Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

           การเดินทางมายังเมืองศรีนาคา รัฐจัมมูแคชเมียร์ เมืองที่ตั้งอยู่ตอนเหนือของอินเดียในครั้งนี้พักอยู่หลายวัน เที่ยวชมสถานที่ต่างๆกันเอง โดยไม่ได้รีบร้อนด้วยตารางการเดินทาง อยากไปก็ไป เหนื่อยก็หยุดพัก การเดินทางแบบนี้หากเป็นการจัดของบริษัทจัดทัวร์คงต้องขาดทุน เพราะกำหนดการเดินทางไม่แน่นอนจะเลื่อนออกไปเรื่อยๆ วันนั้นจึงมีเวลาว่างอีกหนึ่งวันไม่ได้มีแผนการเดินทางไปไหน เพื่อนร่วมเดินทางอยากได้ของฝากจากศรีนาคาประเภทเครื่องเงิน ทองเหลือง เครื่องหนัง ผ้าจากแคชเมียร์เป็นต้น จึงพากันเดินเล่นตามร้านค้าต่างๆ แต่ทว่าผู้เขียนไม่ค่อยมีเงินที่จะซื้อของฝากใดๆ อีกอย่างไม่รู้จะซื้อไปฝากใคร จึงถือกล้องเดินเล่นและถ่ายภาพของวิถีชีวิตของผู้คนตามสองข้างทาง เป็นประเภทพ่อค้าแม่ขายหรือคนเดินดินกินจาปะตีที่ดำเนินชีวิตตามปกติธรรมดา

           ในขณะที่เพื่อนร่วมเดินทางกำลังเลือกดูสินค้าที่ร้านค้าแห่งหนึ่ง  สายตาก็เหลือบไปเห็นอีกฟากฝั่งของถนนมีชายราหนวดขาวสองคนกำลังสูบ “บาระกู่”  ด้วยกล้อง “ฮุคคา”  คำว่า “บารากู่” หมายถึงยาสูบที่นำมาใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้เสพที่มีชื่อเรียกว่า “ฮุคคา hookah”  จึงยกกล้องขึ้นถ่ายภาพไว้หลายภาพ บังเอิญว่าชายชราคนหนึ่งเหลือบมาเห็นเข้า จึงกวักมือเรียกให้เข้าไปหา ตอนนั้นยังไม่แน่ในว่าจะถูกบริภาษ ตำหนิหรือสั่งให้ลบภาพออก  เอาไงเอากัน ถ่ายภาพเข้าไปแล้วนี่ ทำไงได้ จึงถือกล้องเดินข้ามถนนเข้าไปหาชายชราหนวดขาวสองคนนั้นในบัดดล

           ชายชราทั้งสองหันมาพูดด้วยภาษาท้องถิ่น ซึ่งก็ฟังไม่ออก แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มก็เบาใจได้ว่าคงไม่มีอะไรร้ายแรงอย่างที่คิด ชายชราสองคนนั้นบอกในทำนองว่าถ่ายภาพให้สวยๆ จากนั้นก็ตั้งท่าสูบยาจากกล้องยาสูบให้ดู เมื่อนายแบบอนุญาตจึงถ่ายภาพได้อย่างสบายใจ  ถ่ายภาพเสร็จก็นำภาพจากกล้องให้ชายชราดู จึงได้ยินเสียงหัวเราะด้วยความพึงพอใจ บ่งบอกในทำนองว่า คุณถ่ายภาพผมได้เท่ห์มาก จากนั้นก็เรียกเหล่าบรรดาผู้คนหลากหลายอาชีพที่อยู่ใกล้ๆให้เข้ามาดู พอเห็นภาพของชายชราก็คงอยากมีภาพบ้าง ทุกคนจึงขอให้ถ่ายภาพให้ ซึ่งช่างภาพสมัครเล่นก็สนองตอบถ่ายภาพอย่างสบายใจ จึงได้ภาพบรรยายของวิถีชีวิตข้างถนนของชาวเมืองศรีนาคาในช่วงฤดูหนาว  พวกเขาต่างก็รุมถามว่า “คุณมาจากไหน” ทั้งภาษาท้องถิ่นและมีภาษาอังกฤษสอดแทรกเข้ามา  เมื่อบอกว่ามาจากไทยแลนด์ พวกเขาก็ทำหน้างง บางคนออกเสียงว่าไต้หวัน เมื่อผู้เขียนยืนยันว่าไทยแลนด์ พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจสงสัยในทำนองว่าประเทศนี้มันอยู่ในแห่งใดในแผนที่โลกกันเล่า

           ตอนนั้นคิดถึง “บ้องกัญชา” ที่เคยเห็นสมัยเป็นเด็กหนุ่ม ในชนบทแถวภาคอีสานจะมีวิธีสูบยาคล้ายๆกันกับบาระกุ  แต่ใช้กัญชาแทนยาสูบ บ้องกัญชาทำจากไม้ไผ่ ใส่น้ำไว้ข้างในเหมือนกัน  สมัยนั้นกัญชายังไม่ผิดกฎหมายร้ายแรง สามารถสูบได้ทั่วไป แต่ปัจจุบันนัยว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย ความทรงจำนั้นผ่านมานานเกินกว่าสามสิบปีแล้ว เด็กหนุ่มในอดีตคนนั้น ณ ห้วงเวลาปัจจุบันแม้จะได้เห็นวิธีสูบยาที่คล้ายๆกันจึงได้แต่คิดเปรียบเทียบเท่านั้น  แม้ว่าชายชราเคราขาวจะคะยั้นคะยอขอให้ลองสูบดูก็ไม่กล้าลอง ประเดี๋ยวเกิดเมายาจากกล้องบาระกุหาทางกลับที่พักไม่ได้
           การถ่ายภาพคนนั้นหากขออนุญาตก่อนแม้จะไม่ค่อยได้ภาพที่เป็นธรรมชาติ แต่ทว่าการสร้างสัมพันธไมตรีสำหรับผู้คนต่างชาติ ต่างศาสนาก็เป็นมารยาทที่ดีอย่างหนึ่งของช่างภาพ อย่างน้อยก็ได้พบเพื่อนในสภาพที่แตกต่าง มนุษย์นั้นมีธรรมชาติที่ไม่ต่างกันมากนัก ย่อมอยากรู้อยากเห็นเต็มไปด้วยความสงสัย เมื่อพบกับผู้คนที่แตกต่างก็อยากสอบถามความเป็นมา แม้จะนับถือศาสนาต่างกัน ภาษาพูดต่างกัน ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างกัน ก็เป็นเพียงความแตกต่างมิใช่ความแปลกแยก สามารถคบหาเป็นเพื่อนกันได้ แต่ถ้าหากยึดแต่ทิฐิมานะของตนเอง แม้จะนับถือศาสนาเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน ก็อาจทำให้เกิดการแตกแยกได้

           อีกครั้งหนึ่งที่ร้านค้าริมถนนเห็นคนกำลังทอดจาปะตีแผ่นใหญ่คล้ายๆขนมข้าวเกรียบ กำลังทอดแห้งกรอบพอดี เปลวไฟยังลุกโซนระยะห่างประมาณห้าเมตร จึงได้ภาพของวิถีชีวิตของพ่อค้าริมถนนกำลังทำงานด้วยใบหน้าที่มุ่งมั่นและตั้งอกตั้งใจในการประกอบอาชีพ ซึ่งกว่าจะได้เงินตรามาเลี้ยงชีพคงต้องทำงานหน้าเตาไฟอันร้อนระอุเป็นเวลายาวนาน ชายคนนั้นหันมายิ้มให้แว็บหนึ่งก่อนจะทำหน้าที่ของตนต่อไป
         ที่บ้านอิฐเก่าข้างๆร้านค้านั้น ระยะห่างไปกว่าสิบเมตรเห็นหญิงคนหนึ่งกำลังมองมาด้วยความสงสัย จึงยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ เธอยังคงงงงวยว่าภาพถ่ายของเธอจะออกมาในลักษณะใด ก็ระยะห่างอยู่ไกลปานนั้น แต่ทว่าก็ได้ภาพของผู้เธอในอิริยาบถสบายๆเหมือนกับว่าเธอคงกำลังรอใครสักคน 


           ตามถนนริมทางมีคนนั่งม้าชมเมืองให้เห็นอยู่บ้าง  ม้าตัวเล็กๆมักจะมีคนขี่บนหลังเดินเล่นตามริมทาง หากใครต้องการเที่ยวชมเมืองก็สามารถเลือกใช้บริการได้ ส่วนราคาแล้วแต่จะตกลงกันได้ ชีวิตความอยู่ของผู้คนในเมืองศรีนาคานั้น หากได้สัมผัสกับผู้คนโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องของศาสนาก็นับว่าน่าสนใจ เมื่อได้สนทนาปราศรัยด้วยแล้ว แม้ศาสนาจะเป็นเรื่องของคติความเชื่อความศรัทธาของแต่ละคน แต่ธรรมชาติดั้งเดิมของชนพื้นเมืองยังเยือกเย็นพร้อมที่จะเป็นมิตรกับผู้มาเยือน

           บ้านเก่าหลังหนึ่งมีรั้วบ้านทำด้วยสังกะสีเพียงแต่แง้มบานประตูออกนิดหนึ่งเหลือบไปเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเปิดประตูออกมาจึงยกกล้องขึ้นเพื่อถ่ายภาพนั้น แต่ทว่าเจ้าเด็กน้อยกลับรีบหลบซ่อนตัวหลังรั้วบ้าน จึงวางแผนใหม่แกล้งเดินผ่านโดยไม่สนใจ แต่กล้องเตรียมพร้อมไม่ต้องส่องไม่ต้องเล็ง กะประมาณเอาว่าพอเด็กเปิดประตูออกมาก็รีบกดชัตเตอร์ทันที  จึงได้ภาพดวงตาของเด็กน้อยที่ฉายแววแห่งความฉงน ดวงตาที่เพ่งมองเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แฝงด้วยความสงสัยอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็ก  เพียงชั่วครู่เด็กคนนั้นก็ออกมาเดินปร๋อริมทางเดินแล้ว

           การเดินเล่นชมเมืองศรีนาคาโดยถือกล้องเดินท่องไปตามถนนจึงได้ภาพที่แปลกไปอีกอย่าง ผู้ถูกถ่ายภาพทั้งที่ตั้งใจวางท่าด้วยความเต็มใจ และไม่ได้ตั้งใจโดยดำเนินชีวิตไปตามวิถีธรรมดา ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย วันนั้นจึงเดินเล่นถ่ายภาพในห้วงยามในวันว่าง เป็นวันพักผ่อนก่อนจะอำลาจากเมืองศรีนาคามุ่งหน้าสู่เมืองปาห์ลกัม หรือปหาลกัม(Pahalgum) เมืองในหุบที่มีแม่น้ำไหลแรงซึ่งเกิดจากหิมะจากยอดเขาละลายกลายเป็นลำธารและสายน้ำที่ฉ่ำเย็นและหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนโดยไม่มีที่สิ้นสุด

           ยามสายัณหสมัยสายน้ำแห่งทะเลสาบดาลสะท้อนกับแสงแห่งดวงอาทิตย์ เป็นประกายระยิบระยับ เรือโดยสาร เรือสินค้าที่ยังใช้คนพายโดยไม่ยอมใช้เครื่องยนต์ใดๆมาทุ่นแรง ยังคงใช้แรงพายพอพายกระทบน้ำก็เกิดเป็นเส้นสายเหมือนจิตรกรรมบนท้องน้ำที่จิตกรเสกสรรปั้นแต่งความงามแห่งสายน้ำ ต้นไม้บางต้นที่ผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านสาขา บางต้นกำลังออกดอกบานสะพรั่ง เมื่อลมรำเพยพัดก็เกิดเสียงหวาดหวิวพลิ้วไหวประหนึ่งเสียงดนตรีแห่งธรรมชาติ ลาก่อนศรีนาคา นครแห่งความงามใต้สายน้ำและภูเขา ไม่รู้อีกนานเท่าใดจึงจะได้กลับมาเยือน

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
28/04/57

Go to top