Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            เดือนเมษายนในประเทศไทยถือว่าเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนที่สุด คนโบราณจึงมีประเพณีเล่นน้ำในวันสงกรานต์เป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งเพื่อคลายความร้อน จนกระทั่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นประเพณีที่สำคัญของประเทศไทย ในช่วงกลางเดือนเมษายนจึงมีวันสงกรานต์ เล่นน้ำ รดน้ำดำหัวขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้คนก็ได้สนุกสนานสาดน้ำอย่างมีความสุข สงกรานต์จึงกลายเป็นเรื่องของการสาดน้ำ การละเล่นที่สำคัญในสังคมไทย เรียกว่าใช้องศาความร้อนของบรรยากาศมาสร้างสรรค์จนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีของสังคมไทยได้อย่างลงตัว แต่ทว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้ผู้เขียนกำลังอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเต็มไปด้วยหิมะที่กำลังตกโปรยปรายกลางหุบเขาอันหนาวเหน็บนามว่า “กุลมาร์ซ”

            “GULMARC”  หากเขียนเป็นภาษาไทยน่าจะใช้คำว่า “กุลมาร์ซ”  เป็นชื่อภูเขาและสถานที่ท่องเที่ยวลือนามแห่งหนึ่งของอินเดีย อยู่ในในแคว้นจัมมูแคชเมียร์ ตั้งอยู่ในระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 8,694 ฟุต หากคิดเป็นเมตรจากอัตราส่วน  1 เมตร เท่ากับ 3.33 ฟุต ดังนั้น 8,694 ฟุต ก็จะเป็น 2,610 เมตร  ในขณะที่ยอดดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ สูงเหนือระดับน้ำทะเล  2,565  เมตร  ระยะทางจากศรีนาคา 51 กิโลเมตร เส้นทางลดเลี้ยวเลาะเลียบไปตามเชิงเขา รถยนต์ต้องค่อยๆเคลื่อนตัวไปอย่างระมัดระวังตามสองข้างทางมีน้ำแข็งที่จับตัวเป็นก้อนเรียงรายเป็นหย่อมๆตามเชิงเขาใต้ป่าสน ใช้เวลาในการเดินทางจากศรีนาคาประมาณหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที

            “กุลมาร์ซ” ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงวันมองเห็นเป็นสีขาวของหิมะปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ  เมื่อเท้าสัมผัสกับพื้นหิมะและเดินไปสักพักก็เกิดอาการร้อนระอุขึ้นมาในร่างกาย เหงื่อเริ่มรินไหลอาบใบหน้า เพื่อร่วมเดินทางหันมามองว่าทำไมจึงถอดหมวกไหมพรมกันหนาวและถุงมือออก จึงร้องบอกให้ใส่หมวกเข้าไว้ อย่าได้ถอดออกโดยเด็ดขาด แม้จะรู้สึกร้อนก็ต้องทน เพราะร่างกายกำลังปรับสภาพรับความหนาวของหิมะ อย่าได้วางใจ อาจจะเกิดอาการหมดสติเพราะอากาศหนาวได้ อย่าได้ประมาท 
            ที่คิดไว้ก่อนไปว่าอยู่บนเนินหิมะคงหนาวเหน็บ แต่เมื่อแรกพบกลับไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะร่างกายจะเริ่มร้อนก่อนและจะค่อยๆหนาวไปทีละนิด  สิ่งที่คิดไว้อาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้ ดังสุภาษิตที่แสดงไว้ในมหาชนกชาดก (28/450/142) ตอนหนึ่งว่า "อจินฺติตมฺปิ  ภวติ  จินฺติตมฺปิ วนสฺสติ" แปลเป็นไทยตามสำนวนพระไตรปิฎกว่า "ความคิดที่ยังไม่ได้คิดก็อยู่มีบ้าง ความคิดที่คิดแล้วเสื่อมหายไปบ้าง"  แต่ในหนังสือพุทธศาสนสุภาษิตเล่มสาม แปลด้วยสำนวนใหม่ว่า "สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ ย่อมมีได้ สิ่งที่คิดไว้ก็เสียหายได้"

            ตอนนั้นนึกถึงพระสมณทูตที่เดินทางมาเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ คงต้องทนกับสภาพอากาศที่แปรปรวน หนาวเย็นจับขั้วหัวใจอย่างนี้จะอยู่อย่างไร จะนั่งสมาธิ เดินจงกรมอย่างไร เดินสักพักรู้สึกเหนื่อยหายใจติดขัด จึงลองนั่งเล่นบนลานหิมะดูรู้สึกเย็นสบายร่างกายเริ่มรู้สึกหนาวแล้ว เหงื่อแห้งร่างกายเย็นคงปรับสภาพกับความหนาวของหิมะได้แล้ว
          เพื่อนร่วมเดินทางรูปหนึ่งเอ่ยขึ้นมาลอยๆว่า “อากาศอย่างนี้ไม่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม เพราะหนาวเกินไป ความเป็นอยู่ลำบาก ชาวบ้านก็คงมาทำบุญที่วัดไม่สะดวก” ท่านปรายขึ้นมาอย่างนั้นแม้จะยังไม่ใช่คำตอบ แต่ทว่าที่ผ่านมาหลายวันก็ยังไม่เห็นวัดในพระพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้เลย แม้แต่วัดลามะก็ยังไม่เห็น  หรือว่าอารามจะแทรกตัวอยู่ตามไหล่เขาที่เรายังเดินทางไปไม่ถึง

            กล้องที่ถืออยู่ในมือจึงบันทึกภาพทุ่งหิมะไปเรื่อยๆ และขอให้เพื่อผู้ร่วมเดินทางถ่ายภาพให้ ผลัดเปลี่ยนกันเป็นช่างภาพ จึงมีภาพถ่ายเป็นที่ระลึกพอประมาณ แต่พักหลังๆเริ่มหนาวสั่นและอ่อนล้าเพราะการเดินทางบนหิมะต้องระวัง อาจจะเผลอตกหล่นลงไปยังหลุมหิมะได้ทุกเมื่อ เพื่อนเตือนว่าอย่าออกนอกเส้นทาง แต่ทว่ามีบ่อยครั้งที่ต้องออกนอกเส้นทางเพราะน้ำในร่างกายดูเหมือนจะมีปริมาณที่มากผิดปกติต้องระบายออก
          อาคารบ้านเรือนบางแห่งถูกหิมะปกคลุมเหมือนดังจะถูกฝังอยู่ใต้สีขาวของหิมะ บางแห่งเหลือไว้แต่เพียงประตูทางเข้า ส่วนผู้อาศัยคงหลบหิมะไปที่อื่นชั่วคราว เพราะคงโกยหิมะหน้าบ้านไม่ไหว  หิมะสีขาวหากมองเพียงพื้นผิวก็สวยสดงดงาม แต่ทว่าภายใต้สีขาวของหิมะนั้นซ่อนอันตรายอะไรไว้ไม่อาจรับรู้ได้  “ด้านหน้าสดใส แต่ภายใต้อันตราย”  เฉกเช่นกับหน้าตาของมวลมนุษย์ที่กำลังแย้มยิ้ม แต่ภายในอาจจะกำลังซ่อนความปองร้ายไว้ภายในก็ได้ โบราณจึงมีคติเตือนใจว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” ชีวิตบางครั้งก็ไปเร็วไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ถึงจะเดินช้าสักวันก็ถึงเป้าหมายจนได้  เหมือนภูเขาหิมะไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่ค่อยๆสะสมขึ้นเรื่อยๆจนพื้นเต็มไปด้วยเกร็ดหิมะ

            พอไปถึงจุดที่จะต้องขึ้นกระเช้าไฟฟ้าเพื่อชมทัศนยภาพของภูเขาน้ำแข็ง ก็ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลว่า “เกือบหนึ่งชั่วโมงแล้วที่กระแสไฟฟ้าขัดข้อง นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยังติดอยู่บนกระเช้าบนยอดเขา ยังลงมาไม่ได้ หากต้องการจะขึ้นกระเช้าชมความงามของภูเขาน้ำแข็ง คงต้องรอสักพัก” คำว่า “รอสักพัก” ของอินเดียนั้นคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่าอีกนานเท่าไหร่ ไฟฟ้าในประเทศอินเดียขึ้นชื่อลือนามมานานแล้วว่า ติดๆดับๆ เอาแน่ไม่ค่อยได้ บางวันอาจจะไม่มีไฟฟ้าเลยก็ได้
            ได้มาเดินเล่นบนลานหิมะก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่น่าจะอยู่ในดงหิมะเนินเกินไป เพราะความหนาวไม่ปราณีใคร เห็นสีขาวของหิมะสดใสสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนแสบตา เพ่งมองสีขาวนานๆก็อาจจะเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ จึงซื้อแว่นกันแดดสีดำอันหนึ่งในราคา 150 รูปี ใส่แล้วกันแสงแดดได้ดียิ่ง เดินทางย้อนกลับทางเดิมได้ อย่างสบายนัยน์ตา

            ช่วงนั้นอยู่ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ที่เมืองไทยพอดี  มองเห็นผู้คนนั่งล้อลากไปตามทางหิมะ ดูแล้วก็เพลิดเพลินเจริญใจ  คิดถึงสงกรานต์ที่เมืองไทย ปีนี้คงไม่มีโอกาสได้ร่วมงานสงกรานต์ที่ไหน ไม่ได้เปียกน้ำหอม ไม่ได้ย้อมน้ำสี ไม่มีใครสาดน้ำ ได้แต่เล่นสงกรานต์ในลานหิมะ จึงก้มหยิบหิมะโยนขึ้นท้องฟ้าซึ่งหิมะก็ตกลงมายังพื้นดินตามเดิม สรรพสิ่งทั้งหลายแม้จะอยู่สูงเพียงใด หากยังอยู่ในโลกมนุษย์ในที่สุดก็ต้องทิ้งร่างลงยังพื้นปฐพีเหมือนกัน ยกเว้นแต่จะอยู่ในห้วงอวกาศซึ่งจะลอยคว้างไปทางไหนไม่อาจทราบได้ แต่หากยังอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของโลกนี้แม้จะขึ้นไปสูงเพียงใดไม่นานก็ต้องกลับคืนสู่ดินเหมือนกัน สงกรานต์ปีนี้คงทำได้เพียงเดินเล่นบนลานหิมะ บนหุบเขากุลมาร์ซ แคชเมียร์ อินเดีย
    

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
26/04/57

Go to top