Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             “แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล..”  เพลงค่าน้ำนมแว่วมาจากโรงเรียนข้างวัด ได้ยินเพลงนี้หลายวันแล้ว เป็นการย้ำเตือนและบ่งบอกให้รู้ว่าวันสำคัญอีกวันหนึ่งคือวันแม่ ใกล้เข้ามาแล้ว จะทำอะไรที่เป็นการแสดงออกถึงความรักความคิดถึงการตอบแทนพระคุณแม่ก็ต้องรีบทำ ใครที่ยังมีแม่ก็ควรทำในสิ่งที่เลี้ยงกาย ส่วนใครที่มีแม่ที่จากโลกนี้ไปแล้ว ก็ควงทำบุญอุทิศไปให้ ยามอยู่ให้ท่านสบาย ยามตายให้ท่านไปดี ยามอยู่ก็อุปัฏฐาก ยามจากก็อุปถัมภ์ โบราณว่า “ยามอยู่ให้เลี้ยงกาย ยามตายเลี้ยงวิญญาณ” แม่เป็นปลอบใจในยามยาก เป็นมิตรในเรือนใจ คอยห่วงใยในยามจาก

             อันที่จริงข้าพเจ้าก็ยังมีแม่ แม่ที่ยังมีลมหายใจ แม่ที่ยังดำเนินชีวิตไปตามปกติ แม่ที่มีลูกหลายคน บางคนมีครอบครัว มีหลานให้แม่ที่กลายเป็นยายเลี้ยง  แต่อีกบางคนนอกจากจะไม่มีครอบครัว ไม่มีหลานให้ยายเลี้ยงแล้ว ยังแทบจะไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ กับงานอะไรก็ไม่รู้ ที่ทำมาทั้งปีทั้งชาติก็ไม่เคยจบสิ้นสักที  ทำงานอย่างเดิมติดต่อกันมานานหลายปี จนงานนั้นกลายเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิต จึงไม่รู้ว่างานนั้นหนักหรือเบา
             ครั้นจะหาเวลากลับไปเยี่ยมแม่ที่ต่างจังหวัด งานก็รัดตัว เสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่ค่อยได้หยุด วันเสาร์อาทิตย์ที่เป็นวันหยุดของคนอื่น แต่เป็นวันทำงานตามหน้าที่หนีไม่ได้ พอวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ก็เป็นงานประจำทิ้งไม่ได้เหมือนกัน สรุปว่าในหนึ่งสัปดาห์มีวันหยุดจริงๆหนึ่งวันคือวันพระ ได้อยู่วัด แต่ก็เหมือนไม่ใช่วันหยุด เพราะมีพุทธศาสนิกชนมานอนวัดรักษาศีลอุโบสถอบรมจิตภาวนาตลอดคืนและวัน
             ใกล้วันแม่พยายามจะหาเวลากลับไปเยี่ยมแม่บ้างแต่ก็ยังไปไม่ได้ ที่จริงระยะทางก็ไม่ได้ไกลจนไปไม่ถึง เพียงสามร้อยกิโลเมตรเท่านั้น นั่งรถโดยสารเช้าไปเย็นกลับก็ได้

             เสียงโทรศัพท์ของแม่แว่วมาในตอนเย็น ถามข่าวว่าเป็นอย่างไรบ้าง  “อยู่สบายดีไหม ไม่เจ็บไม่ไข้ใช่ไหม ทำไมช่วงนี้เงียบไป รักษาสุขภาพด้วยนะ” แม่มักจะถามคำถามเดิมแทบทุกครั้งที่โทรศัพท์มาถึง และคำตอบจากลูกชายก็ยังตอบคำถามเดิมๆ แม้ว่าบางครั้งจะกำลังนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลก็ตามที  เพียงเพราะอยากให้แม่สบายใจ ไม่อยากให้แม่คอยห่วงกังวล
             จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่หายไปถึงนานถึงสี่ปี ไม่ได้ส่งข่าว ไม่ได้ส่งจดหมาย ไม่ได้ติดต่อกับทางบ้านเลย หนีไปเฉยๆ ช่วงนั้นเรียนจบมัธยมปลาย กำลังหนุ่ม เพื่อนชวนมาหางานทำที่กรุงเทพ จึงเดินตามความฝันของคนวัยหนุ่ม แต่สิ่งที่ฝันกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด ทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง  ได้ค่าจ้างรายวัน พอได้เงินมาก็ใช้หมด ไม่มีเงินเหลือพอเก็บเลย เพียงแค่มีอยู่มีกิน มีเที่ยวไปวันๆ
             แม้จะคิดถึงบ้านคิดถึงแม่ แต่ก็ไม่กล้าบอก เกรงว่าแม่จะอับอายขายขี้หน้าที่ลูกชายที่พ่อแม่อุตสาห์ขายนาหลายไร่ ขายควายหลายตัวส่งเงินให้เรียนนั้น ไม่ได้มีงานทำสมกับที่ร่ำเรียนมาเลย เป็นเหมือนกับคำที่ชาวบ้านมักจะพูดให้ได้ยินเสมอว่า “ขายนาส่งควายเรียน” ประมาณนั้น

             นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่ไม่ได้ส่งข่าวไปบอกแม่ จนมีข่าวลือว่าลูกชายที่แม่ห่วงนั้นเป็นนักเลงหัวไม้ และถูกยิงเสียชีวิตแล้ว แม่ก็ยังไม่เชื่อ ออกประกาศข่าวหาคนหายทางสถานีวิทยุนานหลายเดือน “หากอยู่ที่ใดหรือหากใครทราบข่าวกรุณาส่งข่าวบอกทางบ้านด้วย”
             งานนี้แม้ว่าพ่อจะคัดค้านและเชื่อมั่นในลูกชายว่าคงเอาตัวรอดได้ คงไม่ทำเรื่องเลวร้ายอะไรมากนัก คงเที่ยวสนุกคะนองไปตามเพื่อน แต่แม่ก็ได้ออกประกาศข่าวไปแล้ว
             วันหนึ่งมีเพื่อนมาพบเข้าขณะที่กำลังทำงานแบกปูอยู่กลางเปลวแดดร้อน  เพื่อนบอกว่า “แม่เอ็งประกาศข่าวคนหาย มาหลายเดือนแล้ว ป่านนี้คงเข้าใจว่าเสียชีวิต คงทำบุญอุทิศให้คนตายแล้วกระมัง” จากนั้นเพื่อนคนนั้นก็ให้พรเสียหลายยก
             เมื่อกลับบ้านเกิดเพื่อจะไปเกณฑ์ทหาร แม่ขอให้อยู่ต่ออีกสักพัก จากนั้นก็ยื่นเงื่อนไขที่ไม่กล้าปฏิเสธว่า “บวชให้แม่สักหนึ่งพรรษา จากนั้นจะทำอะไรก็ตามใจเถิด” แม่บอกสั้นๆอย่างนั้น แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือคำพิพากษาอนาคต เพราะจากวันนั้นมาก็ไม่เคยได้ลาสิกขาอีกเลย และแม่ก็ไม่เคยขออะไรอีกเลย แม่เอ่ยคำขอเพียงครั้งเดียวจริงๆ

             ในพระพุทธศาสนาได้มีคำสอนพูดถึงมารดาหรือแม่ว่า มารคือมิตรในเรือนตน ดังพุทธภาษิตในมิตตสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค(15/163/ 50 ) ความว่า “มาตา มิตฺตํ สเก ฆรํ” แปลว่า “มารดาเป็นมิตรในเรือนของตน”
             มิตรสหายคนอื่นอาจจะพอพึ่งได้ในบางครั้ง แต่แม่พึ่งได้ทุกเวลา แม่เป็นมิตรในเรือน เป็นเพื่อนในบ้าน เป็นอาจารย์ประจำชีวิต เป็นพรหมลิขิตชีวิตลูก เป็นผู้ปลูกสร้างทางความดี  แม่เป็นธนาคารยามลูกจน แม่เป็นฝนยามลูกร้อน แม่คือพรอันประเสริฐ

             “ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง  แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้า หนักกว่าแผ่นดิน บวชเรียนพรากเพียรให้สิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย ......” เสียงเพลงค่าน้ำนม จากโรงเรียนข้างวัดยังคงแว่วเข้ามาให้ได้ยิน คิดถึงแม่ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยี่ยม ได้แต่ส่งใจไปถึง ฝากเสียงไปถามข่าว เสียงแม่ที่แว่วตามสายโทรศัพท์ยังคงสดใสและมีเสียงหัวเราะ ก่อนจะมีเสียงแว่วมาว่า “ยังอยู่สบายดีไหม ไม่เจ็บไม่ไข้ใช่ไหม ทำไมช่วงนี้เงียบไป รักษาสุขภาพด้วยนะ” แม่ยังคงถามคำถามเดิมเหมือนทุกครั้งที่พูดคุยทางโทรศัพท์ แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความรักความห่วงใยของแม่ไม่เคยเปลี่ยน


 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
07/08/57

 

เพลงค่าน้ำนม

 

 

Go to top