Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

             ท้องฟ้ากลางเดือนสามปีนี้แจ่มใส ดวงอาทิตย์สีแดงกลมโตโผล่พ้นขอบฟ้ามองเห็นเด่นชัด  แม้ว่าจะมีพยากรณ์อากาศจากรมอุตุนิยมวิทยาว่าในช่วงนี้จะมีฝนตกและอากาศหนาว แต่ฝนคงยังมาไม่ถึง กรุงเทพมหานครอากาศกำลังเย็นสบายมีสายลมแผ่วโชยมาเป็นระยะ ร่างกายรู้สึกสบาย จิตผ่อนคลาย กายสงบ หันมองรอบๆอาณาบริเวณเห็นดอกไม้นานาพรรณกำลังชูดอกออกช่อบานสะพรั่งเหมือนกำลังทักทายอรุณรุ่งแห่งเดือนมาฆะที่พึ่งผ่านพ้นไปได้ไม่กี่วัน

             หลังงานประจำปีผ่านพ้นไป ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเป็นปกติ ไม่มีสรรพสำเนียงเสียงดนตรี ไม่มีผู้คนมาเดินเที่ยวงาน เพราะร้านค้าต่างๆได้เลิกกิจการไปแล้ว บริเวณวัดจึงเหลือไว้แต่ความสงบ ตอนเช้าอากาศกำลังดี จึงถือกล้องเดินเล่นเผื่อบางทีอาจจะมีสิ่งที่น่าสนใจได้ถ่ายภาพบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์แห่งช่วงเวลา
             ดอกทองกวาวหน้ากุฏิเจ้าอาวาสออกดอกสีแดงอมแสดงดงาม ถ่ายภาพได้สักพักก็หันกลับไปยังอีกต้นหนึ่งเคยเห็นมานานมากแล้วมีอยู่ทั่วบริเวณวัด แต่ไม่ค่อยออกดอก บางครั้งสองสามปีจึงได้เห็นดอกสักครั้ง จนแทบลืมไปแล้วว่าต้นไม้ชนิดนี้ยังมีดอก

             ไม่เคยรู้จักชื่อต้นไม้ชนิดนี้แต่ออกดอกสีแดงอมเหลืองมีหมู่แมลงผึ้งบินวนเวียนคลอเคลียเคล้าคลึงคอยลิ้มกลิ่นเกสร คงหอมหวานน่าลิ้มลอง  ดอกของต้นไม้ชนิดนี้จะห้อยลงข้างล่างหย่อนดอกลงทักทายดิน พอผ่านไปสักพักเกสรก็จะหล่นร่วงลงยังพื้นปฐพี แต่ไม่มีโอกาสได้เก็บภาพดอกไม้บนพื้นดิน เพราะมักจะถูกเก็บกวาดก่อนเสมอ พื้นเบื้องล่างจึงสะอาด หากเพียงแต่เดินผ่านไม่มองขึ้นข้างบนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไม้ชนิดนี้มีดอกที่สวยงาม
             หน้ากุฏิเก่าที่เคยอยู่จำพรรษาก่อนจะย้ายไปอยู่กุฏิอื่น พระภิกษุที่มาอยู่ใหม่ปลูกไม้ดอกไว้หลายประเภท นัยว่าไม่ใช่มีไว้เพื่อประดับตกแต่งอะไร แต่ปลูกไว้เพื่อให้ช่วยดูดซับมลภาวะที่นับวันจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่ดอกไม้ชนิดนี้เคยเห็นจึงรู้จักและจำได้ว่าเป็นดอกชบา ตามปกติจะมีสีแดง สีเหลือง  วันนั้นไม่ได้ถ่ายดอกบานแต่ถ่ายภาพดอกที่กำลังตูมรอวันเจริญเติบโต

             ชีวิตมวลมนุษยชาติก็เฉกเช่นกับดอกไม้เมื่อยังเด็กต้องคอยฟูมฟักเฝ้าดูแลรักษาให้เจริญเติบโต ถึงวัยศึกษาเล่าเรียนมีงานทำและถึงวัยชราก็ร่วงโรยไปตามอายุขัย บางคนผ่านไปเพียงไม่กี่ปีก็ไม่มีใครจำชื่อได้ แล้ว ส่วนคนบางคนแม้จะจากโลกนี้ไปนานนับพันปีแล้วผู้คนก็ยังจำชื่อได้และยังคงนำอัตตชีวิตมาศึกษาค้นคว้าเพื่อจะได้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต มนุษย์เกิดมา คงอยู่และจากไปจะมีอะไรเหลือไว้ให้โลกได้จดจำบ้าง
             ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ตอบคำถามแก่เทวดาดังที่ปรากฎในนชีรติสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (15/209/59) ครั้งหนึ่งเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  “อะไรหนอย่อมทรุดโทรม อะไรไม่ทรุดโทรม อะไรหนอท่านเรียกว่าทางผิด อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอเป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรไม่ใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องกี่ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความข้อนั้นได้”

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเทวดา (15/210/60) ว่า “รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม  ราคะท่านเรียกว่าทางผิด  ความโลภเป็นอันตรายของธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมข้องอยู่ในหญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสองนั้น มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องอยู่  ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้   คือความเกียจคร้าน  ความประมาท  ความไม่หมั่น ความไม่สำรวม”
             แปลมาจากภาษาบาลีในพระไตรปิฏกฉบับสยามรัฐ(15/210/59) ว่า
            
                          “รูปํ ชีรติ มจฺจานํ             นามโคตฺตํ น ชีรติ  
                                        .....................             ราโค อุปฺปโถติ วุจฺจติ  
                                       โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ     วโย รตฺตินฺทิวกฺขโย 
             
                          อิตฺถี มลํ พฺรหฺมจริยสฺส      เอตฺถายํ สชฺชเต ปชา 
                          
             ตโป จ พฺรหฺมจริยญจ        ตํ สินานมโนทกํ 
                                       ฉ โลกสฺมิ ฉิทฺทานิ            ยตฺถ จิตฺตํ  น ติฏฺฐติ 
             
                          อาลสฺยญฺจ ปมาโท จ         อนุฏฺฐานมสํยโม ฯ
             หมายเหตุช่องที่ละไว้ยึดตามพระบาลีท่านเว้นไว้อย่างนั้นคงเป็นส่วนที่ขาดหายไป ในฉบับภาษาไทยก็ไม่มีคำแปล  แปลไว้เพียงสามบทคือ

                          “รูปํ ชีรติ มจฺจานํ             นามโคตฺตํ น ชีรติ  
                           ....................              ราโค อุปฺปโถติ วุจฺจติ  

             “รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม  นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม   ราคะท่านเรียกว่าทางผิด” 

             ดังนั้น จึงไม่อาจจะคาดคะเนได้ว่าถ้อยคำที่หายไปคืออะไร เหตุที่นำภาษาบาลีมาอ้างไว้เผื่อว่าบางทีจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการทราบที่มาอันเป็นภาษาดั้งเดิม แต่เนื้อหาชัดเจนคือรูปกายของสัตว์ทั้งหลายย่อมแตกสลายไป ส่วนนามและโคตร(ชื่อนามสกุล)ของสัตว์ทั้งหลายยังคงอยู่ตราบเท่าที่มีผู้จำได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา ลองหลับตาแล้วย้อนนึกดูว่าในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราจำชื่อใครได้บ้าง หรือในรอบสิบปีที่ผ่านมาเราไปร่วมเผาศพคนที่รู้จักไปแล้วกี่คน
             เดินผ่านพระอุโบสถมีป้ายชื่อผู้วายชนม์อยู่ตามกำแพงพระอุโบสถ จนจำไม่ได้ว่าใครบ้างท่านเหล่านี้ล้วนเคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และบัดนี้เหลือไว้แต่นามและโคตรให้ลูกหลานได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ในช่วงสงกรานต์ หน้าวัดมีดอกไม้สีขาวอมม่วงกำลังบานเต็มต้น ไม่ได้สังเกตว่าบานตั้งแต่เมื่อใด แต่เมื่อได้พานพบดอกไม้ซึ่งไม่รู้จักชื่อก็เริ่มร่วงหล่นลงเกลื่อนดินแล้ว

             ดอกไม้บางประเภทออกดอกและมีเวลาบานอยู่นาน บางประเภทออกดอกในช่วงเวลาสั้นๆ บางประเภททั้งหอมและทนทาน บางประเภทหอมแต่อยู่ไม่นาน บางประเภทไม่หอมแต่อยู่ได้นาน บางประเภทไม่หอมและอยู่ไม่นาน เหมือนชีวิตของมนุษย์บางคนเกิดมามีอายุยืนและทำประโยชน์ไว้มาก บางคนแม้จะมีอายุยืนแต่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรไว้เลย บางคนอายุสั้นแต่ทำประโยชน์ไว้มาก บางคนอายุสั้นและไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย
             รูปร่างอัตภาพร่างกายของสัตว์ทั้งหลายไม่นานก็เสื่อมสูญย่อยสลายคืนสู่สภาพดั้งเดิมเช่น เนื้อ เอ็นกระดูกคืนสู่ดิน เลือด หนอง น้ำเหลืองคืนสู่น้ำ ลมหายใจเข้าออกคืนสู่ลม และความร้อนในร่างกายก็คืนสู่ไฟ  ส่วนนามและโคตรยังคงอยู่ หากเป็นคนดีมีคุณค่าผู้คนก็จดจำได้นาน แต่หากเป็นคนชั่วแม้จะจากไปไม่นานแต่ผู้คนก็อยากจะลืม     

             ดอกไม้ที่ไม่รู้จักชื่อเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะเบ่งบานได้อีกนานเท่าใด แต่ได้ออกดอกประดับโลกให้งดงามแล้ว ส่วนชีวิตอาตมาไม่รู้เหมือนกันว่าจะอยู่ในโลกนี้ได้อีกนานเท่าใด  ยังไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้โลกได้จดจำเลย หรือว่าจะเป็นเพียงสายแผ่วที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
18/02/57

Go to top