Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 
            หมู่เมฆลอยฟ่องเต็มท้องฟ้าเหมือนฝนจะตก ฟ้าครึ้มดูหม่นหมองเหมือนชีวิตมนุษย์ในช่วงที่เรียกว่า “ครึ้มฟ้าครึ้มฝน”ฝนจะตกก็ไม่ใช้ แดดจะออกก็ไม่เชิง บรรยากาศอึดอัดอธิบายไม่ถูก เหมือนจะเป็นไข้ แต่ตัวกลับไม่ร้อน เหมือนจะปวดหัวแต่ก็เพียงมึนๆ ความคิดก็ไม่ไหลรื่นคิดอะไรไม่ค่อยออกบอกอะไรไม่ค่อยได้ เหมือนสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ไม่รู้จะเอายังไงกันแน่ เพราะผู้ชุมนุมมีหลายกลุ่มทั้งกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล ผู้ที่อยู่ตรงกลางไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายไหนเริ่มจะอยู่ลำบาก เพราะคุยกับใครเขาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง
            ก่อนเที่ยงกำลังเดินกลับกุฏิ พ่อค้าขายโรตีจอดรถไว้ที่ทางผ่าน กำลังทำโรตีแผ่นขายให้ลูกค้า จึงเอ่ยถามในฐานะคนที่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน เคยชิมโรตีใส่นมเมื่อครั้งที่เขามาเปิดร้านให้บริการฟรีในงานวัดครั้งหนึ่ง ปรกติพ่อค้าขายโรตีมักจะเริ่มขายตอนเย็นๆ แต่วันนี้ยังไม่เที่ยงก็เริ่มขายแล้ว จึงทักทายว่า “ขายดีไหม”  
            พ่อค้าขายโรตีหันมายิ้มก่อนจะตอบว่า  “ขายไม่ค่อยดีเลยครับหลวงพ่อ ไม่ค่อยมีคน ไม่รู้ คนหายไปไหนหมด รายได้ลดลงเกินครึ่งเลยครับ แต่จะทำอย่างไรได้ ทำอาชีพนี้มานานแล้ว จะเปลี่ยนอาชัพก็กระไรอยู่ คงต้องทำอาชีพนี้ต่อไปสักพัก หากไม่ไหวจริงๆก็คงต้องเปลี่ยนครับ  ทนได้เท่าที่สามารถจะทนได้ ช่วงนี้ยังพอไหวครับ ยังพออดพอทนได้ครับ”
            ในขณะที่แม่ค้าขายส้มตำอีกคนกำลังเข็นรถผ่านมา แม่ค้าบอกว่า “ยังไม่เที่ยงยังทันเพลอยู่นะหลวงพ่อ ไม่สั่งส้มตำรสเด็ดสักจานหรือ” 
            จึงบอกว่า “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน วันนี้ฉันเพลแล้ว วันหลังมาก่อนเพลก็แล้วกัน อาตมาจะสั่งเป็นกรณีพิเศษ กิจการเป็นอย่างไรบ้าง” 
            “พอขายได้แต่ลูกค้าลดลง อีกอย่างติดขบวนประท้วงไม่รู้จะไปทางไหน หลบทางนี้ไปอีกทางโน้น ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่  ช่วงนี้รายได้ไม่ค่อยมี เงินที่เก็บไว้ก็กำลังจะหมด เห็นทีจะต้องกลับบ้านนอกไปทำไร่ทำนา แต่คิดอีกทีไร่นาก็เหลือน้อยเต็มที พ่อแม่แบ่งให้ลูกๆแล้วเหลือคนละไม่กี่ไร่ ทำนาได้ปีละครั้ง น้ำท่าไม่ค่อยดี” 
 
            ในความทุกข์ยากของคนทำมาหากินที่ส่วนหนึ่งมีผลกระทบมาจากการประท้วงของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล ต่างฝ่ายก็เปิดเวทีปราศรัยโจมตีกันไปมา จนแยกไม่ออกว่าใครผิดใครถูก หากชุมนุมอยู่กับสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งคงไม่มีผลกระทบเท่าไหร่ ใครอยากพูดอะไรก็ว่ากันไป ใครมีความเห็นอย่างไรก็เชิญได้ตามสะดวก ตราบใดที่ไม่ทำผิดกฎหมาย ทุกคนก็ย่อมมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550  มาตรา 63  ที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”
            รัฐธรรมนูญให้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ในวรรคต่อไปรัฐธรรมระบุไว้อีกว่า  “การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก”
 
 
            หากอยู่กรอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ แต่หากการแต่หากทำเกินจากสิทธิที่ควรกระทำจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ต้องย้อนกลับมาพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ประการใด
            สมมุติว่าหากเรามีภารกิจที่จะต้องเดินทางออกจากบ้าน แต่ทว่าบังเอิญฝนเกิดตกลงมาอย่างหนัก จะทำอย่างไร วิธีเลือกมีสองทางคืองดการเดินทางหรือรอจนกว่าฝนจะหยุดตก และอีกวิธีหนึ่งออกเดินทางตามกำหนดการเดิมแต่หาเครื่องป้องกันฝนเช่นร่ม เสื้อกันฝน แล้วออกเดินทางทั้งๆที่ฝนกำลังตก ฝนไม่ได้ตกตลอดวัน ฝนตกต้องมีเวลาหยุด ทำไมต้องรอให้ฝนหยุด ฝึกจิตให้เกิดวามสุขุมเยือกเย็นเข้าไว้ พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากทั้งหลาย เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องมีความทุกข์เป็นธรรมดา เมื่อเราห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ เราก็สามารถอยู่กลางสายฝนอย่างมีความสุขได้ 
            ต้องทนกับความทุกข์ให้ได้ มนุษย์จะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อพยายามระงับความอยาก ไม่ใช่การพยายามที่จะสนองความอยาก  เพราะความอยากของมนุษย์นั้นไม่มีทางถมให้เต็มได้ เหมือนแม่น้ำที่แม้จะมีน้ำมากหลากมาก็ไม่อาจจะเติมให้เต็มได้ แม่น้ำจะคงรับน้ำได้ไม่มีที่สิ้นสุด เฉกเช่นกับความอยากของมนุษย์ที่ไม่มีวันเติมให้เต็มได้ ดังพุทธภาษิตในขุททกนิกาย ธรรมบท (ฉบับภาษาลี) (25/28/48) ความว่า “นตฺถิ ตณฺหาสมา นที” แปลว่า “แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี” เมื่อ “ความอยาก” ไหลบ่าเหมือนน้ำป่าที่มาแบบไม่ตั้งตัว ต้องหาเครื่องป้องกันไว้ให้ดี 
            ความอยากมาจากภาษาบาลีว่า “ตัณหา”  คำนามอิตถีลิงค์ (เพศหญิง) แปลว่า ความอยาก ความกระหาย ความดิ้นรน และยังเป็นชื่อของธิดามารได้อีกด้วย  ตัณหานั้นโดยสรุปมีสามประการ ดังที่แสดงไว้ในตัณหาสูตร อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต(22/377/494) ความว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา 3 และมานะ 3 ควรละ ตัณหา 3 เป็นไฉน คือ กามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหา  ตัณหา 3 นี้ควรละ มานะ 3 เป็นไฉน คือ ความถือตัวว่าเสมอเขา  ความถือตัวว่าเลวกว่าเขา  ความถือตัวว่าดีกว่าเขา  มานะสามนี้ควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ตัณหาสามและมานะสามนี้ย่อมเป็นธรรมชาติอันภิกษุละได้แล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ได้ตัดตัณหาขาดแล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ได้กระทำที่สุดทุกข์เพราะละมานะได้โดยชอบ”
            กามตัณหา หมายถึงความทะอยากในกาม ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้าคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
            ภวตัณหา ได้แก่ความทะยานอยากในภพ ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป 
            วิภวตัณหา ได้แก่ความทะอยากในวิภพ ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากให้ดับสูญ
            ทั้งตัณหาและมานะ ความอยากและการถือตัวเป็นสิ่งที่ทนกระแสได้ยาก  ตัณหาครอบงำจิตใจมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ส่วนมานะความถือนั้นก็ยากที่จะละให้หมดไปได้ เพราะใครที่ละตัณหาและมานะได้ ผู้นั้นก็ไม่มีทุกข์  ส่วนคนธรรมดาสามัญที่ยังละไม่ได้ก็ต้องอดทนให้มากไว้  ทนได้ ใจดี มีสุข  หากทนไม่ได้  ใจร้อน ก็นอนเป็นทุกข์  ความสุขหรือความทุกข์อยู่ที่เราเลือกเอง
 
            พ่อค้าขายโรตีเข็นรถผ่านไปแล้ว แม่ค้าส้มตำหยุดรถปรุงอาหารจานเด็กโขกๆสับๆเสียงสากกระทบครกเหมือนลมหายใจของแม่ค้าที่เต็มไปด้วยความหวัง หากได้ยินเสียงตำส้มตำก็แสดงว่ายังมีโอกาสได้เงินมาจุนเจือครอบครัว แต่ถ้าหากแม่ค้าขายส้มตำไม่ได้ปรุงอาหารตามความถนัด นั่นก็แสดงว่ารายได้ที่กำลังหวังก็หดหายไปด้วย
            ฟ้าเบื้องบนเริ่มสว่างเมฆคล้อยลอยเคลื่อนผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้ฝนตกในที่อื่น ฟ้าสว่างแล้ว เมฆที่อื่นๆเริ่มจางแล้ว แต่ทำไมฟ้ายังครึ้มอยู่แถวราชดำเนิน เมื่อไหร่จะจางหายไปเสียที วันนี้คงไม่ต้องรอให้ฝนตกหรือฝนหยุด ใครมีกิจการงานอะไรก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป ทำหน้าที่ต่อไปโดยไม่ต้องสนใจว่าฝนจะตกหรือไม่ตก เพราะฝนตกมีวันหยุด ฝนไม่ได้ตกทุกวัน ชีวิตมนุษย์ก็ไม่ได้มีแต่ความทุกข์ยากด้านเดียว ยังมีวันที่ยิ้มได้ ในวันที่มีความสุขจงยิ้มให้เต็มหน้า ส่วนวันเวลาที่โศกจะแบกโลกไว้ทำไม
 
 
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
29/11/56
 
Go to top