Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             เสียงเพลงวันลอยกระทงโหมกระหน่ำมาตั้งแต่เช้า จนกระทั่งเที่ยงคืนจึงเลิกรา แม้ว่าวันลอยกระทงประจำปีนี้จะไม่ตรงกับวันหยุดราชการ ความสนุกสนานครื้นเครงก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปเท่าใดนัก ตอนกลางวันทำงานตามปกติ พอเลิกงานก็เที่ยวงานวันลอยกระทงที่มีอยู่แทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย ใครอยู่ใกล้ที่ไหนหรือสะดวกที่ไหนก็ไปร่วมงานได้ บางแห่งจัดเป็นวาระแห่งชาติกันเลยทีเดียว บางพื้นที่จัดเป็นงานประจำจังหวัด บางแห่งก็เพียงแต่จัดงานเล็กๆในท้องถิ่นหรือชุมชน เพราะลอยกระทงที่เมืองไทยเป็นงานประเพณีมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล แม้แต่เพลงลอยกระทงก็เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก

             ปีนี้วัดมัชฌันติการาม บางซื่อจัดงานลอยกระทงเล็กๆ เนื่องเพราะคลองหน้าวัดกำลังมีการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ยังมีเครื่องมือก่อสร้างกองระเกะระกะเต็มไปหมด ท่าน้ำจึงไม่ค่อยสะดวกสำหรับการจัดงานวันลอยกระทง แต่ทางวัดบอกว่าเพื่อรักษาประเพณีอันดีงามของคนไทยไว้ แม้จะไม่สะดวกอย่างไรก็ขอให้มีงาน อย่างน้อยพุทธศาสนิกชนคนที่พำนักอยู่ใกล้วัดจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจัดงานใหญ่มีมหรสพสมโภชตลอดงาน  บางคนอาจจะชอบบรรยายแห่งความเรียบง่ายก็ได้

             ญาติโยมทั้งหลายจึงช่วยกันผลิตกระทง จุดมุ่งหมายแรกคือทำกระทงเพื่อตัวเอง ทำกระทงเพื่อถวายพระภิกษุสามเณร และหากผลิตได้เกินคนละหนึ่งกระทงก็จะนำมาวางไว้เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีกระทงได้บูชา เป็นการหาทุนเข้าวัด
           วัสดุที่ใช้มาจากสวนของชาวบ้านเช่นต้นกล้วย ใบกล้วย ชาวสวนรอบๆวัดก็บริจาคมา ดอกไม้ก็ได้มาจากเจ้าของสวนดอกไม้ ธูปเทียน ก็ได้มาจากพระภิกษุสามเณรที่เก็บไว้จากการที่มีงานต่างๆ ดังนั้นวัสดุทั้งหลายจึงไม่ได้ซื้อหาแต่ประการใด ใครมีอะไรก็นำมาบริจาคช่วยกัน

             สถานที่ผลิตก็ใช้ศาลาการเปรียญ ผู้ผลิตก็คือญาติโยมทั้งหลายที่มาวัดเป็นประจำทุกวันพระอยู่แล้ว เสร็จจากการฟังพระธรรมเทศนา ก็ลงมือทำกระทงตามแต่ว่าใครจะมีวิธีการอย่างไร ใครจะประดิษฐ์คิดค้นรูปแบบอย่างไรก็ทำได้ตามสะดวก
             งานนี้ไม่มีค่าจ้าง ไม่มีรายได้ อาหารก็ได้มาจากอาหารบิณฑบาตที่พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตในตอนเช้า หรือไม่ก็มาจากอาหารที่ญาติโยมนำมาทำบุญถวายภัตตาหารพระภิกษุในตอนเช้า ใครจะผลิตกระทงเพื่อลอยเองก็ทำได้ 
             หลวงพ่อ หลวงพี่ สามเณรบางรูปนั่งดูการผลิตสักพักก็สามารถทำเองได้ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ได้กระทงมาหนึ่งอัน

             บ่ายแล้วเดินไปที่ศาลาการเปรียญ เห็นเด็กน้อยสองคนกำลังทำกระทง จึงแวะเข้าไปชวนคุยเล่นตามประสาคนแก่แต่หัวใจเด็ก “ทำเป็นหรือจ๊ะ หลวงพ่อขอถ่ายรูปสวยๆหน่อย”
             ตอนแรกเด็กน้อยก็ไม่ค่อยอยากคุย เพราะยังเกรงว่าหลวงพ่อจะมาไม้ไหน แต่พอถ่ายรูปไปสักสองสามรูปและนำภาพให้ดู เด็กทั้งสองก็เริ่มสนุกโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปและเริ่มคุยกันได้
             “สนใจแต่เด็กนะหลวงพ่อ ไม่เห็นสนใจคนแก่บ้างเลย”  ได้ยินเสียงคุณยายแทรกเข้ามา หันไปดูจึงเห็นคุณยายกำลังผลิตกระทง  กล้องในมือจึงหันไปที่คุยยายโดยมีเด็กๆเดินตามเพราะอยากจะดูภาพถ่ายของตัวเอง

             “ปีนี้หลวงพ่อไม่ทำกระทงเองหรือเจ้าคะ” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยทักเข้ามา  ยังไม่ทันตอบคำถามก็มีคนชวนแทรกเข้ามาว่า “นิมนต์มาทางนี้อุปกรณ์มีพร้อม เจ้าคะ”
             หันไปดูเห็นคุณแม่ชี อายุมากกว่าเจ็ดสิบปีแล้วกำลังนั่งทำกระทงอย่างตั้งใจ จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ กำลังจะเริ่มลงมือกระทำก็มีเสียงอุบาสกคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่า “ลอยกระทงนี้มีความเป็นมาอย่างไร ลอยเพื่ออะไรกันแน่ครับ”
             กำลังจะเป็นผู้ผลิตกระทงเลยต้องกลายมาเป็นผู้ตอบคำถามแทน “อาจจะมีความเป็นมาหลายอย่างและมีวัตถุประสงค์หลายประการ เท่าที่ศึกษามาสรุปได้ 7 ประการได้แก่ (1) การลอยกระทง เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ(2) เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า(3) เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา มีรอยพระบาทบนดาวดึงส์หนึ่งรอยด้วย (4) เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล(5) เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร (6)  เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนพรหมโลก (7) ลอยกระทงเพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา

             ความเชื่อดั้งเดิมที่สุดน่าจะเป็นข้อแรกคือเพื่อบูชารอยพระบาทของพระศาสดาที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา มีหลักฐานปรากฏในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร ปปัญจสูทนี มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม 3 ภาค 2 หน้า 449   มีข้อความโยสังเขปว่า “เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดาเสด็จไปเยี่ยมพระปุณณะที่สุนาปรัตชนบท ได้เสด็จข้าแม่น้ำนิมมทา พระยานาคให้การต้อนรับและพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระยานาค  นาคราชนั้นกราบทูลขอว่าได้โปรดประทานสิ่งที่พึงบำเรอแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงบทเจดีย์รอยพระบาท ไว้ที่ฝั่งแม่น้ำนิมมทา  รอยพระบาทนั้น เมื่อคลื่นซัดมาก็ถูกปิดเมื่อคลื่นเลยไปแล้วก็ถูกเปิด กลายเป็นรอยพระบาทที่ถึงสักการะอย่างใหญ่
             รอยพระบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนิมมทาแห่งนี้จึงน่าจะเป็นที่มาของการลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระบาท 

             ในอรรถกถาชื่อแม่น้ำและชื่อพระยานาคเขียนเป็น “นิมมทา” แต่ในอรรถกถาปุณณสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม 4 ภาค 1  หน้าที่ 131 เขียนเป็น “นัมมทา”  ในมฆวปุปผิยเถราปทาน ขุททกนิกาย อปทาน (32/287/166) ภาษาบาลีเขียนเป็น “นมฺมทา” จากคำว่า “นมฺมทานติยา ตีเร  สยมฺภู อปราชิโต” ซึ่งกล่าวถึงพระมฆวปุปผิยเถระกล่าวถึงอดีตชาติที่เคยบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกดีหมี ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำนัมมทา ความว่า “พระสยัมภูผู้ไม่แพ้อะไรๆ ท่านมีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว เข้าสมาธิอยู่ในที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ในกาลนั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไรๆ แล้ว เกิดเลื่อมใสโสมนัส ได้บูชาองค์พระสยัมภูด้วยดอกดีหมีในกัลปที่ 91 แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6 เราทำให้แจ้งชัดแล้วพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้”       

             ผู้ที่มีจิตเลื่อมใสบูชาในรอยพระบาทย่อมได้รับอานิสงส์ตามสมควร ดังที่พระปทสัญญกเถระได้กล่าวถึงอดีตชาติของตนที่เคยเลื่อมใสในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้านามว่าติสสะ ดังที่มีปรากฎในปทสัญญกเถราปทาน  ขุททกนิกาย อปทาน  (32/74/144) ความว่า “ ก็เราได้เห็นรอยพระบาทที่พระผู้มีพระภาคพระนามว่าติสสะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้มีใจร่าเริงโสมนัส ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท ในกัลปที่ 92 แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้นด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในรอยพระบาท ในกัลปที่ 7 แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์พระนามว่าสุเมธ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว 7ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา 4 วิโมกข์ 8 และอภิญญา 6 เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้”           
             ส่วนคติความเชื่ออื่นๆนั้นได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับสภาพของความเชื่อตามลัทธิของตน จน “ลอยกระทง” ได้กลายมาเป็นวัฒนธรรมไทยไปในที่สุด

             ที่มีคนกล่าวขานและนำมาอ้างอิงมากที่สุด “ประเพณีลอยกระทง” น่าจะเริ่มต้นที่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยนางนพมาศได้ผลิตกระทงที่สวยงามถวายแด่พระร่วงเจ้า จนกลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนาน
             กระทงที่เริ่มลงมือทำด้วยตนเองได้ไปเพียงครึ่งเดียว ยังไม่อาจนับว่าเป็นกระทงที่สมบูรณ์ได้ เสียงเครื่องขยายเสียงเปิดเพลงลอยกระทงเป็นการโหมโรงของงานวันลอยกระทงแทรกเข้ามา จึงต้องเปลี่ยนหน้าที่ใหม่ไปเป็นโฆษกงานวัดแทน ปล่อยให้กระทงใบนั้นเป็นเพียงกระทงครึ่งใบที่ผู้ทำไม่อาจจะทำให้สวยงามดั่งที่ใจคิดได้  ปีนี้เห็นที่คงต้องลอยกระทงครึ่งใบไปก่อน    
 


พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
07/11/57

Go to top