Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอนิดเดียวเวลาก็กำลังจะก้าวผ่านจากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่อีกแล้ว ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงวันเวลามีเท่าเดิม หนึ่งปีมี 365 หรือ 366 วัน แต่ในความรู้สึกเหมือนกับว่าปีใหม่พึ่งผ่านมาได้เพียงไม่กี่วัน นี่ก็จะมีงานวันลอยกระทงในอีกสองในข้างหน้า จากนั้นอีกไม่นานก็ต้องเข้าสู่เดือนธันวาคมและอีกไม่กี่วันก็ถึงปีใหม่อีกคราแล้ว  หากเงินตราสามารถซื้อเวลาได้ จะขอซื้อเวลาไว้สักอีกสักสี่ห้าปี คงจะพอมีเวลาที่จะต้องไม่แก่ชราเร็วขึ้น คนแก่อยากย้อนเวลาไปหาอดีต ส่วนเด็กๆอยากเร่งเวลาให้เร็วขึ้นจะได้โตเป็นหนุ่มเป็นสาว  คิดถึงคำสอนบทหนึ่งของขงจื้อที่บอกว่า สิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ในโลกนี้คือความรัก เวลา ชีวิตและมิตรแท้

            วันก่อนขณะที่กำลังสอนหนังสืออยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ที่ลืมปิดเสียงก็แทรกเข้ามา เมื่อรับสายเสร็จก็วางโทรศัพท์เครื่องเก่าไว้เผื่อว่าบางที่อาจจะมีคนโทรเข้ามาอีก นักศึกษาคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ครับ ทำไมไม่ซื้อไอโฟนมาใช้บ้างครับ ตอนนี้ได้ข่าวว่าไอโฟน 6 ออกมาแล้ว”
            เนื้อหาการเรียนที่กำลังจะดำเนินไปด้วยดีก็ถูกประโยคแทรกเข้ามา จึงเกิดกถาย่อยๆในห้องเรียนว่าด้วยไอโฟนไปในบัดดล
            นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า “ผมว่ามันขายแพงไป ประโยชน์ใช้สอยของโทรศัพท์คือการโทรเข้าโทรออกเป็นเพียงการติดต่อสื่อสาร แต่โทรศัพท์ปัจจุบันเป็นอะไรก็ไม่รู้ทั้งถ่ายภาพ เล่นอินเทอร์เน็ต และอะไรต่อมิอะไรอีกจิปาถะ ผมว่าโทรศัพท์ไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากไปกว่าการติดต่อสื่อสารนะครับ”
          นักศึกษาอีกคนแย้งว่า “โลกมันก้าวหน้าไปมากแล้ว ใช้เทคโนโลยีให้น้อยที่สุด แต่มีประโยชน์สูงสุดน่าจะดีกว่า ทำไมต้องแบกอุปกรณ์ไปมากมายทั้งโน็ตบุค  ทั้งไปแพด ทั้งกล้องถ่ายรูป หนักเสียเปล่าๆ มีไอโฟนเครื่องเดียวก็พอแล้ว ตอบสนองความต้องการใช้ได้เกือบทุกอย่างอยู่แล้ว” 

            กว่าจะดึงกลับเข้าสู่เนื้อหาในวิชาได้ก็ต้องปล่อยให้มีการวิพากษ์ไปบ้างตามสมควร วิชาที่สอนในวันนั้นว่าด้วยประวัติศาสนา หัวข้อคือ “ศาสนาขงจื้อ”  หรือบางคนอาจจะเรียกว่า “ลัทธิขงจื้อ” เพราะหากพิจารณาตามองค์ประกอบของศาสนาแล้ว “ศาสนาขงจื้อ” ก็มีองค์ประกอบไม่ครบของการที่จะเรียกว่า “ศาสนา” คือ ด้านศาสนธรรม คำสอนของขงจื้อส่วนหนึ่งอยู่ในคัมภีร์ “ชุนชิว” มีข้อความตอนหนึ่งที่ขงจื้อบันทึกไว้ว่า “ผู้ที่จะรู้จักฉันได้ดีก็เพราะซุนซิวนี้ ผู้ที่จะตำหนิติเตียนฉันก็เพราะชุนชิวเล่มนี้อีกเหมือนกัน (เสถียร  โพธฺนันทะ,เมธีตะวันออก,ธนบุรี: อมรการพิมพ์,2514,หน้า 187) คัมภีร์นี้อาจจะมีข้อบกพร่อง จึงไม่เหมือนคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอื่น
            ด้านศาสนบุคคล  นอกจากขงจื้อแล้ว ไม่มีสาวกหรือนักบวชที่ดำเนินชีวิตเหมือนกับขงจื้อ มีแต่สานุศิษย์ที่เผยแผ่คำสอนในเวลาต่อมา
            ด้านศาสนพิธี  แม้จะมีพิธีไหว้เจ้า เซ่นเจ้า ไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ ก็เป็นพิธีที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ขงจื้อไม่ใช่ผู้ริเริ่ม เป็นพิธีกรรมที่ทำสืบๆต่อกันมา ขงจื้อก็ปฏิบัติตามเหมือนอื่นๆ
            ด้านศาสนสถาน แม้จะมีศาลเจ้า แต่ทว่าศาลเจ้าก็ไม่ใช่ศาสนสถานของขงจื้อ เพราะในศาลเจ้าไม่ได้มีแต่รูปขงจื้อเท่านั้น ยังมีเทพเจ้าอื่นๆอีกมากมาย
            ด้านศาสนิกชน มีผู้ที่ยอมรับนับถือและเลื่อมใสในคำสอนของขงจื้อมากขึ้น หลังจากที่ขงจื้อเสียชีวิตแล้ว

            หากพิจารณาตามองค์ประกอบสำคัญของศาสนาทั้ง 5 ประการนี้แล้ว “ขงจื้อ” ก็น่าจะเป็นเพียง “ลัทธิ” แต่ทว่าเป็นลัทธิความเชื่อที่มีผู้เคารพนับถือมากกว่าบางศาสนาเสียอีก  ขงจื้อจึงมักจะถูกเรียกว่า “ศาสนาขงจื้อ” มากกว่าจะเรียกว่า “ลัทธิขงจื้อ”
           คำสอนสำคัญของขงจื้อมีลักษณะเป็นลัทธิปรัชญามากกว่าจะเป็นศาสนา เป็นหลักจริยศาสตร์ เป็นคำสอนด้านจริยธรรม เป็นคำสอนสำหรับคนธรรมดาสามัญที่สามารถนำมาปฏิบัติในชีวิตจริงได้เช่นคำสอนที่เป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นที่ควรปฏิบัติ 5 ประการคือ “ต้องเป็นคนบริสุทธิ์  ต้องเป็นคนมีเมตตากรุณา ต้องเป็นคนซื่อสัตย์อย่าลำเอียง   ต้องเป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และต้องเคารพในจารีตประเพณีโบราณ” หากใครปฏิบัติตนตามคำสอนนี้ ชีวิตก็อยู่เย็นไปสุข สังคมก็สงบสุข
            คำสอนสำคัญอีกบทหนึ่งคือ “ในโลกนี้มีสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้สี่อย่างคือความรัก เวลา ชีวิต และมิตรแท้”
            หากนำมาพิจารณาด้วยจิตใจที่ยุติธรรมแล้ว น่าจะมีความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่ในคำสอนนั้น ในพระพุทธศาสนามีคำสอนว่าด้วยเหตุเกิดของความรักไว้ในสาเกตชาดก(27/324/91) ความว่า 
                        “ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน    ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา 
                        เอวนฺตํ ชายเต เปมํ      อุปฺปลํว ยโถทเกติ ฯ 

            แปลว่า “ความรักนั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการ คือ ด้วยการอยู่ร่วมกันในกาลก่อน  ด้วยความเกื้อกูลต่อกันในปัจจุบัน เหมือนดอกอุบลและชลชาติ เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดเพราะอาศัยเหตุสองประการ คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น”
            ความเกิดขึ้นจากปุพเพสันนิวาสที่มักจะเรียกว่า “รักแรกพบ” หรือการอยู่ใกล้ชิดกันเกื้อกูลกันในปัจจุบัน”  ความรักแท้จึงเป็นสิ่งที่ซื้อหาด้วยเงินตราไม่ได้  คนจะรักกันบางคนเพราะการสร้างกรรมไว้ร่วมกันแต่ชาติปางก่อน บางคนเพราะความใกล้ชิด เป็นประเภทที่เรียกว่า “รักแท้แพ้ใกล้ชิด” ประมาณนั้น
            คำว่า “เวลา ชีวิต” นั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ใครจะซื้อเวลาได้ ใครจะสามารถเอาเงินไปซื้อชีวิตขอยืดเวลาต่อพระยามัจจุราชนั้น คงทำไม่ได้ ชีวิตหมุนไปตามกรรม พอหมดวาระก็หมดสิ้นกัน มนุษย์มาอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วครู่ยามเหมือนดั่งหนึ่งโลกนี้เป็นเพียงทางผ่านเพื่อจะเดินทางไปยังในอีกที่ไกลแสนไกล เป็นทางผ่านแห่งกาลเวลา

            เงินไม่อาจซื้อความเป็น “มิตรแท้” ได้นั้นหากพิจารณาด้วยหัวใจของคนธรรมดาสามัญย่อมเป็นที่เข้าใจได้ โบราณจึงมีคำสอนไว้ว่า “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก” การที่ใครจะมีมิตรแท้สักคนย่อมถือได้ว่าเป็นคนที่โชคดี มีเพื่อนไว้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันย่อมจะดีกว่าอยู่คนเดียวเดี่ยวโดด เวลาที่มีปัญหาหาใครให้คำปรึกษาไม่ได้ มิตรแท้ไม่อาจซื้อหาด้วยเงินตราได้
            เมื่อนำเสนอเนื้อหาตามหลักคำสอนของขงจื้อสมควรแก่เวลาแล้ว  กำลังจะเดินออกจากห้อง นักศึกษาคนหนึ่งก็บอกว่า “เงินซื้อความรัก เวลา ชีวิตและมิตรแท้ไม่ได้ก็จริงอยู่ แต่เงินซื้อโทรศัพท์มือถือได้ ผมยังยืนยันในความเห็นเดิมครับอาจารย์ มีไอโฟนไว้สักเครื่องจะไม่เปลืองเวลาเลยครับ”

            เดินออกจากห้องเรียนก็กำลังคิอยู่ว่าในโลกนี้มีอะไรอีกบ้างที่เงินซื้อไม่ได้ โลกนี้พยายามจะขายสินค้าที่บางครั้งดูเหมือนจะเกินความจำเป็นไปบ้าง บางอย่างแม้จะไม่มีก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อย่างโทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟนนั่นไง หากมีเงินก็ซื้อหามาใช้ได้ แม้จะมีราคาแพงไปหน่อยก็ตามทีเถิด  เสียงโทรศัพท์ที่เก่าจนน่าจะถึงเวลาเปลี่ยนนานแล้วแทรกเข้ามาพอดี โทรศัพท์มีไว้ติดต่อสื่อสารก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะช่วงนี้ไม่มีทั้งเงินตราพอที่จะซื้อหาโทรศัพท์เครื่องใหม่มาใช้งานได้

 

พระมหาบุญไทย   ปุญญมโน
04/11/57

Go to top