Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

             เส้นทางของนักจาริกแสวงบุญของพุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลกที่เดินทางไปอินเดีย มักจะมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่สังเวชนียสถานสี่ตำบลคือสถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู้ สถานที่แสดงปฐมเทศนา และสถานที่ปรินิพพาน ตามมาด้วยแม่น้ำคงคาชมวิถีชีวิตของชาวฮินดูริมฝั่งแม่น้ำ และอีกแห่งหนึ่งคือเมืองสาวัตถี สถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่จำพรรษานานถึงยี่สิบห้าพรรษา ส่วนเมืองนิวเดห์ลีเมืองหลวง ซึ่งมีสถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรแก่ชาวกุรุนั้น มีเพียงบางคณะเท่านั้นที่ได้ไปเยือน วัดสำคัญในเมืองเดห์ลีอีกแห่งหนึ่ง แม้จะไม่ใช่วัดไทย แต่ก็มีพระสงฆ์ไทยอยู่จำพรรษาเป็นที่พักพิงของคนไทยมายาวนานนั่นคือ “วัดโภคัลพุทธวิหาร”

             วัดโภคัลพุทธวิหาร ในช่วงเดือนเมษายน 2557 นั้นมีพระสงฆ์ไทยจำพรรษาหนึ่งรูปพร้อมกับสามเณรชาวอินเดียรูปหนึ่งนามว่า “สามเณรราหุล” พระสงฆ์รูปนั้นมีนามเรียกขานว่า “อาจารย์จันดี” ภูมิลำเนาเดิมอยู่จังหวัดเชียงราย แต่มาอุปสมบทที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี มีอายุพรรษายี่สิบกว่าพรรษาแล้ว ท่านเคยเล่าให้ฟังถึงสาเหตุที่ได้มาอยู่วัดนี้  “แต่ก่อนผมก็มาพักอยู่กับหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ แต่ไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่ที่วัดโภคัลฯเป็นการถาวร”

             วัดโภคัลฯ  เป็นวัดในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท  ตั้งอยู่ที่ถนนจังปุระ โฮสปิตัลโรด ( Jangpur Hospital Road New Delhi 110014 )  อยู่ห่างจากสนามบินเดลีไปทางเหนือของเมืองเดห์ลีประมาณ 30 กิโลเมตร
             ความเป็นมาของวัดนี้เจ้าอาวาสเล่าให้ฟังย่อๆว่า “มีเศรษฐีชาวอินเดียคนหนึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนามากจึงบริจาคที่ดินประมาณหนึ่งไร่เพื่อให้สร้างเป็นวัดในพระพุทธศาสนา อยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมชาวพุทธอินเดียซึ่งมีอำนาจในการบริหารจัดการ ในยุคแรกมีพระชาวจิตตกอง (บังคลาเทศ) สองรูปอยู่จำพรรษาคือ “ท่านมหานาม” และ “ท่านสัตยปาล”  ต่อมาหลวงพ่อสังวาล วัดทุ่งสามัคคีธรรม จังหวัดสุพรรณบุรี และพระอาจารย์สนอง กตปุญโญ วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีได้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้และได้สร้างอาคารและศาสนวัตถุอีกหลายอย่าง รวมทั้งพระพุทธรูปพระประธานในอุโบสถ จากนั้นก็มีพระสงฆ์จากวัดสังฆทานผลัดเปลี่ยนกันมาจำพรรษาเรื่อยมา มีบ้างบางช่วงที่พระนักศึกษาไทยมาอยู่จำพรรษา

             ท่านสัตยปาล ถูกกล่าวหาว่าไปทำมิดีมิร้ายกับหญิงชาวฮินดู เมื่อตำรวจมาสอบสวนท่านก็ปฏิเสธ ถูกตำรวจสอบสวนหนักจนเสียสติ ลุงโอมเล่าให้ฟังว่า “ท่านสัตยปาล” นอนสิ้นสติไปสามวันสามคืน โดยไม่มีใครรู้ว่าท่านหายไปไหน แต่พอท่านฟื้นคืนสติกลับมาก็จดจำอะไรไม่ได้ ทุกวันนี้จึงเป็นเหมือน ร่างที่ไร้สติ คนไม่ผิด ไม่ได้ทำ แม้จะสอบสวนอย่างไรก็ไม่อาจจะทำให้กลายเป็นคนผิดไปได้ ส่วนท่ามหานามมรณภาพไปนานแล้ว”
             พอเอ่ยถึงท่านสัตยปาล ก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งผมสั้นนุ่งผ้าผืนเดียวเดินลงมาจากชั้นสามของศาลาการเปรียญ ลุงโฮมชี้ให้ดูว่านั่นแหละคือสัตยปาล ท่านยังคิดว่าตัวเองยังเป็นพระสงฆ์อยู่ เพียงแต่สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ท่านอยู่ที่มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว น้ำเสียงตอนท้ายๆของลุงโอมฟังดูเหมือนคนรำพึง เสียงสั่นสะท้านเหมือนกำลังจะร้องให้
             ลุงโฮม มหาวงษ์ ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี เป็นอดีตนักศึกษาลาว เดินทางมาศึกษาระดับปริญญาโท สาขาโบราณคดี  ร่วมกับนักศึกษาลาวในสมัยนั้นประมาณยี่สิบรูป  พอลับหลังสัตยปาล จึงหันมาถามลุงโฮมว่า “ลุงมาอยู่อินเดียนานเท่าไหร่แล้ว”

             ลุงโฮมตอบในทันใดโดยแทบจะไม่ได้คิดเหมือนมีคำตอบอยู่ล่วงหน้าแล้ว “ผมมาอินเดียปี พ.ศ. 2512”
             นั่นมัน 45 ปีมาแล้ว แต่ท่านสัตยปาลอยู่ที่วัดโภคัลแห่งนี้มานานกว่าผมอีก ที่วัดโภคัลจึงมีคนเก่าแก่อยู่สองท่านคือสัตยปาล อดีตเจ้าอาวาส และลุงโฮม  มหาวงษ์ ผู้อยู่ดูแลวัดมาเนิ่นนาน
             จึงถามว่า “ลุงไม่คิดจะกลับบ้านเกิดหรือ”
          ลุงโฮมบอกว่า “ตอนนี้คงคิดมาก ทำอะไรมากไม่ได้ ผมกลายเป็นคนไร้สัญชาติไปนานแล้ว หลักฐานทุกอย่างไม่หลงเหลืออยู่เลย อีกอย่างญาติพี่น้องที่เมืองลาวก็ไม่มีใครแล้ว ผมคงต้องยู่ที่อินเดียนี้ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่” น้ำเสียงตอนท้ายคล้ายเสียงสะอื้น
             ในช่วงที่พักอยู่ที่วัดโภคัลฯได้สนทนากับลุงโฮมแทบทุกวัน แม้น้ำเสียงจะแจ่มใส แต่หากเมื่อใดเอ่ยถึงประเทศลาว ลุงโฮมก็มักจะนิ่งเงียบ คนเราจากบ้านมานานกว่าสี่สิบปี ถึงอย่างไรก็ยังคิดถึงบ้านเกิด แต่ทว่าเวลาและโอกาสไม่เอื้ออำนวย จึงต้องทนอยู่ในสถานที่ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด  ในขณะที่เจ้าอาวาสก็แวะเวียนมาทักทายถามข่าวไม่ได้ขาด

             เย็นวันหนึ่งมีชายชราวัยหกสิบกว่าปีเดินเข้ามาที่วัดโภคัลพุทธวิหาร ชายคนนั้นมีนามว่า “สุนทรา ทองมา” อุบาสกชาวลาวที่พึ่งเดินทางมาจากวัดไทยไวสาลี เมืองปัตนะ “ผมจะเดินทางไปมะนาลีครับ พาหลานสาวไปเที่ยวหน่อย แต่จองตั๋วเดินทางได้ในอีกสองวันข้างหน้าโน่น จึงต้องรอ”
             สุนทรา ทองมา แตกต่างจากลุงโฮม เพราะชอบพูดชอบสนทนา พูดได้หลายภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ฮินดี ไทย ลาว เรียกได้ว่าไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นชนชาติใดพูดภาษาอะไรลุงสุนทราก็จะโต้ตอบด้วยภาษานั้นทันที เมื่อถามว่าเป็นเพื่อนกับลุงโฮมหรือ
           ลุงสุนทรารีบปฏิเสธทันที่ว่า “เขารุ่นพี่แก่กว่าผมสิบกว่าปี ปีนี้ผมอายุ 63 ปี ลุงโฮมก็ต้องเจ็ดสิบขึ้นไปใกล้ๆแปดสิบปีแล้ว  ผมมาเรียนปริญญาโทที่อินเดียหลังลุงโฮมหกปี ผมมาเรียนที่อินเดียปี พ.ศ. 2518 ตอนนั้นประเทศลาวยังรบกันอยู่  ปีนั้นใกล้สอบแล้วทางราชการมีคำสั่งเรียกนักศึกษากลับประเทศ ผมตัดสินใจไม่กลับ จึงอยู่ที่อินเดียตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อาศัยวัดต่างๆเป็นที่ซุกหัวนอน ปัจจุบันพักอยู่ที่วัดไทยไวสาลี เมืองปัตนะ

             ติดกับวัดโภคัลพุทธวิหารด้านหนึ่งเป็นวัดฮินดู อีกด้านหนึ่งเป็นโรงเรียนของคริสตศาสนาและถัดไปอีกหน่อยเป็นวัดของชาวคริสต์ ดังนั้นวัดโภคัลฯจึงอยู่ท่ามกลางฮินดูและคริสต์ แม้จะอยู่ติดกันแต่ต่างฝ่ายต่างอยู่ ปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อของตน แทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย
             แดดยามเช้ากำลังอุ่นสบายเพราะคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก  มองไปที่ประตูทางเข้าหน้าวัดเห็นท่านสัตยปาลกำลังจะเปิดประตูออกไปข้างนอก คิดถึงคำบอกเล่าของเจ้าอาวาสที่บอกว่า “คนในเขตนี้ต่างก็รู้จักท่านสัตยปาลดี ท่านจะไปไหนก็ได้ เรียกรถคันไหนไปส่งก็ได้ จะเข้าร้านอาหารร้านไหนก็ได้ ทุกอย่างฟรีหมด ผู้คนในถิ่นนี้นับถือท่านประหนึ่งเทพเจ้า ทุกคนเชื่อว่าท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ปล่อยวางแล้ว”

             ช่างเป็นชีวิตที่ไม่วุ่นวายดีแท้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร หิวก็กิน ง่วงก็นอน มีเพียงผ้าเก่าๆผืนเดียวห่อหุ้มร่างกาย ชีวิตของพระภิกษุรูปหนึ่งที่มีบั้นปลายชีวิตที่สันติ ใครจะมาจะไปไม่สนใจ ไม่ดุด่าว่าร้ายใคร ดำรงชีวิตอยู่แบบง่ายๆ กำลังคิดถึงชีวิตที่เรียบง่ายของท่านสัตยปาล บัดดลนั้นท่านก็หันกลับมาส่งยิ้มน้อยๆให้ประหนึ่งจะล่วงรู้ว่ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งกำลังคิดอิจฉาความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายของผู้ปล่อยวาง หรือว่าท่านสัตยปาลยังมีสติสมบูรณ์ ไม่ได้เสียสติเหมือนที่คนอื่นเข้าใจ    
 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
16/05/57

Go to top