Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันออกพรรษาแล้ว งานบุญที่จะตามมาตามประเพณีของชาวพุทธคืองานทอดกฐินถือเป็นบุญใหญ่ เป็นกาลทาน ปีหนึ่งมีครั้งเดียว แต่ละวัดก็จะมีสิทธิ์รับกฐินได้ปีละครั้ง  เมื่อครั้งที่ไปงานทอดกฐินที่จังหวัดยโสธร ตามปกติแล้วเจ้าอาวาสมักจะเป็นผู้ที่ได้ฉันทานุมัติจากพระภิกษุสามเณรที่อยู่จำพรรษาครบไตรมาสให้เป็นองค์รับกฐิน แต่ทว่าในงานกฐินวันนั้น ผู้ที่รับผ้ากฐินไม่ใช่เจ้าอาวาสแต่เป็นพระลูกวัดรูปหนึ่ง เจ้าอาวาสทำหน้าที่เป็นเพียงประธานในงาน ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิ์ในการรับกฐินเลย

            เมื่อมีเวลาว่างจึงได้สอบถามท่านเจ้าอาวาส ท่านบอกว่า “ปีที่แล้วผมสร้างพระอุโบสถเสร็จสมบูรณ์ จัดงานฉลองพระอุโบสถเสร็จชาวบ้านก็นิมนต์ให้ไปจำพรรษาที่วัดอื่น เขาบอกว่าการสร้างพระอุโบสถเป็นบุญใหญ่ ต้องย้ายที่อยู่ หากอยู่ประจำที่มักจะทำให้ผู้เป็นประธานมีอายุสั้น ผมก็ไม่ค่อยเชื่อแนวความคิดนี้ แต่เพื่อความสบายใจของชาวบ้านผมจึงต้องไปจำพรรษาที่วัดอื่น ส่วนการทำหน้าที่เจ้าอาวาสก็ได้มอบหมายให้พระรูปอื่นทำหน้าที่แทน รูปที่รับกฐินในวันนี้นั่นแหละครับ ท่านอาจารย์มหามีความคิดในเรื่องนี้อย่างไรครับ”
            จากผู้ถามก็กลับกลายมาเป็นผู้ตอบในบัดดล จึงบอกว่า “ผมก็ไม่ค่อยเชื่อถือนักในแนวความคิดแบบนี้ คนจะอายุยืนหรืออายุสั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการทำบุญ คนที่ทำบุญไว้มากน่าจะมีอายุยืนมากกว่า แต่ก็อย่างว่าความเชื่อบางอย่างชาวบ้านเคยประสบพบเห็นมา เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์และเรื่องเล่าขาน จนกลายมาเป็นความเชื่อ ดังนั้นก็ไม่ควรมองข้ามภูมิปัญญาของชาวบ้าน อีกอย่างคนที่มีความสามารถจนสามารถสร้างศาสนวัตถุที่สำคัญจนสำเร็จได้นั้นย่อมมีสถานที่อื่นต้องการให้ไปพัฒนา”

            อดีตเจ้าอาวาสบอกว่า “ผมเป็นพระประเภทชอบก่อสร้าง อยู่เฉยๆไม่ได้มักจะเกิดเจ็บป่วยอยู่เป็นประจำ แต่พอลงมือก่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สุขภาพมักจะแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย ผมจึงต้องหางานทำ และงานที่ผมถนัดก็คือการก่อสร้าง วัดใหม่ที่ผมไปอยู่จำพรรษาก็กำลังสร้างพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ใหญ่ ตอนนี้เริ่มต้นแล้ว คาดว่าอีกสักสองสามปีก็จะมีงานฉลองอีกครั้ง ตอนนั้นผมก็คงต้องย้ายวัดจำพรรษาอีกที ชีวิตดำเนินไปในทำนองนี้แหละครับ ทำให้ผมอยู่ในศาสนาได้ จนปัจจุบันได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว”
            จึงบอกว่า “ผมไม่ถนัดในงานนวกรรมหรือการก่อสร้าง แต่ถนัดในเรื่องของการศึกษา จึงเรียนไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีแรงที่จะเรียน แม้ปัจจุบันก็ยังเรียนไม่จบ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมอยู่ในศาสนาได้เหมือนกัน  เรื่องอย่างนี้ทางใครทางมัน เลือกทำในสิ่งที่ตนถนัดหรือในสิ่งที่ตนรักเป็นทางแห่งความสำเร็จได้”
            อดีตเจ้าอาวาสย้อนกลับมาที่เรื่องที่เริ่มต้นสนทนาอีกครั้งว่า “เรื่องของการทำบุญใหญ่แล้วต้องย้ายที่อยู่นั้น ท่านอาจารย์มหามีที่มาในพระไตรปิฎกไหมครับ”
            จึงบอกว่าในพระไตรปิฎกมีเพียงคาถาสั้นๆ แต่มีคำอธิบายในอรรถกถา เป็นเรื่องที่นักเรียนบาลีจะต้องศึกษา ผมพอจะจำได้บ้าง

            ในอรรถกถาขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 3  หน้าที่ 419-423  สรุปความว่า “ในเมืองพาราณสีมีชายคนหนึ่งนามว่า “นันทิยะ” เป็นคนใจบุญ ชอบทำบุญบริจาคทานเป็นนิตย์ เขาเป็นมหาทานบดีเตรียมตั้งทานสำหรับภิกษุสงฆ์และเริ่มตั้งค่าอาหารแม้สำหรับคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ไว้ที่ประตูเรือน ในกาลต่อมา เขาฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา  กำหนดอานิสงส์ในการถวายอาวาสได้แล้วให้ทำศาลา 4 มุข ประดับด้วยห้อง  4 ห้อง  ในมหาวิหารในป่าอิสิปตนะแล้วให้ลาดเตียงและตั่งเป็นต้น  เมื่อจะมอบถวายอาวาสนั้นได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขแล้วถวายน้ำทักขิโณทกแด่พระตถาคตปราสาททิพย์สำเร็จโดยรัตนะ 7 ประการ   สมบูรณ์ด้วยหมู่นารี มีประมาณ 12 โยชน์ในทิศทั้งปวง เบื้องบนสูงประมาณ  100 โยชน์ผุดขึ้นในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยการตั้งน้ำทักขิโณทก ในพระหัตถ์ของพระศาสดาทีเดียว
            วันหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระไปสู่ที่จาริกในเทวโลกยืนอยู่แล้วในที่ไม่ไกลจากปราสาทนั้น    ถามเทวบุตรทั้งหลายซึ่งมาสู่สำนักของตนว่า  “ปราสาททิพย์ เต็มด้วยหมู่นางอัปสรนั่น เกิดแล้วเพื่อใคร”

            พวกเทวบุตรนั้นเมื่อจะบอกเจ้าของวิมานแก่พระเถระนั้นจึงกล่าวว่า  “ท่านผู้เจริญ   วิมานั่นเกิดแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุตรคฤหบดีชื่อนันทิยะ  ผู้สร้างวิหารถวายพระศาสดาในป่าอิสิปตนะ”  
            ฝ่ายหมู่นางอัปสร เห็นพระเถระนั้นแล้ว ลงจากปราสาทกล่าวว่า  “ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันเกิดในที่นี้ด้วยหวังว่าจักเป็นนางบำเรอของนายนันทิยะ   แต่เมื่อไม่พบเห็นนายนันทิยะนั้นเป็นผู้ระอาเหลือเกิน ด้วยว่าการละมนุษยสมบัติแล้วถือเอาทิพยสมบัติก็เช่นกับการทำลายถาดดินแล้วถือเอาถาดทองคำฉะนั้น   พระผู้เป็นเจ้าพึงบอกเขา เพื่อประโยชน์แก่การมา ณ ที่นี้                 
            เมื่อพระมหาโมคคัลลานะกลับมาจากเทวโลกนั้นแล้ว เขาไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า “พระเจ้าข้าทิพยสมบัติย่อมเกิดแก่บุคคลผู้ทำความดีที่ยังอยู่มนุษย์โลกนี่เองหรือหนอแล”
            พระศาสดาตรัสว่า  “โมคคัลลานะ  ทิพยสมบัติที่เกิดแล้วแก่นายนันทิยะในเทวโลก   อันเธอเห็นแล้วเองมิใช่หรือไฉนจึงถามเราเล่า”
            พระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า  “ทิพยสมบัติเกิดได้อย่างนั้นหรือ พระเจ้าข้า”

           พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า   โมคคัลลานะ   เธอพูดอะไรนั่น   เหมือนอย่างว่า   ใคร ๆ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนเห็นบุตรพี่น้องผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน กลับมาแต่ถิ่นที่จากไปอยู่  พึงมาสู่เรือนโดยเร็ว บอกว่าคนชื่อโน้นมาแล้ว  เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกญาติของเขาก็ยินดีร่าเริงแล้วออกมาโดยขมีขมัน    พึงยินดียิ่งกะผู้นั้นว่า  “พ่อ มาแล้ว  พ่อมาแล้ว” ฉันใด  เหล่าเทวดาต่างถือเอาเครื่องบรรณาการอันเป็นทิพย์  10 อย่างต้อนรับด้วยคิดว่า   “เราก่อน  เราก่อน” แล้วย่อมยินดียิ่งกะสตรีหรือบุรุษ    ผู้ทำความดีไว้ในโลกนี้    ซึ่งละโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้าฉันนั้นเหมือนกัน”  จากนั้นได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ปิยวรรค ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท (25/24/45) ความว่า
                            จิรปฺปวาส   ปุริสํ                ทูรโต   โสตฺถิมาคตํ
                            ญาตี   มิตฺตา  สุหชฺชา  จ    อภินนฺทนฺติ  อาคตํ
                            ตเถว    กตปุญฺญมฺปิ           อสฺมา  โลกา  ปรํ  คตํ
                            ปุญฺญาานิ   ปฏิคณฺหนฺติ      ปิยํ  ญาตีว  อาคตํ ฯ

            แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า  “ญาติ  มิตร และคนมีใจดีทั้งหลาย   เห็นบุรุษผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน มาแล้วแต่ที่ไกลโดยสวัสดีย่อมยินดียิ่งว่า   “มาแล้ว”  ฉันใด  

           บุญทั้งหลายก็ย่อมต้อนรับแม้บุคคลผู้กระทำบุญไว้ซึ่งไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า  ดุจพวกญาติเห็นญาติที่รักมาแล้ว  ต้อนรับอยู่  ฉันนั้นเหมือนกัน” 
          คำอธิบายในอรรถกถาอธิบายเพิ่มเติมว่า  “บุญทั้งหลายตั้งอยู่ในฐานะดุจมารดาบิดา  นำเครื่องบรรณาการ 10 อย่างนี้คือ “อายุ  วรรณะ  สุขยศ  ความเป็นอธิบดีอันเป็นทิพย์  รูป เสียง กลิ่น รส  โผฏฐัพพะ  อันเป็นทิพย์  เพลินยิ่งอยู่  ชื่อว่าย่อมรับรองบุคคลแม้ผู้ทำบุญไว้แล้ว   ซึ่งไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า”
          นันทิยะอุบาสกทำบุญใหญ่สร้างศาลาถวายพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ สร้างศาสนวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา เมื่อทำการฉลองศาลาเสร็จสิ้น ปราสาทอันเป็นทิพย์ก็อุบัติขึ้นรอในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าเทพยดา เทพธิดาต่างก็เฝ้ารอการมาของนันทิยะซึ่งยังมีอัตภาพเป็นมนุษย์ ยังมีลมหายใจ หากเสียชีวิตลงในขณะนั้นก็จะได้ไปอุบัติในวิมานบนเทวโลกนั้น คงเพราะเล่าขานที่พระอรรถกถาจารย์รจนาไว้อย่างนี้ จึงเกิดเป็นแนวความเชื่อว่าหากใครทำบุญใหญ่แล้วให้ย้ายที่อยู่ใหม่ ไปทำบุญอย่างอื่นต่อไป จะทำให้มีอายุยืนยาวขึ้น อีกอย่างชาวบ้านมีประสบการณ์จริงจากเหตุการณ์ของคนหลายคนจึงประมวลเป็นความเชื่อของชาวบ้าน บางอย่างเชื่อชาวบ้านไว้ก็ไม่เสียหายแต่ประการใด ความคิดของมนุษย์ทุกคนคงอยากจะมีอายุยืน ในขณะที่เทวดาก็รอต้อนรับผู้ใจบุญ  เหมือนญาติที่รอต้อนรับญาติมิตรที่จากกันไปนานฉะนั้น

            ก่อนจากกันได้ยินเสียงอดีตเจ้าอาวาสซึ่งได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสอีกครั้งหลังงานทอดกฐินเสร็จสิ้น “ปีต่อไปผมจะสร้างเจดีย์ครับ นิมนต์ท่านอาจารย์มหามาช่วยกันทำบุญนะครับ” คนใจบุญย่อมปรารถนาจะสร้างบุญกุศลอยู่เสมอ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
25/09/57

Go to top