Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

          ประเทศไทยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปีพุทธศักราช 2557 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศสืบต่อไป เป็นอันว่าบัดนี้ประเทศไทยได้มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีตัวจริงเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่บริหารประเทศชาติให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ก็ต้องรอดูฝีมือการบริหารของเหล่าบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายว่าจะทำงานได้ตามที่ประชาชนคาดหวังไว้ได้มากน้อยแค่ไหน จะคืนความสุขให้ประชาชนไปอีกนานเท่าใด

          เมื่อไล่เรียงรายชื่อของคณะรัฐมนตรีทั้ง 32 คนแล้ว ปรากฎว่ามีทหารและตำรวจเป็นรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการรวมกันแล้วถึง 12 คน รัฐมนตรีที่น่าจับตามองกระทรวงหนึ่งคือกระทรวงศึกษาธิการ ปรากฏว่าเป็นทหารถึง 3 คน ส่วนอีกคนหนึ่งคนในวงการศึกษารู้จักกันดีเพราะเคยทำหน้าที่ในสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษามาก่อน น่าจะเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการศึกษามากที่สุดในเหล่าบรรดารัฐมนตรีทั้ง 4 ท่านนั่น ก็ต้อรอดูผลงานกันต่อไป
          ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายจะทำหน้าที่บริหารประเทศให้ดำเนินไปสู่ทิศทางแห่งความเจริญก้าวหน้า นัยว่าประเทศชาติหยุดชะงักในการพัฒนามานานพอสมควรแล้ว ประชาชนตั้งความหวังไว้กับท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้งหลายว่าจะคืนความสุขให้ประชาชนได้เร็วที่สุด ตามปกติทหารมีหน้ารบทัพจับศึก ไม่ได้มีหน้าที่ในการบริหารบ้านเมืองโดยตรง แต่ในยามที่บ้านเมืองเกิดภาวะแตกแยกทางความคิด ทหารจึงได้เข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ   

          การทำงานนั้นต้องใช้คนให้เหมาะกับงาน ดังที่มีภาษิตแสดงไว้ในมหาสารชาดก ขุททกนิกาย (31/92/30) ความว่า “ยามคับขันย่อมปรารถนาผู้กล้าหาญ ยามปรึกษาการงาน ย่อมปรารถนาคนไม่พูดพล่าม  ยามมีข้าวน้ำ ย่อมปรารถนาคนเป็นที่รักของตน ยามต้องการเหตุผล ย่อมปรารถนาบัณฑิต”
          แปลมาจากภาษาบาลีว่า “อุกฺกฏฺเฐ สูรมิจฺฉนฺติ       มนฺตีสุ อกุตูหลํ                 
                                          ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ       อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตนฺติ ฯ 

          ภาษิตมีคำอธิบายขยายความไว้ในอรรถกถามหาสารชาดก ขุททกนิกาย เอกนิบาตชาดก เล่ม 3 ภาค 2 หน้าที่ 325 สรุปความว่า “ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เรียนจบศิลปศาสตร์ทุกอย่างแล้ว ได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้นแหละ อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสู่พระอุทยาน ด้วยบริวารเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวไปสู่ละแวกป่า แล้วทรงพระประสงค์จะทรงอุทกกีฬา เสด็จลงสู่สระโบกขรณีอันเป็นมงคล รับสั่งเรียกแม้นางใน พวกสตรีต่างก็เปลื้องอาภรณ์มีเครื่องประดับศีรษะและประดับคอเป็นต้น ใส่ในผ้าห่มวางไว้บนหลังหีบ มอบให้ทาสีทั้งหลายรับไว้ แล้วพากันลงสู่โบกขรณี

          ครั้งนั้นนางลิงอยู่ในสวนตัวหนึ่งนั่งเจ่าเหนือกิ่งไม้ เห็นพระเทวีทรงเปลื้องเครื่องประดับทรงใส่ไว้ในผ้าทรงสพัก แล้วทรงวางไว้หลังพระสมุค นึกอยากจะแต่งสร้อยมุกดาหารของพระนาง นั่งจ้องดูความเผลอเลอของนางทาสีอยู่ ฝ่ายนางทาสีผู้เฝ้า ก็มัวนั่งมองดูในที่นั้นอยู่ เลยง่วงหลับไป นางลิงรู้ความที่นางทาสีประมาท โดดลงโดยรวดเร็วปานลมพัด สอดสวมสร้อยมุกดาหารใหญ่ที่คอ แล้วโดดขึ้นรวดเร็วปานลมเหมือนกัน กลับนั่งเหนือกิ่งไม้ กลัวนางลิงตัวอื่นๆ จะเห็น จึงซุกไว้ที่โพรงไม้แห่งหนึ่ง แสร้งทำเป็นเหมือนสงบเสงี่ยม นั่งเฝ้าเครื่องประดับนั้นไว้
          ฝ่ายนางทาสีนั้นเล่า ตื่นขึ้นไม่เห็นมุกดาหาร ก็ตัวสั่น ครั้นไม่เห็นอุบายอื่น ก็ต้องตะโกนว่า คนแย่งมุกดาหารของพระเทวีหนีไปแล้ว พวกมนุษย์ที่เฝ้าแหน ประชุมกันตามตำแหน่งนั้นๆ ครั้นได้ยินคำของนาง ก็กราบทูลแด่พระราชา พระราชารับสั่งว่า พวกท่านจงจับโจรให้ได้ พวกราชบุรุษทั้งหลายก็พากันออกจากพระราชอุทยาน กล่าวว่า พวกท่านจงจับโจร จงจับโจร พากันค้นหาทางโน้น ทางนี้

          ขณะนั้น บุรุษผู้กระทำพลีกรรมชาวชนบทคนหนึ่ง ได้ยินเสียงนั้น ก็หวั่นหวาดวิ่งหนี พวกราชบุรุษเห็นเข้าก็กวดตามไปว่า คนนี้เป็นโจร จับเขาได้ โบยพลางตวาดพลาง เฮ้ย ไอ้โจรชั่ว มึงกล้าลักเครื่องประดับชื่อมหาสารอย่างนี้เทียวนะ เขาคิดว่า ถ้าเราจักบอกว่า ฉันไม่ได้เอาไป วันนี้คงไม่รอดชีวิต พวกราชบุรุษคงโบยเราเรื่อยไปจนถึงตาย จำเราต้องรับ เขาจึงบอกว่า นายขอรับกระผมนำไปเอง ทีนั้น พวกราชบุรุษก็พากันมัดเขา นำมาสู่สำนักพระราชา
          ฝ่ายพระราชาตรัสถามว่า เครื่องประดับมีค่ามาก เจ้าลักไปหรือ? กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เป็นความจริง พระเจ้าข้า รับสั่งถามว่า บัดนี้ เอาไปไว้ที่ไหน? บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่มีค่ามาก แม้เตียงตั่ง ข้าพระองค์ก็ไม่เคยเห็น แต่ท่านเศรษฐีบอกให้ข้าพระองค์ลักเครื่องประดับมีค่ามากนั้น ข้าพระองค์จึงลักเอาไป แล้วมอบให้ท่านไป ท่านเศรษฐีนั่นแหละถึงจะรู้  พระราชารับสั่งให้หาท่านเศรษฐีมาเฝ้า รับสั่งถามว่า เครื่องประดับมีค่ามาก ท่านรับเอาจากมือคนนี้ไว้หรือ? เศรษฐีกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ รับสั่งถามว่า ท่านเอาไว้ที่ไหนเล่า? กราบทูลว่า ให้ท่านปุโรหิตไปแล้ว พระเจ้าข้า รับสั่งให้เรียกปุโรหิตแม้นั้นมาเฝ้า รับสั่งเช่นนั้นแหละ ถึงท่านปุโรหิตเองก็รับ แล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้แก่คนธรรพ์ไปแล้ว รับสั่งให้เรียกคนธรรพ์มาเฝ้า รับสั่งถามว่า เจ้ารับเอาเครื่องประดับมีค่ามากไปจากมือปุโรหิต หรือ? กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ รับสั่งถามว่า เอาไว้ที่ไหน? กราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้แก่นางวัณณทาสีไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งกิเลส รับสั่งให้เรียกนางวัณณทาสีมา ตรัสถามนางกราบทูลว่า กระหม่อมฉันมิได้รับไว้

          เมื่อสอบถามคนทั้ง 5 กว่าจะทั่ว ดวงอาทิตย์ก็อัสดง พระราชารับสั่งว่า บัดนี้ มืดค่ำเสียแล้ว เราจักต้องรู้เรื่องในวันพรุ่งนี้ มอบคนทั้ง 5 เหล่านั้นแก่พวกอำมาตย์ แล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร
          พระโพธิสัตว์ดำริว่า เครื่องประดับนี้หายในวงภายใน ส่วนคฤหบดีนี้เป็นคนภายนอก การเฝ้าประตูเล่าก็เข้มแข็ง เหตุนั้น แม้จะเป็นคนอยู่ข้างในลักเครื่องประดับนั้น ก็ไม่อาจหนีรอด เมื่อเป็นเช่นนี้ ลู่ทางที่คนข้างนอกจะลักก็ดี ที่คนรับใช้ในสวนจักลักก็ดี ไม่มีวี่แววเลย คำที่ทุคคตมนุษย์นี้กล่าวว่า ข้าพระองค์ให้เศรษฐีไปแล้ว ต้องเป็นคำกล่าวเพื่อเปลื้องตน ถึงที่เศรษฐีกล่าวว่าให้แก่ปุโรหิตเล่า จักเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราต้องร่วมกันสะสาง แม้ที่ท่านปุโรหิตกล่าวว่า ให้คนธรรพ์ไปแล้ว ก็คงเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราต้องอาศัยคนธรรพ์ จักพากันอยู่สบายในเรือนจำ ที่คนธรรพ์พูดว่าให้นางวัณณทาสีไปแล้ว ก็จักเป็นอันกล่าวเพราะคิดว่า พวกเราจักไม่ต้องนึกกระสันอยู่ แม้ทั้ง 5 คนเหล่านี้คงไม่ใช่โจรทั้งนั้น ในอุทยานมีลิงเป็นอันมาก อันเครื่องประดับคงตกอยู่ในมือนางลิงตัวหนึ่งเป็นแน่ พระโพธิสัตว์จึงเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ขอได้โปรดทรงพระกรุณามอบโจรเหล่านั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะชำระเรื่องนั้นเอง พระเจ้าข้า
          พระราชารับสั่งว่า ดีแล้ว พ่อบัณฑิต เธอจงชำระเถิด แล้วทรงมอบคนเหล่านั้นแก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ให้เรียกคนใช้ผู้ชายของตนมา ให้คนทั้ง 5 ไปอยู่ในที่แห่งเดียวกันทั้งหมด กระทำการควบคุมโดยสงบ สั่งให้แอบฟังว่า พวกนั้นพูดคำใดกันบ้าง เจ้าทั้งหลายจงบอกคำนั้นแก่เรา แล้วหลีกไป พวกคนเหล่านั้นก็ได้กระทำอย่างนั้นแล้ว

          ครั้นถึงเวลาที่พวกมนุษย์สนทนากัน ท่านเศรษฐีกล่าวกะคฤหบดีนั้นว่า เฮ้ย! ไอ้คฤหบดีชั่ว มึงเคยพบกู หรือกูเคยพบมึงในครั้งไหน มึงให้เครื่องประดับกูเมื่อไร? คฤหบดีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาเศรษฐีผู้เป็นเจ้านาย ผมไม่รู้จักสิ่งที่ชื่อว่า มหาสาร จะเป็นเตียงตั่งที่มีเท้าทำด้วยแก่นไม้ ก็ไม่รู้จัก ที่ได้พูดอย่างนั้น เพราะคิดว่า จักอาศัยท่านได้ความรอดพ้น โปรดอย่าโกรธผมเลย ขอรับ
          แม้ปุโรหิตก็พูดกับท่านเศรษฐีว่า ท่านให้เครื่องประดับที่คฤหบดีนี้มิได้ให้แก่ท่านเลย แก่เราได้อย่างไรกัน? ท่านเศรษฐีกล่าวว่า ข้าพเจ้ากล่าวไป เพราะคิดว่า เราทั้งสองเป็นคนใหญ่คนโต ในเวลาที่เราไปร่วมพูดจากัน การงานจักสำเร็จไปโดยเร็ว
          ฝ่ายคนธรรพ์ก็กล่าวกะปุโรหิตว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านให้เครื่องประดับแก่ผม เมื่อไรกัน? ปุโรหิตกล่าวว่า ข้าพเจ้ากล่าวไป เพราะคิดว่า จักได้อาศัยท่านอยู่เป็นสุขในที่ที่ถูกคุมขัง
          แม้นางวัณณทาสีก็กล่าวกะคนธรรพ์ว่า ไอ้คนร้าย คนธรรพ์ชาติชั่ว เราเคยไปหาเจ้า หรือเจ้าเคยมาหาเราแต่ครั้งไร เจ้าให้เครื่องประดับแก่เราในเวลาไร? คนธรรพ์กล่าวว่า น้องเอ๋ย เพราะเหตุไรจะต้องมาโกรธเคืองข้าพเจ้าด้วยเล่า เมื่อพวกเราทั้ง 5 คนอยู่ร่วมกัน เรื่องเพศสัมพันธ์จักต้องมี อาศัยเจ้า พวกเราจักไม่ต้องหงอยเหงา อยู่ร่วมกันอย่างสบาย

          พระโพธิสัตว์ฟังถ้อยคำนั้นจากสำนักของคนที่จัดไว้ ทราบความที่พวกนั้นไม่ใช่โจรโดยแน่นอน คิดว่า เครื่องประดับต้องเป็นนางลิงหยิบเอาไป จักทำอุบายให้มันโยนลงมาจงได้ แล้วทำเครื่องประดับสำเร็จด้วยยางไม้ ให้จับเหล่านางลิงในอุทยาน แล้วให้แต่งเครื่องประดับยางไม้ที่มือที่เท้าและที่คอ แล้วปล่อยไป ฝ่ายนางลิงตัวที่เฝ้าเครื่องทรงอยู่ ก็นั่งอยู่ในอุทยานนั่นเอง
          พระโพธิสัตว์สั่งคนทั้งหลายว่า พวกเธอพากันไปเถิด พากันตรวจดูฝูงนางลิงในอุทยานทุกตัว เห็นเครื่องทรงนั้นอยู่ที่ตัวใด จงทำให้มันตกใจ แล้วเอาเครื่องประดับมาให้จงได้ ฝูงนางลิงนั้นเล่าก็พากันร่าเริงยินดีว่า พวกเราได้เครื่องแต่งตัวกันแล้ว ต่างก็วิ่งเที่ยวไปมาในอุทยาน ถึงสำนักของนางลิงนั้น พากันกล่าวว่า จงดูเครื่องประดับของพวกเรา นางลิงทนไม่ไหว คิดว่า เรื่องอะไรด้วยเครื่องประดับทำด้วยยางไม้นี้ แล้วแต่งเครื่องมุกดาหารมาอวด

          ครั้งนั้น คนเหล่านั้นเห็นมันแล้ว ทำให้มันทิ้งเครื่องทรงแล้วนำมามอบให้พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์นำเครื่องทรงนั้นไปถวายพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นี้เครื่องทรงของพระองค์คนแม้ทั้ง 5 นั้นมิใช่โจร แต่เครื่องทรงนี้ได้มาจากนางลิงในอุทยาน พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่า พ่อบัณฑิต ก็พ่อรู้ความที่เครื่องทรงนี้ตกอยู่ในมือนางลิงได้อย่างไร เอาคืนมาได้อย่างไร? พระโพธิสัตว์กราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ
          พระราชาทรงดีพระทัย ตรัสว่า ธรรมดาคนกล้าเป็นต้น เป็นบุคคลที่น่าปรารถนา ในฐานะตำแหน่งจอมทัพเป็นต้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงชมเชยพระโพธิสัตว์ ตรัสพระคาถานี้ ความว่า “ยามคับขัน ย่อมปรารถนาผู้กล้าหาญ ยามปรึกษาการงาน ย่อมปรารถนาคนไม่พูดพล่าม ยามมีข้าวน้ำ ย่อมปรารถนาคนเป็นที่รักของตน  ยามต้องการเหตุผล ย่อมปรารถนาบัณฑิต”
          พระราชาตรัสพรรณนาชมเชยพระโพธิสัตว์ด้วยประการฉะนี้ ทรงบูชาด้วยรัตนะ 7 ประการ ปานประหนึ่งมหาเมฆยังฝนลูกเห็บให้ตกฉะนั้น ดำรงพระองค์ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น เสด็จไปตามยถากรรม แม้พระโพธิสัตว์ก็ไปตามยถากรรม

          พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วตรัสคุณของพระเถระเจ้า ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล
          เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความซุกซนของลิงตัวเดียว ทำให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วพระนคร แต่เพราะในเมืองนั้นยังมีบัณฑิตจึงสามารถแก้ปัญหานั้นได้ ในการทำงานที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องใช้คนให้เหมาะกับงานคนกล้าหาญเหมาะสำหรับเหตุการณ์ที่คับขัน ที่ปรึกษาไม่ควรพูดมาก ในยามที่อยู่ดีกินดีมีข้าวน้ำมากย่อมคิดถึงคนที่เรารัก ส่วนในช่วงเวลาที่ต้องการเหตุผลก็จะเรียกหาบัณฑิต หากใช้คนไม่เหมาะกับงานผลสุดท้ายก็จะยุ่งยากเกินกว่าจะแก้ไขได้
   
 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
01/09/57

Go to top