Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ทั้งฝนและลมโหมกระหน่ำมาอย่างหนักเมื่อก่อนพระอาทิตย์จะสิ้นแสงในวันก่อน ส่งผลให้ต้นไม้ใบหญ้า ฝุ่นละอองคละคลุ้ง สิ่งของทั้งหลายที่พึ่งเก็บให้เป็นระเบียบได้ไม่นาก็ตกแตกกระจายเกลื่อนห้อง โดยเฉพาะกระดาษปลิวว่อน ป้ายที่แขวนไว้ข้างฝาบางอันตกลงกระทบพื้น  สิ่งที่คิดว่าจะมีความจีรังยั่งยืนก็ไม่แน่อาจจะแปรสภาพเป็นขยะได้ในพริบตา ธรรมชาติเหมือนกำลังจะบอกว่าใกล้ถึงวันปลายฝนต้นหนาวแล้ว อาจจะเป็นฝนปลายฤดูกาลลมจึงแรงผิดปกติ

         ปีนี้มีความรู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน พึ่งปีใหม่ได้ไม่กี่เดือน นี่ก็ผ่านไปจนจะถึงปีใหม่อีกครั้งแล้ว ในส่วนของพระภิกษุสงฆ์พึ่งอธิษฐานเข้าพรรษาได้ไม่กี่วันก็ถึงวันปวารณาออกพรรษาแล้ว ในความรู้สามเดือนดูเหมือนจะเดินเร็วมาก เวลาหมุนไปตามปกติเหมือนในอดีต แต่ความรู้สึกและวัยของเราต่างหากที่เป็นเครื่องบอกว่าวันเวลาเดินช้าหรือเดินเร็ว อายุและวัยของสรรพสัตว์ก็ค่อยๆเสื่อมสิ้นไปตามวันและคืน วัยย่อมสิ้นไปตามคืนและวัน

         สมัยเป็นเด็กรู้สึกว่าเวลาเดินช้าเหลือเกิน กว่าจะผ่านไปได้ในแต่ละวันช่างเชื่องช้าไม่ทันใจ บางครั้งยังแอบตะโกนก้องบอกพระอาทิตย์ว่าวันนี้ทำไมเดินช้าเหลือเกิน นั่นเพราะเด็กมองไปข้างหน้า มองหาอนาคต มองหาความสำเร็จ อยากจะทำงานเพราะคิดว่าการทำงานคือความสำเร็จ ทำในสิ่งที่อยากจะเป็น อย่างน้อยก็จะได้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อในสิ่งที่อยากได้
         แต่พอเริ่มทำงานจริงๆสิ่งที่คิดไว้กับสิ่งที่เป็นจริงดูเหมือนจะเดินสวนทางกัน ความฝันอันสวยหรูในวัยเด็กมักจะถูกเผาไหม้ให้มอดมลายไปในวัยทำงาน เพราะคนในวัยนี้มีแต่เวลาทำงาน ไม่ค่อยมีเวลาในการสร้างความฝัน วันเวลามักจะซ้ำรอยเดิม ตื่นเช้าเดินทางไปทำงานเพื่อหนีรถติด พบแต่คนเดิมๆอาจจะมีเด็กใหม่เข้ามาบ้าง แต่ไม่นานเด็กเหล่านั้นก็ถูกวัฒนธรรมองค์กรกลืนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ลักษณะงานทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อจะได้ทำงานได้สะดวก ความคิดความฝันที่เคยวาดหวังไว้ก็ถูกกลืนหายไปกับองค์กร ในช่วงนี้ไม่ได้คำนึงถึงเวลาว่าจะเดินช้าหรือเดินเร็ว เพราะงานเป็นตัวกำหนด ต้องทำงานให้ทันตามกำหนดเวลา

         มาถึงช่วงเวลาหนึ่งเมื่อรู้สึกว่าเวลาเดินเร็ว ก็ใกล้วัยเกษียณแล้ว สิ่งที่เคยฝันเคยคิดไว้ในวัยเด็กบางอย่างยังไม่ได้ทำ เพราะการทำงานในหน้าที่แย่งชิงความฝันไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้นใครบางคนเมื่อถึงเวลาพักจึงต้องย้อนกลับไปคิดถึงความฝันในสมัยเด็กอีกครั้ง  บางอย่างก็สายเกินไปที่จะกลับไปทำตามความฝัน แต่บางอย่างไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น
         “หลวงพ่อครับ ปีนี้หลวงพ่อไม่ไปดูบั้งไฟพญานาคหรือครับ” เสียงของอุบาสกคนหนึ่งเอ่ยทักเมื่อเดินผ่านกุฏิเจ้าอาวาส
         มองซ้ายมองขวานึกว่าคงมีพระภิกษุชรารูปใดรูปหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นมีใคร จึงหันหน้ากลับไปยิ้มแห้งๆ อุบาสกคนนั้นคงถามตัวเราเอง
         “หลวงพ่อว่าปีนี้จะมีบั้งไฟพญานาคไหมครับ” อุบาสกคนเดิมยังสำทับคำถามมาอีก

         เมื่อแน่ใจว่า “หลวงพ่อ” ที่เขาเรียกคงไม่ใช่ใครอื่น คงเป็นอดีต “หลวงพี่” เมื่อสามสิบปีก่อน เวลาผ่านไปสามสิบกว่าปี หลวงพี่ที่เคยหนุ่มก็กลับกลายมาเป็น “หลวงพ่อ” แม้จะฟังดูบาดลึกเข้าไปถึงหัวใจก็ตามทีเถิด แต่ก็หนีความจริงไปไม่พ้น วันเวลาผ่านไป วัยและชีวิตก็เดินเข้าใกล้ความชรา นี่เป็นธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย อีกไม่นานก็ต้องจากโลกนี้ไปเหมือนกับทุกคนที่เกิดมาดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ กลายเป็นคนที่เคยอยู่ในโลกในช่วงเวลาหนึ่ง
         จึงบอกว่า “ตรงกับวันปวารณาออกพรรษาพอดี รุ่งขึ้นยังเป็นวันตักบาตรเทโวโรหณะ คงไม่ได้ไปไหน”
         เมื่อเดินจากไปก็กลับมาคิดว่าอุบาสกคนที่ถามเป็นใครแต่ก็จำไม่ได้ว่าเขาชื่ออะไร แต่เคยเห็นบ่อยๆเมื่อทางวัดมีงาน อุบาสกมักจะมาช่วยงานวัดเสมอ วันเวลาผ่านไป เมื่อชรามาเยือนความจำก็น้อยลง คนที่เคยพบเคยเห็นบางคนจำได้แต่หน้า แต่จำชื่อไม่ได้ สภาวะแห่งชราเป็นความทุกข์เป็นทุกข์ประการหนึ่ง ได้มาพร้อมกับความเกิดที่เรียกว่าชาติ ชาติ(เกิด)ก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ ดังที่แสดงไว้ในสติปัฏฐานสูตร     มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (บาลี 12/146/117) ความว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้ชาติก็เป็นทุกข์ แม้ชราก็เป็นทุกข์ แม้มรณะก็เป็นทุกข์ แม้โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็เป็นทุกข์ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้น ก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์”    

         มีคำอธิบายเกี่ยวกับชราในสูตรเดียวกันไว้ว่า “ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังย่นความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ อันนี้ เรียกว่า “ชรา”
         หันกลับมามองตัวเราเองฟันหลุดไปหลายซี่แล้ว ผมก็มีสีขาวขึ้นแซมมากขึ้น หนังก็เหี่ยวย่น ความคิดก็ช้าความจำก็เลือน วันเวลาแต่ละวันย่อมหมุนไปไม่เคยหยุดนิ่ง วัยของมนุษย์ก็เฉกเช่นเดียวกันย่อมสิ้นไปตามคืนและวัน ดังที่แสดงไว้ในอุปปถสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (บาลี 15/173/52)   “วัยสิ้นไปตามคืนและวัน” แปลมาจากภาษาบาลีว่า “วโย รตฺตินฺทิวกฺขโย”

          วันเวลาคงหมุนไปตามปกติเหมือนเมื่อครั้งที่เรายังเป็นเด็ก ที่เคยคิดว่าเวลาเดินช้า เพราะความรู้สึกของเด็กมองไปข้างหน้า จึงมักจะคิดไปก่อนเวลา มองหาอนาคตเพราะอนาคตคือความหวัง  แต่พอเดินเข้าสู่วัยชรา คนในวัยนี้ไม่อยากมองไปข้างหน้า จึงมักจะมองย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านไปแล้ว มุมมองของคนสองวัยจึงต่างกัน เด็กมองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง ส่วนคนในวัยชรา มองย้อนกลับไปข้างหลังด้วยความสุข

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
06/10/57

Go to top