Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

           วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใสแสงแดดกำลังดี จึงเดินเล่นใกล้ๆกับโรงเรียนพระปริยัติธรรม พระภิกษุสามเณรกำลังเรียนนักธรรมแต่ทว่าเช้านี้หลวงตาไซเบอร์ไม่มีสอน จึงเดินเตร่บริเวณหน้าโรงเรียน ก็มีโยมสามีภรรยาคู่หนึ่งพร้อมลูกสาวในวัยที่กำลังน่ารักอายุไม่น่าเกินสองขวบเดินเข้ามาหา บอกว่า “โยมอยากทำบุญถวายสังฆทานและอาหารแด่พระคุณเจ้า ขอท่านโปรดรับทานนี้ด้วย” มองซ้ายมองขวาไม่เห็นพระภิกษุอื่นใดนอกจากตัวเอง จึงบอกว่าขอเชิญโยมทั้งสามเข้ามาในอาคารจะได้ทำพิธีได้สะดวก จากนั้นทั้งสามคนก็เข้ามาในบริเวณโรงเรียนพระปริยัติธรรมซึ่งปกติก็ใช้เป็นศาลาการเปรียญสำหรับพิธีทำบุญในเทศกาลต่างๆอยู่แล้ว จึงไม่ลำบากเพราะมีสถานที่กว้างขวางพอ

           สิ่งที่สองสามีภรรยาเรียกว่า “สังฆทาน” คือถังสังฆทานหนึ่งถัง และอาหารที่ถวายก็มีเพียงสองอย่างคือข้าวขาหมู และของหวานอีกหนึ่งถุงคือลอดช่องเป็นอาหารเรียบง่ายแสนธรรมดา ถวายอาหารเสร็จสตรีนางนั้นได้ถามว่า “อาหารที่ถวายในวันนี้จะถึงมือผู้รับหรือไม่เจ้าคะ” ส่วนสามีได้แต่บุ้ยใบ้บอกกิริยาอาการคล้ายกับว่า “ไม่น่าถาม”
           หลวงตาฯยิ้มอย่างอารมณ์ดี เพราะวันนี้คงได้ฉันข้าวขาหมูและลอดช่องอย่างไม่ต้องสงสัย หากไม่มีใครมาขอไปก่อน
           จึงบอกว่า “อาตมาก็ตอบโยมในทันใดไม่ได้เหมือนกันว่าทานนี้จะถึงมือผู้รับหรือไม่ ผู้รับที่ว่านะโยมหมายถึงใคร”
           สุภาพสตรีท่านนั้นบอกว่า “คืออย่างนี้เจ้าคะ สองสามคืนที่ผ่านมาโยมฝันเห็นพ่อที่เสียชีวิตไป พ่อมาเข้าฝันบอกว่าอยากกินข้าวขาหมูและลอดช่อง ซึ่งเป็นอาหารที่พ่อชอบมากเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิตอยู่”    การให้ทานจะได้ผลสมบูรณ์หรือไม่นั้นต้องมีองค์ประกอบสำคัญหกประการ โยมพอจะมีเวลาฟังได้ไหม
           “มีเจ้าคะ ขอนิมนต์หลวงพ่อช่วยอธิบายให้โยมทราบหน่อย”
           เนื่องจากเคยแสดงธรรมในวันธรรมสวนะนานมาแล้วแต่ก็พอจำได้ จึงบอกว่า “อาตมาไม่ได้อธิบายเอง แต่จะยกคำสอนที่ปรากฏในพระไตรปิฎกมาบอกให้โยมทราบ องค์ประกอบของการให้ทานมีแสดงไว้ในทานสูตร  อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ( 22/308/346) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์สามของทายก(ผู้ให้ทาน) องค์สามของปฏิคาหก(ผู้รับทาน) องค์สามของทายก คือ(1) ทายกก่อนให้ทาน เป็นผู้ดีใจ (2) กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส (3) ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ

           ส่วนองค์ของปฏิคาหก 3 ประการคือ(1) ปฏิคาหกในศาสนานี้เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจักราคะ (2) เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโทสะ (3) เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อกำจัดโมหะ ทักษิณาทานที่ประกอบด้วยองค์ 6 ประการย่อมมีด้วยประการอย่างนี้แล”
           สรุปว่าทายกผู้ให้ทานจะต้องดีใจก่อนจะให้ทาน ขณะให้ก็มีจิตเลื่อมใสในทาน และหลังจากให้แล้วก็ปลื้มใจ ถ้าทำได้อย่างนี้การให้ทานนั้นก็ครบองค์ประกอบของการเป็นผู้ให้  ส่วนปฏิคคาหกผู้รับทานหากในจิตใจไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ทานนั้นก็ได้ผลสมบูรณ์ แต่ถ้าผู้รับทานยังมีราคะ โทสะ โมหะ ทานนั้นก็มีผลน้อยลงตามลำดับ”
           “ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องของการให้ทานแล้วได้ผลส่งถึงผู้รับ ลูกสาวทำบุญถวายมะม่วงสุกแด่พระพุทธเจ้าและอุทิศส่วนกุศลไปให้บิดาที่เสียชีวิต บิดาได้รับผลแห่งทาน โยมพอจะมีเวลาฟังไหม”
           “มี เจ้าคะ” เด็กน้อยเริ่มหาวนอน นัยน์ตาปรือ คงไม่รู้ว่าหลวงพ่อกำลังพูดอะไร  แม่จึงอุ้มลูกสาวไว้มาแนบอก ด้วยความรักและความห่วงใย
           เรื่องโดยย่อคือมีหญิงคนหนึ่งเป็นคนรับใช้ในบ้านของเศรษฐีคนหนึ่ง ไม่มีวัตถุทานอันประณีตอันใดจะทำทาน วันหนึ่งเธอคิดถึงบิดาที่เสียชีวิตไปแล้วปรารถนาจะทำบุญอุทิศให้บิดา เธอได้มะม่วงสุกมาลูกหนึ่งและต้มข้าวต้ม(ข้าวยาคุ) นำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ที่ีวัดเชตวัน เมื่อถวายทานเสร็จจึงอุทิศส่วนบุญไปให้กับบิดาที่เสียชีวิตไปแล้ว พระพุทธเจ้าอนุโมทนาทานของนางนั้น การทำบุญของลูกสาวส่งผลถึงบิดาที่ถือกำเนิดในเปตวิสัย บิดาได้รับผลมีวิมานปรากฏ มีสวนมะม่วงออกลูกเต็มต้น จากที่เคยได้รับทุกข์ทรมานเพราะผลแห่งทานของลูกสาวก็ได้รับวิมานอันน่ารื่นรมย์แทน นั่นเพราะองค์ประกอบของผู้ให้และผู้รับสมบูรณ์ทั้งสองฝ่าย จึงได้ผลเต็มที่ ทานที่ทายกถวายนั้นย่อมมีผลตามสมควร

           เมื่อสาธยายมาถึงตอนนี้  เด็กหญิงในอ้อมอกของมารดาก็เริ่มจะหลับ  สามีมองดูภรรยา ฝ่ายภรรยามองดูลูกสาว จากนั้นจึงได้ลากลับไป
           หลวงตาไซเบอร์ เดินขึ้นกุฏิเปิดพระไตรปิฎกว่าเรื่องที่เล่าให้สามีภรรยาฟังไปเมื่อกี้นี้อยู่ที่ไหน เพราะที่เล่าไปจำได้เพียงลางๆ ค้นหาในพระไตรปิฎกไม่นานก็พบ เรื่องนี้มีปรากฏในอัมพวนเปตวัตถุ ขุททกนิกาย  เปตวัตถุ (26/132/237) ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเฝ้าสวนมะม่วง มีใจความว่า “พวกพ่อค้าได้ถามเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า “สระโบกขรณีของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดี มีพื้นราบเรียบ มีท่าอันงดงามมีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยปทุมชาติต่างๆ มีดอกอันบานดีเกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณีอันเป็นที่ฟูใจนี้อย่างไร สวนมะม่วงของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดีเผล็ดผลทุกฤดู มีดอกบานเป็นนิตย์นิรันดร์เกลื่อนหล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้วิมานนี้อย่างไร”
        เวมานิกเปรตนั้นตอบว่า  “ สระโบกขรณีมีร่มเงาอันเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้เพราะทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำข้าวยาคู แด่พระผู้มีพระภาคและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย”

           ในอรรถกถาอัมพวนเปตวัตถุ  ขุททกนิกาย เปตวัตถุ (เล่มที่ 2 ภาคที่ 2 หน้า 579-584)  มีเรื่องเล่าถึงบุพพกรรมของอัมพวนเปตไว้ว่า “เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอัมพเปรตความว่า “ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มีคฤหบดีคนหนึ่งผู้เสื่อมสิ้นจากโภคสมบัติ  ภริยาของเขาก็ตาย ยังมีธิดาคนเดียวเท่านั้น  เขาได้ให้ธิดานั้นไปอยู่เรือนมิตรของตน เอาเงินที่ยืมมา 100  กหาปณะไปซื้อสิ่งของ บรรทุกเกวียนไปค้าขาย ไม่นานนักก็ได้เงิน 500  กหาปณะอันเป็นกำไรพร้อมทั้งต้นทุนแล้วกลับมาพร้อมด้วยเกวียน

          ในระหว่างทาง พวกโจรดักซุ่มปล้นหมู่เกวียน  พวกหมู่เกวียนแตกกระจายหนีไป  ฝ่ายคฤหบดีนั้นซ่อนกหาปณะไว้ที่กอไม้แห่งหนึ่งแล้ว แอบอยู่ในที่ไม่ไกล  พวกโจรจับคฤหบดีนั้นฆ่าทิ้งเสีย  เพราะความโลภในทรัพย์ เขาจึงบังเกิดเป็นเปรตในที่นั้นนั่นเอง
           พวกพ่อค้าไปยังกรุงสาวัตถี เล่าเรื่องนั้นให้ธิดาของเขาทราบ  ธิดานั้นเกิดโทมนัสอย่างยิ่ง ร่ำไรอย่างหนัก เพราะความตายของบิดา และเพราะภัยแห่งเลี้ยงชีพ
           ลำดับนั้น กฎุมพีผู้เป็นสหายของบิดานั้น จึงกล่าวปลอบโยนนางว่า ธรรมดาว่า ภาชนะดินทั้งหมดมีความแตกไปเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็มีการแตกไปในที่สุด ฉันนั้นเหมือนกัน  ธรรมดาว่า ความตายย่อมทั่วไปแก่สรรพสัตว์ และไม่มีการตอบแทนได้ เพราะฉะนั้น เจ้าอย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวะ ถึงบิดาไปนักเลย เราจะเป็นบิดาของเจ้า เจ้าจงเป็นธิดาของเรา เราจะทำหน้าที่แทนบิดาของเจ้า เจ้าอย่าเสียใจ จงยินดีอยู่ในเรือนนี้ ให้เหมือนเรือนบิดาของเจ้าเถิด
           หญิงนั้นสงบความเศร้าโศกลงได้ ตามคำของกฎุมพีนั้น เกิดความเคารพและความนับถือมากในกฎุมพีนั้น เหมือนในบิดาเป็นผู้มีปกติทำการขวนขวาย ประพฤติตามกฎุมพีนั้น โดยภาวะที่ตนเป็นคนกำพร้า ปรารถนาจะทำกิจเพื่อผู้ตายอุทิศถึงบิดา จึงต้มข้าวยาคูแล้ว วางผลมะม่วงมีรสอร่อย สุกได้ที่เหมือนสีเหมือนมโนศิลา วางไว้ในถาดสัมฤทธิ์ให้ทาสีถือเอาข้าวยาคู และผลมะม่วง ไปยังวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทำความอนุเคราะห์ ด้วยการรับทักษิณาของหม่อมฉัน
           พระศาสดามีพระมนัสอันพระมหากรุณากระตุ้นเตือน เมื่อจะทรงทำมโนรถของนางให้เต็มเปี่ยม จะแสดงอาการนั่ง  นางร่าเริงยินดีได้ลาดผ้าอันบริสุทธิ์สะอาดที่ตนน้อมเข้าไปในบวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ถวาย  พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับนั่งบนอาสนะที่ปูแล้ว

           หญิงนั้นจึงน้อมข้าวยาคูเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับข้าวยาคูแล้ว ลำดับนั้นจึงถวายข้าวยาคูแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย อุทิศสงฆ์แล้วล้างมือ น้อมผลมะม่วงเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก
           พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสวยผลมะม่วงเหล่านั้น  นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทักษิณาที่หม่อมฉันบำเพ็ญให้เป็นไปด้วยการถวายเครื่องลาด ข้าวยาคูและผลมะม่วงนั้น ขอจงถึงบิดาของหม่อมฉันเถิด
           พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด แล้วทรงกระทำอนุโมทนา  นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทำประทักษิณแล้วหลีกไป  พอนางอุทิศส่วนบุญ เปรตนั้นก็กลับได้สวนมะม่วง วิมาน ต้นกัลปพฤกษ์ และสระโบกขรณี กับทิพยสมบัติอันใหญ่หลวง
           ครั้นสมัยต่อมา พ่อค้าเหล่านั้น เมื่อจะไปค้าขายได้เดินไปทางนั้นนั่นแหละ ได้พักแรมคืนหนึ่งในที่ที่ตนได้เคยอยู่มาก่อน เปรตนั้นเห็นพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว จึงแสดงตนแก่พ่อค้าเหล่านั้น พร้อมกับสวนและวิมานเป็นต้น
           พ่อค้าเหล่านั้นเห็นดังนั้น เมื่อจะถามถึงสมบัติที่เปรตนั้นได้มา จึงได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
สระโบกขรณีของท่านนี้ น่ารื่นรมย์ดี มีพื้นที่ราบเรียบ มีท่างดงาม มีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยปทุมชาติต่างๆ มีดอกอันบานสะพรั่ง เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณีอันเป็นที่ฟูใจนี้อย่างไรสวนมะม่วงของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดี เผล็ดผลทุกฤดูกาล มีดอกบานเป็นนิตย์นิรันดร์ เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ภมร ท่านได้วิมานนี้อย่างไร

           เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกถึงเหตุแห่งการได้สระโบกขรณีเป็นต้นจึงกล่าวคาถาว่า  “ สระโบกขรณีมีร่มเงาอันเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้ เพราะทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำ ข้าวยาคูแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์
           เปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว  จึงนำพ่อค้าเหล่านั้นไปแสดงทรัพย์ 500 กหาปณะนั้น แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงรับเอากึ่งหนึ่งจากสวนนี้ จงให้แก่ธิดาของเรา ด้วยประสงค์ว่า นางจงชำระหนี้ที่เรากู้เขามากึ่งหนึ่งแล้วจงเป็นอยู่สบายเถิด  พวกพ่อค้าถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว จึงบอกแก่ธิดาของเปรตนั้นแล้วได้ให้ส่วนที่เปรตนั้นได้ให้แก่ตน แก่นางนั้นเอง
           นางได้ใช้หนี้ทรัพย์ 100 กหาปณะแก่พวกเจ้าหนี้ นอกนั้นได้ให้แก่กฎุมพีนั้นผู้เป็นสหายบิดาตน ส่วนตนเองทำการขวนขวายอยู่อาศัย  กฎุมพีได้ให้คืนแก่นางนั้นนั่นเอง ด้วยพูดว่า จงเป็นทรัพย์ของตัวเธอทั้งหมดเถอะ แล้วแต่งงานนางกับบุตรคนโตของตน
           เมื่อกาลผ่านไป นางได้บุตรคนหนึ่ง เมื่อจะล้อเล่นกับบุตรจึงกล่าวคาถานี้ว่า “ ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลทานที่จะพึงเห็นเอง และผลแห่งความข่มใจ ความสำรวม เราเป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็นลูกสะใภ้ เป็นใหญ่ในตระกูล”
           ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูนางว่ามีญาณแก่กล้า จึงทรงแผ่พระรัศมีไปแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ประหนึ่งประทับอยู่เฉพาะหน้า แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า “ความประมาทย่อมครอบงำ บุคคลผู้ติดอยู่ในความยินดียินร้าย ในความรักความชัง ในทุกข์และสุข”  ในเวลาจบคาถา นางดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
           ในวันที่สอง นางได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
           พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล

            วันนี้ฟังนิทานชาดกในเปตวัตถุเพลินๆ เรื่องผลของการให้ทานมีผลจริง มีหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาจริง  ในสมัยพุทธกาลเพราะมีพระอรหันต์จำนวนมากเป็นปฏิคหาหกผู้รับทานที่สมบูรณ์ ทายกผู้ที่ให้ทานจึงได้รับผลเต็มที่ แม้จะอุทิศให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วก็ได้รับผล หากว่าผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วนั้นอยู่ในภพภูมิที่สมควรจะได้รับ หากยังไม่ได้รับผลของการให้ทานนั้นก็จะย้อนกลับมาสู่ทายกผู้ให้ทานเอง  ส่วนปัจจุบันแม้จะหาพระอรหันต์ได้ยาก แต่ทว่าพระภิกษุสงฆ์ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง ทานที่ให้ก็ย่อมจะมีผลตามสมควร

 

พระมหาบุญไทย   ปุญญมโน
17/07/57

Go to top