Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

             ข่าวเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ถูกยิงตกที่บริเวณน่านฟ้ายูเครน จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเกือบสามร้อยชีวิต ผ่านมาหลายวันแล้วยังไม่มีว่าทำไมจึงยิงเครื่องบิน ใครคือผู้ที่รับผิดชอบ ชีวิตผู้คนจำนวนหลายร้อยคนที่ต้องสูญเสียชีวิตไป และยังมีอีกหลายร้อยชีวิตของญาติพี่น้องที่จะต้องเศร้าเสียใจในการจากไปของคนเหล่านั้น จิตใจของผู้กระทำช่างโหดร้ายจริงๆ ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้ทำบุญทำกรรมอะไรร่วมกันไว้แต่ชาติปางก่อน จึงต้องมาเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกัน  ย้อนกลับมามองตัวเราเอง ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากบรรดาผู้ที่เสียชีวิตเหล่านั้น กำลังก้าวเข้าสู่ความตายเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเป็นวันเวลาใดเท่านั้น

           เรื่องนี้คงหาคำอธิบายได้ยาก เรื่องของกรรมนั้นแม้จะฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาจะอธิบายเรื่องของ “กฎแห่งกรรม” กลับกระทำได้ยากยิ่ง เพราะแต่ละคนกระทำกรรมมาไม่เหมือนกัน แต่ที่มารับกรรมพร้อมกันนั้นยิ่งยากที่จะอธิบาย  ต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของบรรดาผู้โดยสารเหล่านั้น ที่ต้องมาประสบเคราะห์กรรมที่ยังหาผู้รับผิดชอบไม่ได้
            ในพระพุทธศาสนามีคำสอนเกี่ยวกับชีวิตที่ถูกต้อนเข้าสู่ชรา จะยากจนหรือร่ำรวย จะสวยหรือขี้เหร่จะโง่หรือฉลาดก็ไมอาจหนีความตายได้พ้น  ทุกคนก็ต้องพบกับความตายด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครหนีความตายได้พ้น หากอยู่ไปจนถึงหมดอายุขัยก็ต้องพานพบเฉกเช่นเดียวกัน มนุษย์นั้น “หนีแก่ไม่ได้ หนีตายไม่พ้น ทุกคนต้องตาย” โบราณจึงมีคำสอนว่า “ให้เตรียมตัวก่อนตาย”  คือให้เตรียมพร้อมสำหรับความตายที่จะต้องมาถึงเข้าสักวัน     แต่ทว่าการเตรียมตัวก่อนตายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

           มีทัศนะของเทวบุตรและพระพุทธเจ้าแสดงทัศนะว่าด้วยการเตรียมตัวก่อนตายในอุตตรสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค(15/273/ 77) มีเรื่องการสนทนาระหว่างอตตรเทวบุตรกับพระพุทธเจ้าความว่า  “ครั้งนั้นอุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า “ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีที่ต้านทาน บุคคลเห็นภัยในมรณะนี้แล้วพึงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้”
           พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีที่ต้านทาน ผู้เห็นภัยในความตายนี้ พึงละโลกามิสเสีย มุ่งต่อสันติ”
           ความเห็นเบื้องต้นของเทวบุตรกับพระพุทธเจ้าตรงกันคือชีวิติมีอายุน้อย ถูกต้อนเข้าสู่ชรา” แต่จุดมุ่งหมายของการกระทำต่างกัน เทวบุตรเสนอให้ทำบุญ ส่วนพระพุทธเจ้าแนะให้ละโลกามิสมุ่งต่อสันติ ซึ่งมีความถูกต้องเหมือนกัน การทำบุญก็ควรทำ แต่หากจะให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไม่กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งก็ต้องแก่ เจ็บ ตายอีกเช่นเดิม ต้องมุ่งสู่สันติสุขอันเป็นสุขที่อยู่เหนือโลกามิสทั้งหลาย เป็นโลกกุตตรสุข

           ในอดีตก็เคยมีศาสดาเจ้าลัทธิแสดงทัศนะว่าด้วยมนุษย์ทั้งหลายมีชีวิตน้อย เหมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า  เหมือนฟองน้ำ เหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำเป็นต้น ดังที่มีปรากฎอรกานุสาสนีสูตร อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต  ( 23/71/119) ความว่า   “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่ออรกะ เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็อรกศาสดานั้นมีสาวกหลายร้อยคนเธอแสดงธรรมแก่สาวกอย่างนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อยนิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญาควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี
           ดูกรพราหมณ์ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา ย่อมแห้งหายไปได้เร็วไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนหยาดน้ำค้างฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มี
           ดูกรพราหมณ์ เมื่อฝนตกหนัก หนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตกเร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนฟองน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

           ดูกรพราหมณ์ รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากันเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉันนั้นเหมือนกัน
           ดูกรพราหมณ์ แม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล กระแสเชี่ยวพัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มันจะหยุด แต่ที่แท้แม่น้ำนั้นมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้นเหมือนกัน
           ดูกรพราหมณ์ บุรุษมีกำลัง อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น แล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนก้อนเขฬะฉันนั้นเหมือนกัน
           ดูกรพราหมณ์ ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกระทะเหล็ก ไฟเผาตลอดทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้นเหมือนกัน
           ดูกรพราหมณ์ แม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่า ย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่า ใกล้ความตาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุประมาณหกหมื่นปี เด็กหญิงมีอายุ 500 ปี จึงควรแก่การมีสามี ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอาพาธ 6 อย่างเท่านั้น คือ เย็น ร้อน หิว ระหาย ปวดอุจจาระปวดปัสสาวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อรกศาสดานั้น เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืนตั้งอยู่นาน มีอาพาธน้อยอย่างนี้ จักแสดงธรรมให้สาวกฟังอย่างนี้ว่า ดูกรพราหมณ์ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี
           ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวโดยชอบ ก็พึงกล่าวว่าชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ คนที่มีอายุอยู่ได้นาน ก็เพียงร้อยปีหรือน้อยกว่านั้นบ้าง เกินกว่าบ้าง ก็คนที่มีอายุอยู่ถึงร้อยปี ย่อมอยู่ครบ 300 ฤดู คือ ฤดูหนาว 100 ฤดูร้อน 100 ฤดูฝน 100 คนที่มีอายุอยู่ถึง 300 ฤดู ย่อมอยู่ครบ 1,200 เดือน คือ ฤดูหนาว 400 เดือน ฤดูร้อน 400 เดือน ฤดูฝน 400 เดือน คนที่มีอายุอยู่ถึง 1,200 เดือน ย่อมอยู่ครบ 2,400 กึ่งเดือน คือ ฤดูหนาว 800 กึ่งเดือน ฤดูร้อน 800 กึ่งเดือน ฤดูฝน 800 กึ่งเดือน คนที่มีอายุอยู่ครบ 2,400 กึ่งเดือน ย่อมอยู่ครบ 36,000 ราตรี คือ ฤดูหนาว 1,200 ราตรี ฤดูร้อน 1,200 ราตรี ฤดูฝน 1,200 ราตรี คนที่มีอายุอยู่ถึง 36,000 ราตรี ย่อมบริโภคอาหาร 72,000 เวลา คือ ฤดูหนาว24,000 เวลา ฤดูร้อน 24,000 เวลา ฤดูฝน 24,000 เวลา พร้อมๆ กับดื่มนมมารดาและอันตรายแห่งการบริโภคอาหาร ใน 2 ประการนั้น อันตรายแห่งการบริโภคอาหาร มีดังนี้ คือ คนโกรธย่อมไม่บริโภคอาหาร คนมีทุกข์ก็ไม่บริโภคอาหาร คนป่วยไข้ก็ไม่บริโภคอาหาร คนรักษาอุโบสถก็ไม่บริโภคอาหาร เพราะไม่ได้อาหารจึงไม่บริโภคอาหาร

           ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้กำหนดอายุ ประมาณแห่งอายุ ฤดู ปี เดือน กึ่งเดือน ราตรี วัน การบริโภคอาหาร และอันตรายแห่งการบริโภคอาหาร ของมนุษย์ผู้มีอายุร้อยปี ด้วยประการดังนี้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์เอื้อเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวก กิจนั้นเรากระทำแล้วแก่เธอทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง ขอเธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้เดือดร้อนใจในภายหลังเลย นี้คืออนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย”
           หากพิจารณาตามนี้ชีวิตของมวลมนุษย์แม้จะดูเหมือนมากแต่หากนำมาเปรียบเทียบกับสิ่งทั้งหลายที่อรกศาสดาแสดงไว้นั้น  “ชีวิตเหมือนหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า  ชีวิตเหมือนฟองน้ำ ชีวิตเหมือนรอยไม้ที่ขีดลงในน้ำ ชีวิตเหมือนแม่น้ำไหลลงจากภูเขา ชีวิตเหมือนชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกระทะเหล็ก  ชีวิตเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด” แต่ละอย่างมีช่วงเวลาเพียงน้อยนิด เหมือนชีวิตที่กำลังดำเนินไปสู่ความตาย มีเวลาเหลือน้อยลงทุกวัน เมื่อพิจารณาดังนี้แล้วจะรีบทำบุญเพื่อเป็นเสบียงในภพหน้า หรือจะละโลกามิสมุ่งสู่สันติสุข ทางใครทางมัน  เลือกกระทำได้ในช่วงที่ยังมีลมหายใจ

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
21/07/57

Go to top