Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กำลังมีข่าวลือเรื่องของอธิการบดี เพราะอธิการบดีลงนามในหนังสือบันทึกข้อความประกาศหลายฉบับมาแล้วโดยระบุตำแหน่งว่า “รักษาการอธิการบดี” เรื่องเป็นอย่างไรยังไม่ทราบ ทำไมต้องรักษาการ ก็ในเมื่อมีคำสั่งแต่งตั้งเป็นอธิการบดีมาตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2556 แต่ก่อนเข้าพรรษาได้เพียงไม่กี่วันก็กลายเป็นรักษาการอธิการบดี

            กสิกะ ชินากรณ์ อาจารย์หนุ่ม เดินเข้ามาหาในห้องทำงาน ปรารภเหตุรักษาการอธิกาบดี โดยนำประกาศมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เรื่องรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาและคัดเลือกเพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นบุคคลากรมหาวิทยาลัยฯ พ.ศ. 2557 ผู้ลงนามในประกาศระบุว่า “พระราชบัณฑิต รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย” ลงวันที่ 17 กรกฎาคม 2557
            อันที่จริงท่านใช้คำว่า “ รักษาการอธิการบดี” มาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษาแล้ว แต่เนื่องเพราะติดงานช่วงเข้าพรรษาจึงไม่ได้ติดตามข่าว
            “หลวงตาฯ คิดว่าใครจะมาเป็นอธิการบดีรูปใหม่ครับ”
            “เรื่องนี้คาดการณ์ไม่ออก บอกไม่ได้ ใครจะมาเป็นอธิการก็ตามทีเถิด อาตมาไม่ได้เดือดร้อนอะไร ใครจะมาจะไปยังคงทำงานตามปกติ ทำงานเท่าเดิม ขอบข่ายงานเหมือนเดิม คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้” เรื่องนี้ต้องติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวกันต่อไป
            จากนั้นกสิกะ ชินกรณ์ก็ชวนสนทนาเรื่องต่างๆ เพราะนานๆจะได้สนทนากันสักครั้ง มีเวลาว่างตรงกันสักที  ก่อนจะวกเข้าสู่ประเด็นข่าวร้อนว่า “หลวงตาครับ ได้ข่าวเรื่องส้วมพระพุทธเจ้าไหมครับ ข่าวนี้ ข่าวนี้กำลังมาแรงนะครับ  หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานข่าวเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา ผมก็สงสัยเหมือนกันว่า “ส้วมพระพุทธเจ้าที่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลือครับ พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองไทยตอนไหน จึงมีส้วมพระพุทธเจ้าเหลืออยู่”

            “เรื่องนี้อาตมาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย  จะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จนั้นต้องรอการพิสูจน์ การที่จะอธิบายขยายความอะไรเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานั้น ครูอาจารย์ของอาตมาบอกว่าต้องคำนึงถึงหลักความจริง 3 ประการคือ (1) ข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์ (2) ความจริงในด้านธรรมะและ(3) ด้านอิทธิปาฏิหาริย์   
            ก่อนจะตัดสินใจเชื่อในเรื่องอะไรต้องวิเคราะห์ให้ครบองค์ประกอบเสียก่อนจึงเชื่อ บางเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องคำนึงถึงบริบทของสังคมในยุคนั้นว่าสังคมมีความเชื่ออย่างไร ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ประการต่อมาความจริงเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าต้องการสอนใคร สอนเรื่องอะไร บางอย่างเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางอย่างใช้ได้ทุกคน บางอย่างใช้ได้เฉพาะกรณี 
            ส่วนด้านอิทธิปาฎิหาริย์ก็ต้องค่อยๆพิจารณา บางเรื่องคนธรรมดาอ่านแล้วเข้าใจได้ยาก ถึงกับบางครั้งกล่าวหาว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในพระพุทธศาสนามีเรื่องเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์จำนวนมาก เช่นการเสด็จไปโปรดชฎิลสามพี่น้องก็มีเรื่องของการแสดงปาฏิหาริย์มากมาย  ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาษาไทยฉบับหลวง  (4/54/58) ระบุไว้ถึง 3500 วิธี ดังข้อความว่า  “พวกชฎิลนั้น  ผ่าฟืน 500 ท่อนไม่ได้ แล้วผ่าได้ ก่อไฟไม่ติด  แล้วก่อไฟติดขึ้นได้ ดับไฟไม่ดับ แล้วดับได้  ด้วยการเพ่งอธิษฐานของพระผู้มีพระภาค  พระผู้มีพระภาคทรงนิรมิตกองไฟไว้ 500 กอง  ปาฏิหาริย์ 3500 วิธี ย่อมมีโดยนัยนี้”

            ส้วมในภาษาบาลีใช้คำว่า “วจฺจกุฎิ” เป็นคำนามอิตถีลิงค์ หมายถึงกระท่อมที่ถ่ายอุจจาระ เวจ  ถาน ส้วม  ในพระไตรปิฎกภาษาไทยเขียนเป็น “วัจจกุฎี”
            พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภา ให้ความหมายไว้ว่า “ส้วม  น. สถานที่ที่สร้างไว้สำหรับถ่ายอุจจาระปัสสาวะโดยเฉพาะ มักทำเป็นห้อง  (ถิ่นอีสาน) น. ห้องนอน. ก. เอามือทั้ง 2 ข้างโอบรัดเข้าไว้ในวงแขน เรียกว่า ส้วมกอด สวมกอด ก็ว่า
            ส่วนพจนานุกรมฉบับ เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายไว้ว่า  “ส้วม  น. ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ. ก. กอดรัด. (ถอ.) น. ห้องนอนลูกสาว-ลูกเขย
            หากดูตามความหมายย่อมชัดเจนว่าส้วมคือที่ถ่ายปัสสาวะ อุจาระ ส่วนห้องนอนของลูกสาวลูกเขยนั้น ปัจจุบันคงมีคนเรียกเฉพาะบางถิ่น ปัจจุบันคนมักจะเรียกห้องน้ำหรือห้องสุขาแทนคำว่าส้วม  คนอินเดียในบางพื้นที่ก็ไม่ค่อยนิยมใช้ห้องน้ำ ยังนิยมอาบน้ำในแม่น้ำเช่นที่แม่น้ำคงคาก็นิยมลงอาบในแม่น้ำ หรือบางแห่งยังอาบน้ำกลางแจ้ง

            ในสมัยพุทธกาลมี “วัตร” หมายถึงหน้าที่ การปฏิบัติในวัจจกุฎี เรียกว่า “วัจจกุฎีวัตร” ดังที่แสดงไว้ในวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 ภาษาไทยฉบับหลวง(7/437/197) ความว่า “ภิกษุใดไปวัจจกุฎี ภิกษุนั้นยืนอยู่ข้างนอก พึงกระแอมขึ้นแม้ภิกษุผู้นั่งอยู่ข้างในก็พึงกระแอมรับ พึงพาดจีวรไว้บนราวจีวร หรือบนสายระเดียง แล้วเข้าวัจจกุฎี ทำให้เรียบร้อย ไม่ต้องรีบร้อน ไม่พึงเข้าไปเร็วนักไม่พึงเวิกผ้าเข้าไป ยืนบนเขียงถ่ายอุจจาระ แล้วจึงค่อยเวิกผ้า ไม่พึงถอนหายใจใหญ่พลางถ่ายอุจจาระ ไม่พึงเคี้ยวไม้ชำระฟันพลางถ่ายอุจจาระ ไม่พึงถ่ายอุจจาระนอกรางอุจจาระ ไม่พึงถ่ายปัสสาวะนอกรางปัสสาวะ ไม่พึงบ้วนเขฬะลงในรางปัสสาวะ ไม่พึงชำระด้วยไม้หยาบ ไม่พึงทิ้งไม้ชำระลงในช่องถ่ายอุจจาระ ยืนบนเขียงถ่ายแล้วพึงปิดผ้า ไม่พึงออกมาเร็วนัก ไม่พึงเวิกผ้าออกมา ยืนบนเขียงชำระแล้วพึงเวิกผ้า ไม่พึงชำระให้มีเสียงดังจะปุจะปุ ไม่พึงเหลือน้ำไว้ในกระบอกชำระ ยืนบนเขียงชำระแล้วพึงปิดผ้า ถ้าวัจจกุฎีอันภิกษุถ่ายไว้เลอะเทอะ ต้องล้างเสีย ถ้าตะกร้าใส่ไม้ชำระเต็ม พึงเทไม้ชำระ ถ้าวัจจกุฎีรก พึงกวาดวัจจกุฎีถ้าชานภายนอก บริเวณ ซุ้มประตูรก พึงกวาดเสีย ถ้าน้ำในหม้อชำระไม่มีพึงตักน้ำมาไว้ในหม้อชำระ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นวัจจกุฎีวัตรของภิกษุทั้งหลาย ซึ่งภิกษุทั้งหลาย พึงประพฤติเรียบร้อยในวัจจกุฎี”

            การปฏิบัติในห้องส้วมแสดงไว้โดยละเอียด สาธุชนโปรดพิจารณา แต่ปัจจุบันห้องน้ำ ห้องส้วมได้รับการพัฒนาจนบางครั้งสวยกว่าห้องนอนเสียอีก บางแห่งเป็นห้องน้ำติดแอร์เย็นสบาย เข้าไปแล้วไม่อยากออก แต่ส้วมถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ห้องนอน
            ส่วนผู้ที่สร้างส้วมถวายวัดหรือพระภิกษุในพระพุทธศาสนาย่อมได้อานิสงส์ ดังที่พระเวจจกทายกได้ภาษิตผลานิสงส์แห่งการถวายวัจจกุฎีแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี มีแสดงไว้ในเวจจกทายกเถรปทาน  ขุททกนิกาย อปทาน (33/112/119) ความว่า “เราเลื่อมใส ได้ถวายวัจจกุฎีหลังหนึ่ง แด่พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง  ยานม้าและยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ก็เพราะการถวายวัจจกุฎีนั้น ในกัปที่ 91 แต่กัปนี้ เราได้ถวายวัจจกุฎีใดด้วย การถวายวัจจกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายวัจจกุฎี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้”

            กสิกะ ชินากรณ์บอกว่า “เดี๋ยวนี้หลวงตาฯพูดจามีหลักฐานนะครับ มีที่มาที่ไป”
            พระไตรปิฎกมีเผยแผ่ในสื่อสังคมออนไลน์ทั่วไป ใครอยากรู้ก็เปิดอ่านได้  ส่วนการอ้างอิงจะใช้ฉบับไหนก็บอกให้ชัด ประเดี๋ยวมีผู้รู้ท่านท้วงติงมา บังเอิญว่าอาตมามีพระไตรปิฎกหลายชุดทั้งภาษาไทยฉบับหลวง ฉบับอรรถกถา ฉบับบาลีที่พึ่งมีโยมซื้อถวายปีที่แล้ว ยังมีฉบับมหาจุฬาในห้องสมุดอีกชุด จึงพอจะมีที่มาที่ไปอ้างอิงได้ หากใครอ่านพบแล้วเปิดดูไม่ตรงกับฉบับที่มีอยู่ก็ต้องขออภัย แจ้งข่าวบอกมาพร้อมที่จะแก้ไข
            เรื่องของข่าวต้องฟังหูไว้หู อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจ ติดตามข่าวไปสักพักความจริงย่อมปรากฏ ว่าที่เป็นข่าวนั้นมีจุดประสงค์อะไร มีใครไม่รู้เคยบอกว่า “เรื่องจริงลงเจ็ด เรื่องเท็จลงสาม”  ข่าวจึงมีทั้งข้อจริงและเท็จ  ผู้เสพข่าวสารโปรดพิจารณาว่าอันไหนคือเรื่องจริงอันไหนคือเรื่องเท็จ
            ผู้เขียนเดินทางไปอินเดียหลายครั้ง ก็หาห้องน้ำห้องส้วมลำบาก ต้องอาศัยห้องน้ำสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือริมข้างทางใช้เป็นห้องน้ำ อาจจะเรียกว่า “ห้องน้ำริมทาง”  พอรถจอดก็รีบลง ถ่ายหนักถ่ายเบาเสร็จก็ขึ้นรถเดินทางต่อ บางครั้งอาจะมีของเหลือทิ้งของใครบางคนติดมากับพื้นรองเท้าด้วยต้องคอยระวัง วัฒนธรรมแขกขี้คุย  ส่วนหนึ่งมาจากการที่คนอินเดียส่วนหนึ่งเวลาทำกิจคือการถ่ายหนักก็นั่งข้างๆกัน ต่างคนก็ทำหน้าที่ของตนไป ปากก็ชวนคุยเหมือนเป็นเรื่องปกติ  คำว่า “แขกขี้คุย” คือถ่ายอุจจาระ(ขี้)ไปคุยไปอย่างนี้กระมัง

            คนโบราณมีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคผิวหนัง โรคผุผองตามร่างกาย ให้ทำการล้างทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วมสาธารณะในอารมแห่งใดแห่งหนึ่ง โรคนั้นจะเบาบางลง หรือบางคนอาจจะหายไปเลยก็ได้ ใครจะนำไปทดลองใช้ก็ได้ แม้จะไม่หายจากโรคอย่างน้อยก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม  กถาว่าด้วยเรื่องของส้วมก็จบลงด้วยประการฉะนี้
 

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
18/07/57

Go to top