Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

             แดดยามเที่ยงวันกำลังระอุร้อน วันนั้นตั้งใจจะไปชมเสาหินพระเจ้าอโศกที่โกตล้า ฟิรอส ซาห์ เมืองเดลี พอไปถึงบริเวณสถานที่ก็มีชายชราคนหนึ่งพยายามเชิญชวนให้เข้าไปชมมัสยิดจามี มัสยิดซึ่งอยู่ข้างๆกับเสาหินพระเจ้าอโศก เพียงแต่ทางเดินเล็กๆกั้นกลางเท่านั้น แม้จะรู้ว่าแขกผู้มาเยือนอยู่ในชุดของนักบวชในพระพุทธศาสนา แต่ชายชราคนนั้นก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แม้จะพูดกันคนละภาษา แต่ก็พอจะเข้าใจกันได้ ภาษามิใช่สิ่งที่ขวางกั้นของสัมพันธไมตรี ศาสนาก็มิใช่สิ่งที่ทำให้คนแปลกแยก แต่ละคนต่างก็มีความเชื่อตามหลักคำสอนในศาสนาของตนเอง  ความเชื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่างคนต่างทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อ หากไม่คิดเบียดเบียนหรือคิดครอบครอง แม้จะต่างศาสนาก็มีมิตรไมตรีต่อกันได้

    
            ภายในบริเวณที่เรียกว่า “Kotla Firoz Shah” เมืองเดลี มีสถาปัตยกรรมที่สำคัญอยู่สองอย่างคือโครงสร้างอาคารรูปปิรามิดซึ่งเป็นศาสนวัตถุในศาสนอิสลามและเสาหินพระเจ้าอโศกซึ่งเป็นศาสนวัตถุในพระพุทธศาสนา  ศาสนวัตถุทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน อยู่ติดกัน มีเพียงทางเดินเล็กๆกั้นกลางสำหรับให้ผู้คนได้เดินผ่านไปมา ทำให้ผู้ที่ได้พบเห็นต่างก็จินตนาการไปต่างๆนานาๆ ทำไมศาสนสถานทั้งสองแห่งจึงมาอยู่ใกล้กัน  บนยอดของซากสถาปัตยกรรมของทางฝ่ายพระพุทธศาสนามีเสาหินพระเจ้าอโศกปักอยู่ด้านบนมองเห็นแต่ไกล

            กล่าวกันว่าเสาอโศกในเมืองเดลีมีอยู่สองต้น  ก่อนนั้นเสาทั้งสองตั้งอยู่ที่เมืองเมรัฐ และ เมืองโทปรา ในรัฐหรยานะ  ต่อมา พระเจ้าเฟโรซ ชาห์ ตุฆลัก (Firuz Shah Tughlug) กษัตริย์ราชวงศ์โมกุล ทรงมีพระบัญชาให้ย้ายเสาทั้งสองต้นมาไว้ที่ กรุงเดลี เมื่อพ.ศ.1899 (ค.ศ.1356) เสาแรกทำด้วยหินอยู่ที่ โกตล้า ฟิรอส ซาห์ สภาพยังสมบูรณ์แต่บนยอดเสาไม่มีสัญลักษณ์ใดๆปรากฎอยู่เลย จึงเป็นเพียงเสาหินที่ไม่มียอด
            อีกเสาหนึ่งสันนิษฐานว่าเป็นเสาเหล็กอยู่ในบริเวณกุตับมีนาร์(Qutab Minar) สาเหล็กนี้ ทำด้วยเหล็กอย่างดีไม่เป็นสนิม เข้าใจว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 800 หลังสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ที่เสามีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต เป็นคำบูชาถวายพระวิษณุ การฝังเสาทำได้แน่นหนามาก เล่ากันว่ากษัตริย์มุสลิมพยายามเอาปืนใหญ่ยิงใกล้ๆ ยังไม่โค่นไม่ร้าว รอยเสาที่ถูกปืนใหญ่ หากสังเกตให้ดีจะเห็นรอยลูกปืนที่แทรกเข้าไปในเนื้อเหล็กมองเห็นได้ชัดเจน เหล็กกับเหล็กกระทบกันลูกปืนคงกระเด็นไปไกล แต่เสาหินยังยืนหยัดอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้  ความสูงของเสานี้ 32 ฟุต 8 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว เป็นที่เชื่อกันว่า ถ้าใครเอาหลังพิงเสานี้ แล้วเอาแขนโอบทางเบื้องหลัง จนมือจับกันได้ ถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์หรือมีบุญวาสนา หรือหากทำดังนั้นแล้วตั้งจิตอธิษฐาน ความปรารถนาใดๆ ที่ขอจะสัมฤทธิ์ผล ส่วนคำแปลโดยละเอียดโปรดอ่านจากแผ่นจารึกข้างล่าง แปลเอาเองตามอัธยาศัย เป็นเสาอโศกหรือมิใช่โปรดพิจารณา

            ในวันที่เดินทางไปยังกุตับมีนาร์ ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่ามีเสาเหล็กปรากฏอยู่ในอาณาบริเวณนั้น แต่เมื่อเข้าใกล้ก็ได้แต่ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกไม่ได้เข้าไปสัมผัสกับต้นเสา ไม่ได้เอาหลังพิง การที่คนจะมีบุญวาสนาคงไม่เกี่ยวกับการโอบต้นเสาแต่ประการใด บุญวาสนาอยู่ที่การกระทำของตัวเราเอง ความปรารถนาจะสำเร็จหรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ที่การอธิษฐานอยู่ที่การกระทำ ส่วนการอธิษฐานเป็นเพียงตัวช่วยให้เกิดกำลังใจในการปฏิบัติ อธิษฐานแล้วไม่ลงมือกระทำจะมีประโยชน์อันใด
            กุตับมีนาร์ เป็นหอสูงที่น่าจะถือเป็นเครื่องหมายของเดลี เป็นถาวรวัตถุที่มีความงามได้ สัดส่วน ภายนอกเป็นหินทรายสีแดง สร้างเป็นลูกฟูกขึ้นไปอย่างเกลี้ยงเกลา ซึ่งได้มีการสร้างต่อกันขึ้นไปหลายทอด หลายยุคสมัย แต่ละลูกฟูกจารึกเป็นอักษรอาระบิกจากบทสวดในพระคัมภีร์กกุรอ่าน 

             ครั้งแรกพระเจ้าปฤถวีราช กษัตริย์ฮินดูทรงสร้างหอไว้สูงเพียง 95 ฟุต เพื่อให้ลูกสาวขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาอันศักดิ์สิทธิ์ในขณะสวดมนต์ ต่อมากษัตริย์กุตับอุดดินไอบัก ( Qutub ud-din Aibak) ซึ่งเป็นกษัตริย์มุสลิมได้ ปรับปรุงในปี พ.ศ. 1743 จากนั้นกษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์เดียวกันได้สร้างต่ออีกสองครั้ง ในปี พ.ศ. 1753 และ พ.ศ. 1779 กษัตริย์ฟิโรซ ชาห์ แห่งราชวงศ์ตุกลัขได้เสริมต่อจนเป็นรูปอย่างที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งนับเป็นศิลปกรรมแบบมุสลิมผสมฮินดูที่หาดูได้ยาก  ความสูงของหอนี้รวมทั้งหมด 238 ฟุต แบ่งออกเป็น 5 ชั้น ภายในโปร่ง มีบันไดขึ้นไป 379 ขั้น มีระเบียบบังคับว่าคนคนเดียวขึ้นไปไม่ได้ เพราะมีคนขึ้นไปกระโดดฆ่าตัวตายบ่อยๆ จึงยอมให้คนอย่างน้อย 2 คนขึ้นไปได้ แต่ปัจจุบันห้ามคนขึ้นไปเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย

            วันนั้นคนดูแลหออนุญาตให้ขึ้นไปได้แต่ให้ขึ้นไปได้เพียงสองชั้น  แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปตามคำอนุญาต จึงทำได้แค่เพียงเดินชมอาณาบริเวณโดยรอบเท่านั้น ฝนที่โปรยปรายลงมาแต่เช้าทำให้บรรยากาศสดชื่น  ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้เขากลัวกล้องถ่ายภาพ เคยขออนุญาตถ่ายภาพร่วมกับคนดูแลหอสูง แต่กลับได้รับการปฏิเสธในทำนองว่าผิดหลักการอะไรทำนองนั้น แต่ก็มีนักท่องเที่ยวอีกหลายกลุ่มมาขอถ่ายภาพด้วย ดังนั้นภาพที่นำเผยแพร่จึงเป็นภาพที่มีคนมาขอถ่ายภาพด้วย คงไม่ผิดกติกาแต่ประการใด
            ที่โกตล้า ฟิรอส ซาห์ วันนั้นมีนักท่องเที่ยวไม่ถึงสิบคนเดินชมอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ ผู้เขียนเดินเข้าไปใกล้เสาหินพระเจ้าอโศกพยายามจะเดินขึ้นไปชั้นบน แต่ทว่าวันนั้นทางเข้าถูกปิด และอีกอย่างบริเวณนั้นสลับซับซ้อนดูน่ากลัว มีพระภิกษุรูปเดียวในมือถือกล้องถ่ายภาพพยายามหาทางเข้าสู่อาคาร ส่วนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเพียงแต่มายืนมองแล้วก็จากไป จึงตัดสินใจมาขอนั่งพักเหนื่อยที่ฝั่งตรงข้าม ชายชราคนนั้นชี้ไปที่หม้อน้ำดื่มที่วางอยู่ข้างๆบริเวณทางเข้าเชื้อเชิญเป็นทำนองว่าเชิญดื่มน้ำให้หายเหนื่อยก่อน เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจจึงตักน้ำดื่มอึกหนึ่ง น้ำในหม้อดินเย็นชื่นใจ

            จากนั้นก็มานั่งพักผ่อนถือโอกาสสนทนากับชายชราคนนั้น  “นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาหรอกครับ นอกจากวันหยุดถึงจะมีมาก มาแล้วก็จากไป ชายชราเดินไปที่ทางเข้าก่อนจะชี้มือไปที่บริเวณรอบๆอาคารเก่า จึงมองเห็นเหล่าผู้จาริกกำลังทำหน้าที่ของตน บางคนกำลังอ่านคัมภีร์ บางคนวาดภาพ บางคนนั่งหลับตา บางคนเดินไปเดินมา แต่เมื่อถามชายชราก็ได้คำตอบไม่ชัดเจนว่าเขาเหล่านั้นกำลังทำอะไร เพราะภาษาที่ฟังยาก บางครั้งดูเหมือนจะฟังออก บางครั้งก็มึนงง มองหาคนแปลก็ไม่มีใคร  เป็นพระภิกษุรูปเดียวโดดเดี่ยวอยู่ในกลุ่มของคนต่างศาสนา
            สถานที่ทั้งสองแห่งเดินทางไปในช่วงเวลาต่างกัน แต่มีสิ่งที่ปรารถนาจะได้เห็นประเภทเดียวกันคือเสาอโศก ที่กุตับ มีนาร์ เป็นเสาเหล็ก ส่วนที่โกตล้า ฟิรอส ซาห์ เป็นเสาหิน หากใครมีโอกาสเดินทางไปเดลี ควรหาโอกาสเดินทางไปชมเสาเหล็กและเสาหินอโศก  ซึ่งเป็นศาสนวัตถุที่สำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา

            ก่อนจากกันวันนั้นชายชรายื่นมาให้จับในทำนองว่าขอแสดงมิตรไมตรีที่ท่านเดินทางมาเยือนถึงถิ่น ผู้เขียนก็ไม่ได้ปฏิเสธความหวังดีของชายชราคนนั้น  แม้จะมีความเชื่อแตกต่างกัน  นับถือศาสนาต่างกัน แต่มิตรภาพเป็นสิ่งที่อยู่เหนือความศรัทธาทั้งหลาย จะแบ่งแยกกันไปทำไม เพราะอีกไม่นานต่างคนก็ต้องลาจากโลกนี้ไปเฉกเช่นเดียวกัน  เสาหินที่แข็งแรงยังมีส่วนแตกหัก เสาเหล็กที่แข็งแกร่งยังรอยบิ่น แล้วมวลมนุษย์จะเพิ่มรอยบิ่นในดวงใจอีกทำไมกัน
 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
06/06/57

Go to top