Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             แดดยามบ่ายร้อนอบอ้าว แม้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาวก็ตาม  จู่ๆไฟฟ้าที่อาคารทำงานที่บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ศาลายา นครปฐมก็ดับขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากห้องทำงานเป็นห้องแอร์ เมื่อไม่มีไฟฟ้าอากาศก็ร้อน  จึงเดินออกจากห้องทำงานเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์  มีงานของนักศึกษาให้อ่านอีกหลายฉบับ จึงถือออกมานั่งอ่านใต้อาคารเรียน

             มีนักศึกษาสูงอายุคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ก่อนแล้ว พอพบหน้านักศึกษาท่านนั้นก็หันมายกมือไหว้และบอกว่า “ผมกำลังรอผมอาจารย์อยู่พอดี ไปหาที่ห้องทำงานก็ไม่พบ ผมอยากให้อาจารย์ช่วยรับรองให้ผมหน่อยครับ ผมจะไปสมัครสอบเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก”
             จำได้ว่านักศึกษาคนนั้นจบปริญญาโทเมื่อปีการศึกษาที่ผ่านมา อายุน่าจะใกล้เจ็ดสิบปีแล้ว คิดว่าพอเรียนจบปริญญาโทคงเลิกเรียนแล้ว แต่พอได้ยินคำขอร้องจึงรีบรับรองให้โดยไม่ลังเล มหาวิทยาลัยจะรับเข้าศึกษาหรือไม่นั้นอยู่ที่ผลการสอบเข้าศึกษา 
             จากนั้นก็ชวนสนทนาว่า “ท่านอาจารย์ครับการเรียนในระดับปริญญาเอกนั้น  อาจารย์มีคำแนะนำอะไรสำหรับการเรียนที่ง่ายที่สุดครับ”

             นักศึกษาคนนั้นเริ่มเรียนปริญญาโทภายหลังเกษียณอายุราชการแล้ว เคยสงสัยมานานแล้วว่าจะเรียนไปทำอะไร แต่ก็ไม่เคยได้ถามสักที  แทนที่จะรีบตอบคำถาม แต่อยากรู้ว่าทำไมคนที่อายุเกินหกสิบปีน่าจะอยู่ในวัยพักผ่อน จึงมาศึกษาเล่าเรียนให้เหนื่อยยากลำบากกายด้วยเล่า จึงถามว่า “อายุมากแล้วจะเรียนไปทำอะไร สู้ใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับลูกหลาน ใช้เงินเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆจะไม่ดีกว่าหรือ”
             “ผมกำลังเดินตามความฝันนะครับ ผมเกรงว่าความฝันผมจะหมดอายุเสียก่อน”
             เมื่อเห็นว่าผมถามกำลังทำหน้างงๆกับคำตอบ อดีตนักศึกษาท่านนั้นก็รีบเฉลยในบัดดลว่า “ผมเคยฝันไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังเด็กนะครับอยากเรียนให้จบชั้นสูงสุดของการศึกษาเป็นดอกเตอร์ เวลามีคนเรียกจะได้มีคำว่าดอกเตอร์นำหน้า ผมอยากสอนหนังสืออยากเป็นอาจารย์นะครับ  แต่ทว่าสมัยที่เป็นเด็กไม่ค่อยมีโอกาสได้เรียนในชั้นสูงมากนัก  พอมีเวลา มีเงิน และโอกาสเปิดให้ผมจึงกลับมาเรียนต่อให้จบตามที่เคยฝันไว้นะครับ ประเดี๋ยวจะไม่มีแรงในการศึกษาเล่าเรียนนะครับ”

             น่าสนใจผู้เขียนเองก็ไม่เคยคิดถึงความฝันของตัวเองสักเท่าไหร่ ดำเนินชีวิตไปตามครรลองที่ควรจะเป็น เนื่องจากชีวิตไม่มีทางให้เลือกมากนัก เกิดมาในฐานะครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร พ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวนา ประกอบอาชีพเพียงแค่พออยู่พอกินเท่านั้น อีกอย่างสมองและสติปัญญาก็ไม่ได้ดีมากนัก ออกจะฉลาดน้อยไปหน่อยด้วยซ้ำ แม้จะเก่งที่สุดในชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา แต่พอมาแข่งกับนักเรียนในตำบลอื่นแล้วก็สู้เขาไม่ได้ มีอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยเป็นสองรองใครคือใจสู้ ไม่ท้อถอย สอบตกก็เรียนใหม่ สอบได้ก็เรียนต่อ
             “ความฝันในวัยเด็กกับความเป็นจริงในปัจจุบันนี้มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร”
             “สมัยเด็กครอบครัวผมยากจน พ่อแม่มีลูกหลายคน แต่พ่อมักจะสอนเสมอว่าหากมีความสามารถก็ให้เรียนจนจบชั้นสูงสุดให้ได้ ทว่าชีวิตชาวบ้านอย่างผมพอเรียนจบปริญญาตรีต้องทำงาน มีครอบครัว ต้องรับผิดชอบพวกเขา ต้องทำงานหาเงินส่งเสียจนพวกเขาจบการศึกษา พอมีวิชาความรู้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ชีวิตหากไม่มีเงิน ไม่มีอาชีพ ก็อยู่ในสังคมลำบากครับ”  เขาหยุดพูดเหมือนกำลังรอคำถาม  ผู้เขียนเองเห็นว่าไฟแห่งจินตนาการกำลังลุกโชนจึงส่งคำถามจากสายตา

             “ตอนนี้ลูกๆทุกคนเรียนจบปริญญาตรีทุกคน  มีอาชีพพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้แล้ว ส่วนผมก็เกษียณอายุราชการมาหลายปีแล้ว จึงมาสมัครเรียนระดับปริญญาเอกอย่างที่เห็นนี่แหละครับ แม้จะยากลำบาก แต่ก็ท้าทายดี ทำให้ชีวิตไม่ว่าง มีงานให้ทำตลอด มองการศึกษาเป็นเรื่องสนุกครับ ส่วนจะจบหรือผมไม่ได้คิดมาก ขอเดินตามความฝัน ได้เติมเต็มความฝันในวัยเด็กให้เต็ม หากปล่อยไว้นานประเดี๋ยวความฝันผมก็หมดอายุเสียก่อน”
             “ท่านอาจารย์มีคำแนะนำในการศึกษาไหมครับ เรียนอย่างไรให้จบตามกำหนดเวลา”
             “ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ การศึกษาก็ไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนกัน เพราะทุกคนมีพื้นฐาน มีอาชีพการงานไม่เหมือนกัน ในส่วนของอาตมาก็เรียนเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก  ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย อย่าพลัดวันประกันพรุ่ง มีงานให้รีบทำ มีคำสอนในพระพุทธศาสนาอยู่บทหนึ่งว่าด้วยสิ่งที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเนิ่นช้า ดังที่แสดงไว้ในขุททกนิกาย มหานิเทศ (29/505/296) ความว่า “ธรรมเป็นเครื่องให้เนิ่นช้า คือ ตัณหา ทิฏฐิ มานะ เป็นธรรม มีสัญญาเป็นนิทาน มีสัญญาเป็นสมุทัย มีสัญญาเป็นชาติ มีสัญญาเป็นแดนเกิด”

             ตัณหา ทิฏฐิ มานะ เป็นกิเลสเครื่องเนิ่นช้า แปลมาจากภาษาบาลีว่า “ปปญฺจธมฺม”   คำว่า “ปปญฺจ”  เป็นคำนามเพศชาย แปลว่า ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ความล่าช้า อุปสรรค สิ่งกีดขวางต่อความเจริญทางจิต สิ่งลวงจิต ความลุ่มหลง ความเยิ่นเย้อ ความพิศดาร ความยืดยาด 
             ปปัญจธรรม คือ กิเลสเครื่องเนิ่นช้า  กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา
             ตัณหา คือความทะยานอยาก ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา หากปล่อยให้ความอยากครอบงำตัณหาจะพาให้ยุ่ง
             ทิฏฐิ คือความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน ความยึดติดในทฤษฎี หากไม่ลดละทิฏฐิความเห็นของตน ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของอาจารย์ก็ยากที่จะสำเร็จได้

             มานะ คือความถือตัว  ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียมหรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่  ยิ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มามากศึกษามาก อายุมากความถือตัวยิ่งมากตามไปด้วย แต่ถ้าถือตนเพียงว่าตอนนี้เป็นนักศึกษามีหน้าที่ศึกษาเล่าเรียน ทำตามคำแนะนำของอาจารย์ไม่นานก็จะสำเร็จตามที่ปรารถนาได้
             ตัณหา ทิฏฐิ มานะ แม้จะเป็นคำสอนเพื่อการปฏิบัติธรรม แต่ก็สามารถนำมาใช้สำหรับเป็นธรรมที่เตือนใจได้ ธรรมทั้งสามประการนั้นเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้หลายคนเดินตามความฝันไม่สำเร็จ ก่อนจากนักศึกษาคนนั้นได้ถวายน้ำผลไม้มาหนึ่งกล่อง พอยกขึ้นดื่มรู้สึกว่ามีรสออกเปรี้ยว จึงดูที่วันผลิตและวันหมดอายุที่กล่อง น้ำผลไม้กล่องนั้นหมดอายุมาหนึ่งอาทิตย์แล้ว มิน่าเล่ารสชาติจึงเปลี่ยนไป
             สิ่งทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีวันหมดอายุตามกาลเวลาที่กำหนดไว้  แม้แต่อายุขัยของมวลมนุษยชาติก็เฉกเช่นเดียวกัน แต่ทว่าความฝันนั้นหากยังพยายามทำตามความฝัน แม้จะเนิ่นนานมาแล้ว แม้อายุขัยของคนที่ฝันจะมากสักปานใด เมื่อยังเดินตามฝัน ความฝันนั้นก็ไม่มีวันหมดอายุ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
26/11/57
 

Go to top