Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         แดดร้อนแล้วในขณะที่เดินเข้าอาคารรัฐสภา ตำรวจประจำรัฐสภาเข้ามาถามว่าหลวงพี่มาทำอะไร จะไปไหน คล้ายๆกับจะบอกว่าถ้าไม่มีอะไรขอเชิญออกไปวันนี้ห้ามเข้าประมาณนั้น จึงยื่นหนังสือเชิญจากประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมให้ดู พร้อมทั้งหนังสือสุทธิของพระภิกษุแสดงตน ตำรวจจึงเข้าใจและชี้บอกทางว่าควรไปทางนั้น จากนั้นตำรวจคนนั้นก็หันไปทำงานตามปรกติ รถยนต์ราคาแพงๆทั้งนั้นทยอยเข้าสู่อาคารรัฐสภา หากจำไม่ผิดวันนี้ผู้แทนราษฎรกำลังประชุมที่อาคารรัฐสภา 1 ชั้นสอง ส่วนคณะกรรมาธิการศาสนาฯประชุมที่อาคารเดียวกันชั้น 3 หน่วยรักษาความปลอดภัยจึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ
 

         ห้องประชุมหมายเลขสาม ชั้นสาม อาคารรัฐสภาวันนี้ปิดสนิท หยิบหนังสือเชิญขึ้นมาดูทุกอย่างตรงกัน แต่ไม่มีการประชุม เจ้าหน้าที่รัฐสภาท่านหนึ่งเดินเข้ามาหาและบอกทางให้เดินต่อไปยังอีกอาคารหนึ่งเพราะมีการเปลี่ยนแปลงห้องประชุมกะทันหัน ห้องประชุมหมายเลข 118 เขาบอกอย่างนั้นจึงต้องเดินผ่านไปยังอีกอาคาร เห็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านเดินสวนมา ทุกคนยกมือไหว้แต่ไม่มีใครถาม เจ้าหน้าที่นักข่าวอีกหลายคนถือกล้องผ่านมาก็ไม่ถาม คงหายสงสัยแล้ว เพราะหากสามารถผ่านด่านของรัฐสภามาได้สามด่านคงต้องเป็นบุคคลพิเศษต้องมีธุระจริงๆจึงจะออกนอกวัดมายังรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้

 

         สามด่านที่ว่าหมายถึงประตูทางเข้า ห้องแลกบัตรแยกตามหน้าที่และภาระงาน เจ้าหน้าที่บอกให้ติดบัตรจะได้ไม่มีคนสงสัยจึงนำบัตรมาติดข้างย่าม ด่านที่สามคือประตูเข้าสู่อาคารซึ่งจะต้องมีการตรวจอย่างเข้มงวดเหมือนด่านศุลกากรของสนามบินยังไงยังงั้น วันนี้ไปสายหน่อยช้าไปสิบนาทีเพราะต้องเดินหาห้องประชุม
        คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมได้ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันแม่ชี พ.ศ.......ซึ่งนัยว่าจะออกพระราชบัญญัติเพื่อรับรองสถานะของแม่ชีว่ามีสถานะอย่างไรในสังคมเป็นนักบวชหรือไม่เป็นนักบวชเพราะยังมีความเห็นไม่ตรงกันของสังคมอยู่มาก ซึ่งแบ่งออกเป็นสองฝ่ายฝ่ายแรกยอมรับว่าแม่ชีคือนักบวช ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าแม่ชีไม่ใช่นักบวชสรุปได้ดังนี้
          พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. 2525 ให้คำนิยามของ “ชี” ไว้ว่า “ชี” น. นักบวช  เช่นชีปะขาว เรียกหญิงที่นุ่งขาว ห่มขาว โกนคิ้ว โกนผม ถือศีลว่า แม่ชี”   
          รัฐธรรมนูญฉบับราชอาณาจักรไทย 2550 ใน มาตรา 106 ได้กล่าวถึงบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งมีลักษณะดังนี้คือ (1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (2) เป็นภิกษุสามเณร และนักบวชหรือ นักพรต (3)ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาล (4) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง


          กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยถือว่าแม่ชีเป็นนักบวชประเภทหนึ่งตามกฎหมาย ดังนั้นนักบวชจึงไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งเช่นเดียวกับพระภิกษุที่ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง
          สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า แม่ชีเป็นนักบวช ดังปรากฏในหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ นร.0601/450 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2522 ชี้แจงว่า “ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คำว่า “นักบวช” ไม่มีคำอธิบายไว้ แม้แต่ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและกฎหมายอื่นก็ไม่มีคำอธิบายไว้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการแปลความหมายของคำว่า “นักบวช” นี้จึงต้องอาศัยคำอธิบายตามความเข้าใจทั่วไป โดยยึดถือพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 เป็นแนวทาง ซึ่งได้อธิบายคำว่า “นักบวช”ไว้ว่า หมายถึงผู้ถือบวช และคำว่า “ชี” หมายถึงนักบวช หญิงที่นุ่งขาวห่มขาว โกนคิ้ว ผม ถือศีล หรือนัยหนึ่งนักบวชหญิง ฉะนั้นคำว่า “ชี” จึงมีความหมายรวมอยู่ในคำว่า “นักบวช” ด้วย    
             ฝ่ายที่ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็น “ฆราวาส” คือกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ  กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข องค์กรเหล่านี้ตีความสถานะแม่ชีว่าเป็นฆราวาสไม่ต้องมีการบริการความสะดวกเหมือนนักบวชทั่วไปที่เป็นพระสงฆ์สามเณรในทางพระพุทธศาสนา จะกระทำกิจกรรมทุกอย่างเช่นศึกษาเล่าเรียนก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ขึ้นรถก็ต้องจ่ายค่าโดยสารเต็มตามอัตราไม่มีการลดราคา รักษาพยาบาลก็ต้องจ่ายเต็มเหมือนคนทั่วไป ในขณะที่พระภิกษุสามเณรที่ถือว่าเป็นนักบวชได้รับลดหย่อนบางอย่างเช่นค่ารักษาพยาบาล ค่ารถครึ่งราคาเป็นต้น  ยังไม่ได้สอบถามสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่าตีความคำว่า “แม่ชี” เป็นอย่างไร

 

         พระเทพวิสุทธิกวีเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้นำหลักฐานจากหนังสือพุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ ระบุถึงสถานะของแม่ชีไว้เมื่อครั้งที่พระโสณและพระอุตตระได้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิไว้ตอนหนึ่งว่า “ญาณจรณ(พระญาณจรณ ดี) เมื่ออุปสมบทวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนยี่ ปี 236 โสณอุปัชฌาย อุตตร สวดญัตติจตุตถกรรมวาจาแรกมี 10 คน ตัวคน(ที่) หนึ่ง องคณานีย สอนอนุสาสน 2 ปี จบสามปิฎก(256/1) ญาณจรณอุปัชฌายให้อุปสมบทคนพันคน 35 วัน ให้บวชสามเณร 155 องค์ 1 เดือน บวชญิงเปนอุบาสิการ้อยคน ภิกขุนีไม่ได้มีจึงถือศีลสิกขาบท 8 อย่าง โสณ สอนว่าง่ายดี ไม่ถือภิกขุนีปาติโมกข มิต้องปาราชิกแพ้ตลอดชีพ ญาณจรณ ตะวันให้เขียนคำเล่า(โสณ) อันชายผนวชภิกษุแล้ว มิให้นางชีเปนภิกขุนี โสณว่าภิกขุนีมิได้มาด้วยให้บวด(เปนภิกขุนี) มิได้” (เขียนตามต้นฉบับ) แสดงว่าแม่ชีมีมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาเข้าสู่สุวรรณภูมิครั้งแรกตั้งแต่ปีพุทธศักราช 236 แล้ว
         หากถือตามเอกสารฉบับนี้ “แม่ชี” ก็คือนักบวชประเภทหนึ่ง เนื่องจากยังไม่ได้เห็นต้นฉบับหนังสือเล่มนี้ฉบับจริง ที่ได้เห็นเป็นเพียงกระดาษถ่ายเอกสารแผ่นเดียว จึงไม่อาจจะนำไปสู่บทสรุปได้ ฟังไว้ก่อนคงต้องไปหาต้นฉบับจริงมาก่อน


        คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรได้ทำหนังสือด่วนที่สุดที่ 678/2555 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เรื่องข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ถึงรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม พร้อมทั้งแนบหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุดที่ สร 0601/450 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2522 และหนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุด ที่ นร 0603/248 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาให้ความอนุเคราะห์ปรับลดค่าโดยสารการเดินทางให้แก่แม่ชีตามสถานภาพการเป็นนักบวชเพื่อเชิดชูและให้เกียรติแก่ผู้ทรงศีลต่อไป  ตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบจากกระทรวงคมนาคม
        ตกลงว่าสถานะของ “แม่ชี” เป็นนักบวชหรือ “ฆราวาส” ตอนนี้ยังหาบทสรุปไม่ได้ ประชุมมาหลายครั้งแล้วยังหาคำจำกัดความของ “แม่ชี” ไม่ได้  แต่ที่ประชุมให้ถือตามพจนานุกรมและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ตีความว่า “แม่ชีคือนักบวช” ไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น เพราะถ้าไม่ใช่นักบวชร่างพระราชบัญญัติสถาบันแม่ชีฉบับนี้คงผ่านสภาฯยาก
         ร่างพระราชบัญญัติสถาบันแม่ชีมีผู้ยกร่างสามฉบับคือร่าง พรบ. ฉบับของคุณประเทือง ร่าง พรบ.ฉบับของแม่ชีกฤษณา รักษาโฉมและร่างพรบ. ฉบับของแม่ชีขนิษฐา วิเชียรเจริญ จึงได้นำร่างพระราชบัญญัติทั้งสามฉบับมารวมกันแล้วยกร่างเป็นฉบับของคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติสถาบันแม่ชี พ.ศ....... มี 10 หมวด

 

         วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 คณะอนุกรรมการร่วมประชุมพิจารณาได้หมวดเดียวว่าด้วยคณะกรรมการ งานนี้คงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ถึงอย่างไรก็ถือว่าได้เริ่มต้นแล้ว คณะอนุกรรมการชุดนี้ประชุมทุกวันพุธ
         ออกจากห้องประชุมคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เดินผ่านบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังพิจารณาพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับเห็นทุกคนมีหน้าตาเคร่งเครียด แม้แต่ผู้เขียนเองก็ยังมึนงงกับเรื่องที่พึ่งประชุมที่ผ่านมา สส.เขาทำงานหนัก กว่าที่พระราชบัญญัติแต่ละฉบับจะผ่านและประกาศใช้ต้องถกกันหลายรอบ แก้ไขแล้วแก้ไขอีก
         เดินผ่านประชาชนและนักข่าวที่มานั่งชุมนุมหน้ารัฐสภาทุกคนยกมือไหว้ พวกเขาก็คงรอพบท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพวกเขา ตำรวจรัฐสภาคนเดิมที่พบก่อนเดินทางเข้ารัฐสภาเข้ามาทักทายก่อนจะบอกว่า “วันนี้มีงานใหญ่จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ” คล้ายๆกับจะบอกว่าขอโทษที่ต้องสอบถามอย่างละเอียดก่อนที่จะปล่อยให้เดินเข้ารัฐสภาอันทรงเกียรติ

 

         หลายคนอาจสงสัยว่าผู้เขียนไปยุ่งอะไรกับเขาด้วย ขอบอกว่าเขาเชิญในฐานะผู้อำนวยการมหาปชาบดีเถรีวิทยาลัย วิทยาลัยแม่ชีไทย ที่บังเอิญผู้เขียนเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการฯ  วิทยาลัยแม่ชีไทยเป็นสถาบันการศึกษาให้บริการการศึกษาแก่แม่ชีและสตรีทั่วไปในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจึงมีแต่ผู้หญิง แต่ทว่ามีผู้อำนวยการวิทยาลัยเป็นพระภิกษุ  มหาปชาบดีเถรีวิทยาลัยเป็นวิทยาลัยในสังกัดมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
  

 

พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
08/02/55

 

Go to top