Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         ในช่วงเวลาขณะที่ได้ปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนยอดสูงสุดของเจดีย์แล้วมองลงมาข้างล่าง จะเห็นภาพมุมกว้างแลสลอนสูงๆต่ำๆสลับไปจนสุดสายตา เป็นภาพที่บรรยายออกมาเป็นตัวอักษรได้ยาก ทั้งความรู้สึกที่เหมือนอยู่ในที่สูงสุด อาการตื่นกลัว ประหม่าเหมือนกับจะหล่นร่วงลงไปยังพื้นข้างล่างได้ทุกนาที  แต่ทว่ากลับเป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง เพราะรับรู้ได้ถึงการได้ขึ้นสู่จุดที่สูงบนความอลังการแห่งโบราณสถานที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ รู้สึกประหนึ่งว่าเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่เคยร่วมสร้างเจดีย์เก่าแก่แห่งนั้น  การปีนขึ้นสู่ยอดเจดีย์จึงไม่อนุญาตให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลกหิตขึ้นไป เพราะอาจจะได้กลับลงมายังพื้นปฐพีเพียงร่างกาย ส่วนจิตวิญญาณโบยบินลับหายไปกับฟากฟ้าแห่งรัตติกาลแล้ว

         หมู่เจดีย์ที่สร้างจากก้อนอิฐ หิน ดิน ทราย มีจำนวนมากมายเหลือจะคณนานับได้แทรกตัวอยู่ตามท้องทุ่งมีทั้ง เจดีย์ขนาดเล็กและใหญ่ โตโอฬาร มีบ้างที่เจดีย์บางองค์มีขนาดเล็กต่ำกว่ายอดไม้  แต่บางองค์สูงเสียดฟ้า เสียดยอดสูงกว่าฝูงนกบินที่ร่อนถลาเล่นลมต่ำกว่ายอดเจดีย์  อาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล หากจะบอกว่าเมืองทั้งเมืองถูกโอบล้อมด้วยเจดีย์ก็คงไม่ผิดนัก เจดียสถานเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นที่พุกาม ประเทศเมียนมาร์ อดีตราชธานีแห่งพุกามประเทศ ที่เคยรุ่งเรืองกว่า 243 ปี (พุทธศักราช 1587-1830)จากพระเจ้าอนุรุทถึงพระเจ้านรสีหบดี
         ในบริเวณช่องว่างแห่งช่วงเจดีย์ยังมีชาวบ้านทำไร่ทำนาปลูกพืชพรรณต่างๆโดยมิได้ทำลายเหล่าเจดีย์ทั้งหลายหากช่วงใดที่พืชผลทางการเกษตรเข้าใกล้กับองค์เจดีย์ก็จะหลบหลีกเลี่ยงไปที่อื่น ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาก็ไม่มีใครตัดหรือทำลายปล่อยให้ต้นไม้เหล่านั้นเจริญงอกงามจนบางต้นแผ่กิ่งเหมือนงูเลื้อยไปยังอีกต้นหนึ่ง จึงได้เห็นเจดีย์และหมู่แมกไม้สอดประสานอย่างกลมกลืน  หากจะตัดถนนเมื่อผ่านต้นไม้ก็จะอ้อมต้นไม้ไป ดังนั้นถนนหนทางของที่นี่จึงคดเคี้ยวเลี้ยวเลาะไปตามช่องว่างแห่งเจดีย์และหมู่แมกไม้

         จากข้อมูลของกรรมโบราณคดี พม่าระบุไว้ว่า “โบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากรมโบราณคดีมีจำนวนทั้งสิ้น 2834 แห่ง แบ่งออกเป็นกู่พญาจำนวนกว่า 900 หลัง เจดีย์จำนวนกว่า 500 หลัง กุฏิสำหรับพระสงฆ์จำพรรษากว่า 400 หลัง ส่วนที่เหลือเป็นซากอาคารที่ไม่สามารถจำแนกรูปแบบได้ โบราณสถานเหล่านี้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ทั้งสิ้น 19 ตารางไมล์  บนที่ราบฝั่งตะวันออกของแม่น้ำอจิรวดีซึ่งไหลโอบพื้นที่ทางภาคเหนือ (เกรียงไกร เกิดศิริ,พุกาม: การก่อรูปของสถาปัตยกรรมจากก้อนอิฐแห่งศรัทธา, กรุงเทพฯ:อุษาคเนย์,หน้า 62)
         ในหนังสือเล่มเดียวกันได้สรุปสถาปัตยกรรมทางศาสนาในเมืองพุกามไว้ 11 ประเภทคือ เซดี (เจดีย์) กู่พญา(เจดียฺวิหาร) อุ้หมิงกู่พญา(วิหารถ้ำ) ปิตักกะไต้ก์(หอพระไตรปิฎก) ตระยาอิม(ธรรมศาลา) เต่ง หรือเธียน หรือเถียน (อุโบสถ) กะลาเจาง์(กุฏิเดี่ยว) โอกโพงจี เจาง์(กุฏิรวม) อุ้หมิงเจาง์(กุฏิถ้ำขุด) ตันตูยน์(กำแพงแก้ว) และโมข(ซุ้มประตู) (เกรียงไกร เกิดศิริ,พุกาม, หน้า 69)
         ในช่วงที่เดินชมจำแนกไม่ออกบอกไม่ได้ว่าโบราณสถานเหล่านั้นคืออะไรบ้างเป็นกู่พญาหรือเจดีย์ จึงเหมารวมเรียกโบราณสถานเหล่านั้นว่า “เจดีย์” ภายในเจดีย์บางหลังข้างในมีโพรงจะประดิษฐานพระพุทธรูปไว้เป็นที่สักการะ บางแห่งยังมีพระสงฆ์นั่งสวดมนต์ภาวนา บางแห่งมีคนใช้เป็นที่หลบร้อนจากเปลวแดด  ข้างในเจดีย์อากาศเย็นสบาย พระสงฆ์หลายรูปยังคงอยู่จำพรรษาภายในเจดีย์โดยมีประตูทางเข้าเปิดปิดได้ คงเป็นประเภทกะลาเจาง์ใช้เป็นกุฏิที่พักของพระสงฆ์

         ในอดีตพุกามยังเชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของบุเรงนอง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของพม่า ตามตำนานระบุไว้ว่า  "บุเรงนองกยอดินนรธา"  เดิมทีเป็นลูกของคนปาดตาล  ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองบากานหรือพุกามบิดาชื่อ "สีคะสุ" เด็กชายผู้นี้ เมื่อแรกเกิดใหม่ๆนั้นได้มีปลวกขาวมาไต่อยู่โดยรอเป็นที่น่าอัศจรรย์  มารดาและบิดาจึงตั้งชื่อว่า"หม่องจาเด็ด"อันหมายถึงปลวกขาวนั่นเอง พุกามตอนนั้นมีสภาพแห้งแล้งมาก    ในที่สุดมารดาและบิดาของหม่องจาเด็กก็ต้องย้ายครอบครัวลงใต้มาอาศัยอยู่ที่เมืองตองดวิงจีวันหนึ่งขณะที่บิดากำลังขึ้นไปปาดตาลนั้น   มารดาก็ได้วางจะเด็ดไว้บนพื้นเพื่อไปทำธุระอย่างอื่น พลันก็เกิดปาฏิหาริย์จนชาวบ้านแตกตื่นไปทั่ว  เมื่อมีพญางูใหญ่ตัวหนเลื้อยออกมาจากไหนไม่มีใครรู้    และได้ไปขดตัวอยู่รอบๆทารกน้อยเพื่อป้องกันภัยเมื่อมารดากลับมาเห็นงูก็ได้เลื้อยหนีไปสร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนยิ่งนัก   บิดามารดาจึงได้นำบุตรไปหาพระและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง  พระท่านจึงจับยามสามตาดูและได้ทำนายว่า เด็กคนนี้มีบุญวาสนาที่ยิ่งใหญ่จะได้เป็นเจ้าคนนายคน     ขอให้บิดามารดาพาเด็กไปยังเส้นทางที่งูเลื้อยไปนั่นก็คือ"เมืองตองอู"นั่นเอง    ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช  2094 บุเรงนองหรือบายินนองก็ได้ตั้งตนเป็นจอมราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่เถลิงไอศวรรย์ขึ้นมาเหนือแผ่นดินพม่าทรงพระนามว่า“พระเจ้าสิริสุธรรมราชา”
(https://sites.google.com/site/khrusuriyphngsnahlwng/file-cabinet)

         เคยอ่านนวนิยายเรื่องผู้ชนะสิบทิศ บทประพันธ์ของยาขอบมาหลายรอบ จนจำบทสนทนาของตัวละครในเรื่องได้หลายตอน บุเรงนองในนิยายแม้จะเป็นเรื่องแต่งแต่ก็อ่านได้อรรถรสเป็นอย่างยิ่ง ยาขอบช่างสรรหาถ้อยคำมาประโลมใจผู้อ่านได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นคำพูดที่จะเด็ดเปรียบเทียบถึงความรักระหว่างจันทราและกุสุมาไว้ตอนหนึ่งว่า “รักของทั้งสองมิใช่โดยลักษณะเสมอกัน เบื้องข้าพเจ้าเติบใหญ่ได้คลุกคลีกับนางโน้นและทำการอื้อฉาว จะเปรียบกุสุมาเล่าก็คือทวนที่เป็นของประจำมือ มักถือกรายให้ปรากฏกับตาคนเนืองๆ ส่วนจันทราทูนหัวข้าพเจ้านั้น จะเปรียบก็คือพระประจำคอ คนทั้งหลายไม่ค่อยจะได้เห็นปรากฏจริงแล้ว แต่เครื่องคุ้มตัวผู้ใดผู้นั้นย่อมรักษายิ่งกว่าอาวุธประจำตัว ยามนอนกลางที่ยุทธเล่า อย่างดีอาวุธจะวางข้างซ้ายเคียงตัว แต่เครื่องรางที่อย่างนับถือสูงสุดนั้นจะห้อยไว้เหนือหัวตน กุสุมาคือทวนที่คนเห็นข้าพเจ้าถืออยู่เป็นนิจ แต่จันทราแม่คือสิ่งซึ่งผีสางเทพยดาประจักษ์แล้วว่าเป็นของรักแห่งข้าพเจ้ายิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง” (ยาขอบ,ผู้ชนะสิบทิศ,กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา,2551,หน้า 1402)
         เมื่อได้อ่านอุปมานี้ก็ต้องอึ้งยาขอบนักประพันธ์ช่างสรรหาถ้อยคำมาเปรียบเปรยได้ยอดเยี่ยมนัก “คนหนึ่งรักด้วยใจภักดิ์ อีกคนรักด้วยใจปอง” ระหว่างทวนซึ่งเป็นอาวุธประจำกายของนักรบกับพระเครื่องประจำตัว ซึ่งมีความจำเป็นทั้งสองอย่าง นักรบไม่มีอาวุธก็ไร้พลัง  หากขาดเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไว้ประจำตัวก็ไร้ค่า หากมีทั้งแรงกายและแรงใจการใดที่คิดจะทำก็สำเร็จได้ดั่งหมาย

         ในหนังสือประวัติศาสตร์พม่าระบุไว้ว่า “บุเรงนองเป็นแม่ทัพหนุ่มออกรบเคียงข้างพระเจ้าตะเบงชะเวตี้หรือ “สุวรรณเอกฉัตร”  บุเรงนองนั้นเป็นเชื้อสายผู้ดีมีนามว่า “ชินเยทูต” มีอายุแก่กว่าตะเบงชะเวตี้สองสามปี เป็นทหารที่มีประสบการณ์ มีชื่อเสียงในความกล้าหาญและมีบุคลิกที่เข้มแข็งเป็นเพื่อนสนิทและเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์  วันหนึ่งปรากฏว่าเขามีความสัมพันธ์รักใคร่กับพระเชษฐภคนีของกษัตริย์ ตามกฎหมายพม่าการกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการกบฏ ...แต่ทว่าตะเบงชะเวตี้ได้แต่งตั้งแม่ทัพหนุ่มให้เป็นเจ้า มีตำแหน่งเป็น “กยอดินนรธา” และยกพระพี่นางให้แต่งงานด้วย  อีกไม่กี่ปีต่อมากยอดินนรธาใช้ความสามารถไปรบชนะการรบที่ยิ่งใหญ่มาได้ด้วยความกล้าหาญ กษัตริย์จึงแต่งตั้งตำแหน่งใหญ่ให้ว่า “บุเรงนอง” หรือ “พระเชษฐาธิราช (หม่องทินอ่อง, (เพ็ชรี สุมิตรแปล) ประวัติศาสตร์พม่า,กรุงเทพฯ:มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย,2551.หน้า 108)
         พระเจ้าบุเรงนองในประวัติศาสตร์พม่าเป็นกษัตริย์ลำดับที่สามในราชวงศ์ตองอู ครองราชย์ในช่วงปีพุทธศักราช 2094-2124 มีพระชนมายุได้ 66 พรรษา(ประวัติศาสตร์พม่า,หน้า 131) ส่วนจะเด็ดหรือบุเรงนองในวรรณกรรมเรื่องผู้ชนะสิบทิศเป็นเพียงชื่อที่พร้องกัน เน้นที่ความบันเทิงโดยสอดแทรกการรบและบทรักในวรรณกรรมจนกลายเป็นบทประพันธ์ที่ยิ่งใหญ่

         เมื่อเดินเข้าสู่พุกามก็ได้สัมผัสกับความเก่าแก่เริ่มตั้งแต่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ในท่ามกลางหมู่เจดีย์ มีรถม้ารถเรียงรายคอยให้บริการนักท่องเที่ยว อาหารก็เป็นรสชาติแบบพม่าแท้ๆ ออกรสเค็มเปรี้ยวหวาน ทำให้คิดถึงแกงหมูชะมวงที่มีรสเปี้ยวหวานมันเค็มประมาณนั้น
         เมื่อได้มาเยือนพุกามได้ทัศนาหมู่เจดีย์ที่แทรกตัวอยู่ตามท้องทุ่ง ในจินตนาการได้ย้อนนึกไปถึงอดีตกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่นามว่า “บุเรงนอง” ที่ใดหนอคือสถานที่กำเนิด “หม่องจาเด็ด” วีรบุรุษผู้เป็นทั้งนักรบและนักรัก แม้จะพยายามสอบถามจากหลายท่านก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ นั่นเพราะอดีตได้ผ่านกาลมายายนานเกินไป ผู้คนจึงจดจำอะไรไม่ได้ แต่ทว่าผู้เขียนกลับซึมซับรับเอาพลังแห่งเจดีย์เหล่านั้นมาไว้ในดวงจิต พยายามบันทึกความทรงจำไว้ให้ได้มากที่สุด และบันทึกความทรงจำไว้ในภาพถ่าย ซึ่งให้ความทรงจำต่างกัน ภาพถ่ายให้ความประทับใจในสิ่งที่เห็น ส่วนภาพที่ประทับในจิตเป็นสุนทรียะที่เก็บบันทึกความทรงจำไว้ในอินทรีย์ทั้งหกคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มาหลอมรวมกันจนเป็นเอกภาพแห่งสุนทรียทัศน์และนำไปสร้างจินตนาการอันบรรเจิดเพลิดแพร้วต่อไปได้อีกหลากหลายรูปแบบเหตุการณ์จริงผสานกับจินตนาการจึงกลายเป็นเรื่องราวที่บันทึกความจำของผู้ผ่านทาง

         เจดีย์เหล่านี้ดำรงอยู่บนพื้นปฐพีมายาวนานนับพันปีแล้ว แม้จะผุกร่อนหักสลายไปบ้าง แต่ก็ยังหลงเหลือโครงร่างแห่งโบราณสถานไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาค้นคว้ามองย้อนกลับไปยังอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรือง แต่ปัจจุบันเหลือเพียงเศษซากแห่งความรุ่งโรจน์  ที่ฝากรอยจารึกบนก้อนอิฐแห่งความศรัทธา
         ช่วงเวลาที่เดินเข้าสู่หมู่เจดีย์พยายามย้อนรำลึกนึกถึงอดีตว่าเจดีย์และโบราณสถานเหล่านี้เกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงแปรสภาพจากก้อนอิฐกลายเป็นศาสนสถานเป็นสิ่งที่แทนค่าของความศรัทธา สามารถสรรสร้างก้อนดิน ก้อนหิน ก้อนอิฐธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่าและดำรงอยู่มานานนับพันปี

         เมื่ออยู่บนยอดเจดีย์มองไปยังอาณาบริเวณทั้งสี่ทิศเกิดประกายแห่งความอัศจรรย์ใจว่าความศรัทธาของมนุษย์นั้นไม่มีอะไรมากางกั้นได้ พวกเขาเชื่อจึงได้ลงมือทำ และคนรุ่นหลังก็รักษาก้อนอิฐแห่งศรัทธาของบรรพบุรุษไว้  เจดีย์และโบราณสถานทั้งหลายที่เมืองพุกามจึงยังคงอยู่และได้กลายเป็นสมบัติของโลกในปัจจุบัน

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
26/02/56

Go to top