไม้แก่ก็มองเห็นการผ่านหนาวผ่านร้อนมานานย่อมมีความคงทน อดทนอย่างสูงจึงสามารถรักษาสภาพของกิ่งใบไว้ได้  ในขณะที่มองใบไม้แห้งก็ต้องนึกถึงการที่จะต้องพลัดพรากจากต้นไม้อันเคยเป็นที่รักมาก่อน พอถึงช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องจากไป
             ธรรมชาติเป็นไปอย่างนั้นมีก่อกำเนิด ดำรงอยู่ และจากไปเหมือนกับชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นกฎแห่งธรรมชาติมีคำเรียกขานในพระพุทธศาสนาที่ใกล้เคียงคือ “ธรรมนิยาม” หมายถึงกำหนดแห่งธรรมดา ความเป็นไปโดยแน่นอนของธรรมดา  กฎธรรมชาติ มนุษย์ก็อยู่ใต้กฎแห่งธรรมชาตินี้ เกิดขึ้น ดำรงอยู่และจากไปเหมือนกับสรรพสิ่งทั้งหลาย ผู้ที่เข้าใจกฎธรรมชาติผู้นั้นก็เข้าใจธรรม เพราะธรรมะที่แท้คือความเป็นธรรมดานั่นเองธรรมธาตุความตั้งอยู่ตามธรรมดา

             ความเป็นไปตามธรรมดามีอยู่ตั้งอยู่อย่างนั้น พระบรมศาสดาจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตามก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ดังที่แสดงไว้ใน อุปปาทสูตรอังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร(20/576/ 168) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
             ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตามธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา”

             ธรรมชาตินั้นมีมุมที่สวยที่สุดอยู่มุมใดมุมหนึ่ง ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล ไม้ต้นเดียวกันอาจจะมองเห็นความงามคนละอย่างก็ได้ ไม่ต่างจากมนุษย์แต่ละคนย่อมมีมุมแห่งความดีงามของแต่ละบุคคลอยู่มุมใดมุมหนึ่ง ต้องศึกษาค้นหาเอาเอง
             เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้เข้าใจความเป็นธรรมดาจึงนำมาบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่าย โดยสรุปคือสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา  สรรพสิ่งทั้งหลายนั้นเป็นไปตามความเป็นธรรมดา

             วันนั้นที่ภูเขากลางป่าวัดถ้ำแก้ว แม้จะอยู่ผู้เดียวเปลี่ยวเอกากลางป่าใหญ่ แต่ทว่าจิตใจมิได้เศร้าหมอง กลับผ่องใสใจเป็นสุข มองต้นไม้ใบหญ้าทั้งหลายเป็นเหมือนครูสอนวิชากรรมฐาน วางกล้องนั่งพิจารณาความคิดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ปล่อยใจให้คิดสักพักก็หยุดนิ่ง ปล่อยใจให้เป็นไปตามความธรรมดา ให้ธรรมดาพาไป จนกระทั่งตะวันลับฟ้า ค่ำฟ้ามืดเมื่อไหร่ไม่ได้กำหนด ปล่อยเวลาให้หมดไปกับความเป็นธรรมดากลางป่าเขา

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
12/01/58

Go to top