Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            โบราณว่ามีสี่โรงที่คนไม่อยากเข้าไม่อยากไปคือ “โรงพัก โรงพยาบาล โรงศาลและโลงศพ”  ยกเว้นแต่ผู้ที่มีหน้าที่ที่จะต้องทำงานในสถานแห่งนั้น ในบรรดาโรงทั้งสี่นั้นมีความพิเศษแตกต่างกัน โรงพักเป็นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไว้เพื่อพิจารณากักขังผู้กระทำความผิด โรงศาลเป็นที่ทำงานของผู้พิพากษามีไว้ติดสินคดีความ โรงพยาบาลเป็นที่ทำงานของแพทย์พยาบาลมีไว้รักษาคนป่วย  ส่วนโลงศพมีไว้ใส่คนตาย คนทั่วไปหากไม่จำเป็นก็อย่าเข้าใกล้ หรือหากจำเป็นต้องไปก็ควรให้จบโดยเร็ว คนโบราณจึงมีคำเตือนใจว่า  “ถ้าไปโรงพักอย่าให้ถึงโรงศาล ถ้าไปโรงพยาบาลอย่าให้ถึงโลงศพ”

            ได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อที่ปรึกษาเจ้าอาวาส พระเถระที่มีอายุพรรษามากที่สุดในวัด ไม่สบายต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ จึงไปเยี่ยมอยากรู้ว่าหลวงพ่อเป็นโรคอะไร อาการเป็นอย่างไร พอไปถึงโรงพยาบาลมีพระภิกษุสามเณรหลายสิบรูปยืนริมเตียงคนไข้ ในขณะที่หลวงพ่อได้แต่มอง พูดอะไรได้ไม่มากนัก เมื่อเอ่ยถามว่าอาการหลวงพ่อเป็นอย่างไรบ้าง หมอเขาบอกว่าเป็นโรคอะไร “ไปเผาศพผมหน่อยก็แล้วกัน” หลวงพ่อพูดสั้นๆ เหมือนคนปลงตก

            จึงบอกท่านว่า “ยังอีกนาน หากหลวงพ่อปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ได้อีกสิบปี อายุ 80 ปีค่อยว่ากันอีกที”
            มองเห็นรอยยิ้มของหลวงพ่อแว็บหนึ่ง จากนั้นก็จางหาย “มันเหนื่อย หายใจลำบาก ฉันข้าวไม่ได้ มันอึดอัดไปหมด” “ หลวงพ่อว่า
            หลวงพ่ออายุเจ็ดสิบปี บรรพชาอุปสมบทมาตั้งแต่เด็ก พอจบชั้นประถมปีที่สี่ก็เข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ ชีวิตอยู่ในเพศสมณะมานานกว่า 60 ปีแล้ว เป็นพระเถระในอาราม เป็นผู้ทรงปาฏิโมกข์ สวดปาฏิโมกข์มานาน ในช่วงสองสามปีมานี้ หลวงพ่อมีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน ตามมาด้วยโรคความดันโลหิตสูง และอีกหลายโรคตามมาติดๆ  เข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้ง จนเงินทองที่เก็บสะสมไว้หลายปีหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล

            ป่วยครั้งนี้แพทย์วินิจฉัยแล้วว่า “หลวงพ่อเป็นโรคไตอีกโรคหนึ่ง ควรรีบฟอกไตให้เร็วที่สุด” แต่การฟอกไตต้องใช้เงินมาก โรงพยาบาลสงฆ์เองก็มีพระสงฆ์ที่ป่วยด้วยโรคไตรอฟอกไตจำนวนมาก ตลอดสองเดือนนี้ไม่ว่างเลย”
            ได้ฟังแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าควรจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ได้แต่หันมามองหน้าหลวงพ่อเจ้าอาวาสซึ่งวันนั้นท่านเดินทางไปด้วย  จึงเดินเตร่ไปยังห้องอื่นๆไปเยี่ยมพระภิกษุอีกในห้องต่างๆที่กำลังนอนป่วยด้วยโรคนานาชนิด บางรูปครางโอดโอย บางรูปสงบนิ่ง บางรูปทุรุนทุรายเรียกหาหมอ เข้าไปหาหลวงพ่อรูปหนึ่งถามว่า “หลวงพ่อป่วยเป็นโรคอะไร” หลวงพ่อหันมามองด้วยดวงตาหม่นบอกว่า “ได้ยินเขาคุยกันแว่วๆว่าเป็นเนื้องอกในลำไส้ครับ” เนื้องอกคือภาษาที่แพทย์มักจะเรียกอาการของโรคมะเร็ง เพื่อไม่ให้คนไข้กังวลจนเกินไป โอหนอชีวิตต่างก็ต้องเดินเข้าสู่ความตายด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าใครจะไปก่อนไปหลังเท่านั้น
            ได้ยินเสียงหลวงพ่อรูปนั้นบอกว่า “เวลาอยู่สุขสบายคนเรามักจะลืมความทุกข์ แต่ทว่าความสบายมันแฝงมาด้วยความทุกข์เสมอ อย่าได้เผลอตนเผลอใจในการใช้ชีวิต  ดูเหมือนว่าชีวิตจะไม่ใช่ของเราด้วยซ้ำเราไม่อยากป่วยแต่ก็ห้ามไม่หยุดฉุดไม่อยู่”

            เจ้าอาวาสเรียกประชุมคณะสงฆ์และญาติโยมว่าจะทำอย่างไร “มติที่ประชุมมีความเห็นออกเป็นสองฝ่ายคือต้องรีบหาโรงพยาบาลฟอกไตโดยเร็วที่สุด แม้จะใช้เงินเท่าไหร่ก็ต้องยอม แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า หากออกจากโรงพยาบาลสงฆ์ก็ต้องเริ่มต้นใหม่ ตอนนี้โรงพยาบาลกำลังติดต่อโรงพยาบาลในเครือเพื่อจะได้รักษาแต่ต้องรอจนถึงวันเสาร์” เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงให้สิทธิ์ของเจ้าอาวาสเป็นผู้ตัดสินใจ
            พอพูดเรื่องเงินทุกคนก็หันมามองหน้ากัน การรักษาฟรีนั้นมีอยู่จริง แต่ต้องรอเวลาตามคิวที่มีคนป่วยจองล่วงหน้าไว้ คนป่วยทุกคนก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน จะใช้สิทธิพิเศษอันใดไม่ได้
            กลับมาถึงกุฎิเจ้าแมวสองสามตัวที่เลี้ยงไว้วิ่งมาต้อนรับคงหิว วันนี้อาหารแมวไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เจ้าแมวทั้งหลายได้แต่นั่งมองหน้าทำตาปริบๆ ในวันที่ไม่มีอะไรแต่มักจะมีอะไรที่ไม่น่าจะเป็นปัญหามาให้แก้ แม้เจ้าตัวก็รู้สึกหิว มองหาอะไรที่พอจะประทังความหิวได้ก็ไม่มี สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่ต้มน้ำร้อนชงน้ำชาใส่น้ำตาลลงไปนิดหน่อยพอแก้ความกระหาย  ชีวิตนี้บางครั้งก็ต้องทนหิว และรอคอย ยังดีที่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไรที่ชัดเจน แต่ก็วางใจอะไรไม่ได้ เพราะการเจ็บป่วยเกิดขึ้นได้ทุกเวลา อย่ามัวเมาในความไม่มีโรค อย่าได้มัวเมาในการใช้ชีวิต

            ในพระพุทธศาสนาได้แสดงความเมาไว้สามประการ ดังที่ปรากฏในสุขุมาลสูตร อังคุตตรนิกายติกนิบาต (20/478/485) ความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเมาสามประการนี้ (1) คือความเมาในความเป็นหนุ่มสาว  (2) ความเมาในความไม่มีโรค (3) ความเมาในชีวิต   ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้เมาด้วยความเมาในความเป็นหนุ่มสาวย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ ครั้นแล้ว เมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้เมาแล้วด้วยความเมาในความเมาไม่มีโรค ฯลฯ หรือปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้เมาแล้วด้วยความเมาในชีวิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ ครั้นแล้ว เมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”
            “ปุถุชนเป็นผู้มีความป่วยไข้ ความแก่ และความตายเป็นธรรมดา มีอยู่ตามธรรมดา แต่พากันรังเกียจ ก็การที่เราพึงรังเกียจความป่วยไข้ ความแก่ และความตายนี้ ในหมู่สัตว์ซึ่งมีธรรมดาอย่างนี้ ข้อนั้นไม่สมควรแก่เราผู้มีปรกติอยู่เช่นนี้เรานั้นเป็นอยู่เช่นนี้ รู้จักธรรมที่หมดอุปธิ เห็นเนกขัมมะโดยความเป็นธรรมเกษม ย่อมครอบงำความเมาในความไม่มีโรคในความเป็นหนุ่มสาวและในชีวิตเสียได้ทั้งหมด ความอุตสาหะได้เกิดแล้วแก่เราผู้เห็นนิพพานด้วยปัญญาอันยิ่ง บัดนี้เราไม่ควรที่จะกลับไปเสพกาม เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง จักเป็นผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

            ตอนที่ยังไม่มีโรคเบียดเบียนมนุษย์มักจะหลงลืมไปว่าเราจะไม่ป่วยไข้  ในช่วงของความเป็นหนุ่มสาวก็มักจะมัวเมาว่าราจะไม่แก่ชรา ในความเกิดมักจะลืมไปว่าเราได้ความตายมาพร้อมกับความเกิดนั่นและ ความแก่ชรามีอยู่ในความเป็นหนุ่มสาว โรคาพยาธิก็มีอยู่ในความไม่มีโรค ความตายก็มีอยู่ในชีวิตดังพุทธดำรัสที่แสดงไว้ในชราสูตร สังยุตตนิกาย มหาวรรค ความว่า (19/964/ 271 ) “ดูกรอานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ชราธรรมย่อมมีในความเป็นหนุ่มสาว พยาธิธรรมย่อมมีในความไม่มีโรค  มรณธรรมย่อมมีในชีวิต ผิวพรรณไม่บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนเมื่อก่อน สรีระก็หย่อนย่นเป็นเกลียว กายก็ค้อมไปข้างหน้า และความแปรปรวนแห่งอินทรีย์ คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ก็ปรากฏอยู่”

            วันนั้นไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมหลวงพ่อที่นอนป่วยที่โรงพยาบาลรอการรักษา ไม่ได้ไปโรงพยาบาลเพราะมีอาการป่วยไข้แต่ประการใด แต่ทำไมรู้สึกว่าตัวเราเองกำลังป่วยทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร แต่ต่อไปคงต้องรักษาสุขภาพแล้ว อย่าได้มัวเมาว่าเราจะไม่มีโรค เพราะร่างกายนี้เป็นรังของโรคอยู่แล้ว  วันนี้ไปโรงพยาบาลอย่างเดียว ส่วนอีกสามโรงยังไม่อยากไป โดยเฉพาะโลงศพตอนนี้ขอชมดูห่างๆไปก่อนยังไม่อยากเข้าไปนอนในตอนนี้

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
29/05/57

Go to top