Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            เช้านี้ที่ศาลายา นครปฐม มีภารที่จะต้องเดินทางไปสอนหนังสือตั้งแต่เช้า ท้องฟ้ากำลังโปร่งมีแสงแดดส่อง บนพื้นบางแห่งยังมีน้ำขัง หลังจากที่คืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก ตามธรรมดาหลังฝนตกท้องฟ้าย่อมแจ่มใส เนื่องจากมีงานสอนภาคเช้าจึงเดินทางมาทำหน้าที่สอนตามปกติ แต่ทว่าบังเอิญว่านักศึกษามีกิจกรรมที่จะต้องเข้าร่วม จึงขออนุญาตงดการเรียนหนึ่งวัน แต่เมื่อเดินทางมาแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร จึงถือกล้องเดินเล่นรอบๆมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ฝั่งทิศใต้ซึ่งเป็นที่นาของชาวบ้าน นาข้าวกำลังออกรวงพอดี เมล็ดข้าวยังอ่อนยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว รวงข้าวบางรวงหนักโน้มถึงลงโลมดิน

            เดินเล่นตามคันนาถ่ายภาพนาข้าวและต้นข้าวที่มีสีเขียวสดใส มองแล้วชื่นตาชื่นใจ เพราะอาชีพเดิมของผู้เขียนก็คือชาวนา เคยทำนามาตั้งแต่เล็กจนโต พอมีความรู้เรื่องการทำนาอยู่บ้าง หากว่าเมื่อไหร่ไม่มีอะไรให้ทำก็พอจะกลับไปยึดอาชีพเป็นชาวนาเหมือนกับที่บรรพบุรุษเคยปฏิบัติกันมาช้านาน

            แต่เนื่องระบบการศึกษาในเมืองไทย ไม่ค่อยเอื้อให้คนที่มีอาชีพชาวนาได้เรียนทางการเกษตรสักเท่าไหร่ ถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยลูกชาวนามักจะสอบไม่ค่อยผ่านในสาขาที่อยากเรียน ผู้เขียนจึงไม่มีโอกาสได้เรียนวิชาการทำนาจากมหาวิทยาลัยแห่งใดเลย นอกจากมหาวิทยาลัยชาวบ้าน มีพ่อเป็นครูสอน มีแม่เป็นผู้ให้คำแนะนำ จึงพอจะมีความรู้ในการทำนาอยู่บ้าง
            จากนั้นไม่นานก็ศึกษามาทางด้านปรัชญาศาสนา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับวิชาการทำนาแต่ประการใด เมื่อเรียนจบจึงเป็นอาจารย์สอนทางด้านศาสนาปรัชญา นานๆจึงจะมีโอกาสได้เดินเล่นในท้องนาสักครั้ง ส่วนมากเพียงแค่นั่งรถผ่าน
            วันนั้นมีเวลาว่างจึงเดินเล่นในท้องนาของชาวบ้าน กำลังถ่ายภาพต้นข้าวและฝูงนกที่ลงมาเล่นในนาข้าว ก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีเสียงทักว่า “หลวงพ่อมาทำอะไรครับ” เมื่อหันไปตามเสียงทักจึงได้เห็นชาวนาที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่ในทุ่งนาข้าว

            “อาตมามาเดินเล่น ขออนุญาตถ่ายภาพต้นข้าวและท้องนาหน่อยนะ จะเอาไปดูเล่น”
            “เชิญตามสะดวกเลยครับ ปีนี้ข้าวไม่ค่อยงาม วัชพืชก็มาก แต่ระวังงูหน่อยนะครับ ที่นี่งูเยอะ”
            พอได้ยินคำว่า “งู” ก็ต้องรีบมองดูเท้า ว่ามีงูมาอยู่ทักทายหรือไม่
            จากนั้นเสียงเจ้าของที่นาก็เงียบหายไป เพราะง่วนอยู่กับการทำงานในที่นา  แต่ผ่านไปสักพักก็ได้ยินเสียงเพลงจากปากของชาวนาคนนั้นแว่วมา “นาดีดีควรใช้ข้าวปลูกพันธ์ดี ข้าวปลูกไม่ดีจะทำให้เสียที่นา เก็บเกี่ยวไปขายไม่ได้ราคาเสียเวล่ำเวลาเสียที่นาไปฟรีๆ…. แตร่ แต่ แต่แต่ แต่ แต้ แต่แตร” เขาให้ทำนองปากเปล่าไปด้วย ชวนให้อยากร้องตาม
            เพลงนี้เก่ามากแล้ว หากจำไม่ผิดชื่อเพลงคือ “รักกับพี่ดีแน่” เป็นเสียงร้องของดำ แดนสุพรรณ เคยฟังและร้องเล่นๆสมัยเป็นเด็ก เป็นการนำเอาหลักการทำนามาอธิบายในบทเพลงได้อย่างแนบเนียน นอกจากนั้นยังบรรยายลักษณะของคนดีเหมือนนาดีและข้าวปลูกพันธุ์ดี ได้ฟังแล้วก็ต้องแอบยิ้มในใจ เพลงไม่มีเสียงดนตรี แต่กลับรับรู้ได้ถึงความไพเราะ

            ในพระพุทธศาสนาได้เปรียบที่นากับพระอรหันต์ หากลักษณะของที่นาที่ดีย่อมให้ผลดี หากพระสงฆ์ดีเมื่อทายกถวายทานย่อมได้รับผลดี ดังที่แสดงไว้ในเขตตูปมาเปตวัตถุ ขุททกนิกายเปตวัตถุ(26/86/145) ความว่า “พระอรหันต์ทั้งหลายเปรียบด้วยนา ทายกทั้งหลายเปรียบด้วยชาวนาไทยธรรมเปรียบด้วยพืช ผลทานย่อมเกิดแต่การบริจาคไทยธรรมของทายกและปฏิคคาหกผู้รับ พืชที่บุคคลหว่านลงในนานั้น ย่อมเกิดผลแก่เปรตทั้งหลายและทายกเปรตทั้งหลายย่อมบริโภคผลนั้น ทายกย่อมเจริญด้วยบุญ ทายกทำกุศลในโลกนี้แล้ว อุทิศให้เปรตทั้งหลาย ครั้นทำกรรมดีแล้วย่อมไปสวรรค์”
            ในอรรถกถาเขตตูปมาเปตวัตถุ เล่ม 2 ภาค 2 หน้า 6 มีเนื้อความโดยสรุปว่า “พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมปรารภบุตรเศรษฐีคนหนึ่ง เนื่องจากมีทรัพย์สมบัติมาก พ่อแม่จึงไม่ได้ส่งให้ศึกษาศิลปวิทยาอะไร เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มจึงหาภรรยาให้ เมื่อบิดามาดาเสียชีวิตเขาก็ได้ใช้จ่ายทรัพย์เที่ยวกินตามใจชอบ ในที่สุดเงินก็หมด เมื่อได้รับคำชักชวนจากพวกโจรจึงกลายเป็นโจรเที่ยวปล้นชาวบ้าน วันหนึ่งถูกจับได้ ราชบุรุษกำลังนำไปสู่ที่ประหาร ขณะนั้นหญิงงามเมืองคนหนึ่งจำเขาได้จึงส่งขนมต้ม(น่าจะเป็นข้าวต้มมัด) สี่ชิ้นพร้อมด้วยน้ำดื่มไปให้ดื่มกินก่อนถูกประหาร

            ในขณะนั้นพระมหาโมคคัลลานะเดินสวนทางมาพอดี ชายคนนั้นจึงได้ถวายข้าวต้มมัดและน้ำดื่มแด่พระมหาโมคคัลลานะ ในที่สุดเขาก็ถูกประหารเพราะผลบุญแห่งการถวายข้าวต้มมัดและน้ำดื่มแก่พระเถระจึงทำให้ไปเกิดเป็นรุกขเทวดาที่ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง
            เมื่อมีที่นาที่ดี ชาวนาเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ในการทำนา และได้ข้าวกล้าพันธุ์ดี  ข้าวกล้าในนาก็งอกงามอุดมสมบูรณ์ดี เหมือนกับการทำบุญหากทายกผู้ให้ทานมีเจตนาดี มีไทยธรรมที่ได้มาจากการประกอบการงานอันสุจริต และได้ถวายทานแด่พระอรหันต์ผู้บริสุทธิ์ ผลที่ได้รับย่อมมีมาก

            เมื่อถ่ายภาพได้ตามที่ต้องการแล้วก็เดินกลับจากทุ่งนา ชาวนาเจ้าของที่นายังคงทำงานอยู่กลางนาข้าวเหมือนเดิม ได้ยินเสียงขับขานบทเพลงท่อนสุดท้ายว่า  “ตัวพี่เองใช่คุยเก่งครับผมเหมือนข้าวพันธุ์ผสมกรมการข้าจัดมา ให้พี่เป็นข้าวให้สาวเป็นนา ผลิตผลเกิดมาจะได้เป็นพลเมืองดี”  เสียงเพลงจากสำเนียงเสียงขับขานของชาวนาคนนั้นแว่วมาอีกครั้ง คงเป็นเพลงประจำตัวที่ร้องไม่มีวันจบ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
04/08/57

Go to top