Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

          ดร.โสภณ ขำทัพ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้ส่งบทความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักแห่งไตรสิกขามาให้อ่านนานมาแล้ว แต่ติดขัดที่แผภูมิที่ให้มานั้นนำเสนอไม่ได้ จึงไม่ได้นำเผยแผ่ เกรงว่าบทความจะไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อพบหน้ากันอีกครั้งเขาบอกว่านำเสนอได้สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้แม้จะไม่มีแผนภูมิก็ตาม ลองอ่านดูแม้จะอ่านแล้วเข้าใจยาก แต่หากอ่านโดยพิเคราะห์จะทำให้เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักไตรสิกขาได้ ตามมุมมองของผู้เรียบเรียงบอกว่าเศรษฐกิจและธรรมไปด้วยกันได้ ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย

 

         โดยความหมายของคำว่า “พัฒนา” แปลว่า เจริญหรือทำให้เจริญ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒  คำศัพท์ในภาษาบาลีเดิมทางพระพุทธศาสนานั้นไม่ได้ใช้คำว่า “พัฒนา”  แต่ปัจจุบันนี้ใช้กันมาก  โดยมีคำว่า “ภาวนา” แปลเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่า เจริญ เช่น สามารถภาวนา แปลว่า เจริญสมถะ  ดังนั้นคำว่า“พัฒนา” ในภาษาไทยปัจจุบันมีความหมายตรงกับคำภาษาบาลีว่า “ภาวนา” การจะพัฒนาตนของบุคคลตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จะต้องตั้งอยู่บนหลักภาวนา ๓  คือ กายภาวนา จิตภาวนา และปัญญาภาวนา  ซึ่งถือว่าเป็นระบบการศึกษาที่ทำให้บุคคลได้พัฒนาอย่างมีบูรณาการและพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ ดังนี้                                
          ๑.ศีลเป็นเรื่องของการฝึกในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะกับพฤติกรรมที่เคยชิน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการฝึกศีล คือ วินัย  อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องเข้าใจในกระบวนการศึกษาและพัฒนาตน เพราะวินัยเป็นตัวการจัดเตรียมชีวิตให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยจัดระเบียบการเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคมให้เหมาะกับการพัฒนาและเอื้อโอกาสที่จะพัฒนา และเมื่อฝึกได้ผลจนผู้ฝึกมีพฤติกรรมที่ดีตามวินัยนั้นแล้วจะเกิดเป็นศีล  จึงกล่าวได้ว่าวินัยจะจัดสภาพแวดล้อมที่ป้องกันไม่ให้มีพฤติกรรมที่ไม่ดี และเอื้อต่อการมีพฤติกรรมที่ดีให้เกิดขึ้น              
          ๒.สมาธิเป็นเรื่องของการฝึกในด้านจิตหรือระดับจิตใจได้แก่การพัฒนาคุณสมบัติต่างๆ ของจิตทั้งในด้านคุณธรรม เช่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในด้านความสามารถของจิต เช่น ความเข้มแข็งมั่นคง ความพากเพียรพยายาม ความรับผิดชอบ ความมีสติสมาธิ และในด้านความสุข เช่น ความอิ่มใจสดชื่น ความร่าเริงเบิกบานใจ ความรู้สึกพอใจ หรืออาจเรียกได้ว่าเมื่อเข้าถึงระดับจิตใจที่มีสันโดษธรรมเป็นที่ตั้งแล้ว ย่อมเป็นการพัฒนาคุณภาพ สมรรถภาพและสุขภาพจิต
          ๓.ปัญญาเป็นเรื่องของการฝึกหรือพัฒนาในด้านการรู้ความจริง เริ่มตั้งแต่ความเชื่อ ความเห็น  ความรู้ ความเข้าใจ ความหยั่งรู้เหตุผล การรู้จักวินิจฉัย ไตร่ตรอง และคิดการต่างๆ อย่างสร้างสรรค์  เฉพาะอย่างยิ่งเน้นการรู้ตรงตามความเป็นจริง  ตลอดจนรู้แจ้งความจริงที่เป็นสากลของสิ่งทั้งปวง จนถึงขั้นรู้เท่าทันธรรมดาของโลก  และชีวิตที่ทำให้มีจิตใจเป็นอิสระ ปลอดปัญหา ไร้ทุกข์ และเข้าถึงอิสรภาพโดยสมบูรณ์                                                                                              
          สำหรับบุคคลที่ปฏิบัติตามหลักไตรสิกขานั้นย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ ๓ ประการ คือ
          ๑.ทำให้บุคคลเป็นคนดีของสังคม เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย และอยู่ในกรอบวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของสังคม  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้บุคคลงดเว้นกายทุจริต วจีทุจริต และประพฤติแต่กายสุจริต วจีสุจริต อันเป็นไปตามหลักของศีล เรียกว่า กายภาวนา เป็นวิธีการพัฒนาบุคคลด้านพฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกายและวาจา  เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคมเฉพาะพฤติกรรมในด้านดี
          ๒.ทำให้บุคคลมีจิตใจและอารมณ์มั่นคง เป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่คนอื่น และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสอนให้บุคคลงดเว้นจากความโลภ ความพยาบาท แล้วให้ประพฤติในมโนสุจริต ไม่โลภ ไม่พยาบาท มีจิตใจเสียสละและยินดีให้อภัย  เป็นการพัฒนาจิตใจตามหลักของสมาธิที่เรียกว่า จิตภาวนา
๓. ทำให้บุคคลรู้และเข้าใจในสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง อันเป็นสัมมาทิฏฐิ  เป็นการพัฒนาบุคคล ตามหลักของปัญญา เรียกว่า ปัญญาภาวนา การปฏิบัติข้อนี้เป็นการพัฒนาบุคคลให้เข้าใจชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง จนถึงสัมมาญาณและบรรลุสัมมาวิมุตติ  คือหลุดพ้นจากกิเลสได้โดยสิ้นเชิง (บรรลุนิพพาน)
              ในการพัฒนาจิตของบุคคลตามแนวทางของพระพุทธศาสนานี้สามารถใช้วิธีการปฏิบัติตนตามหลักไตรสิกขาและมรรคมีองค์ ๘ ได้เป็นอย่างดี  เพราะหากบุคคลใดปราศจากไตรสิกขาและอริยมรรคแล้ว จิตใจของบุคคลนั้นก็ไม่อาจจะพัฒนาหรือยกระดับให้สูงขึ้นได้  หลักไตรสิกขาและอริยมรรคนี้จึงถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจิตใจของบุคคลตามแนวทางในพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถแสดงเป็นแผนภูมิให้เข้าใจได้ง่าย และสะดวกในการพิจารณาได้ดังนี้
          ๑. อธิศีลสิกขา                                 ๒.  อธิจิตตสิกขา                              ๓.  อธิปัญญาสิกขา
                สัมมาวาจา                                      สัมมาวายามะ                                    สัมมาทิฎฐิ
                สัมมากัมมันตะ                                 สัมมาสติ                                           สัมมาสังกัปปะ
                สัมมาอาชีวะ                                     สัมมาสมาธิ
    

          อย่างไรก็ตามการที่จะปลูกฝังให้คนในสังคมเข้าถึงปัญญา หรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้นั้น จำต้องมีกระบวนการของการเรียนรู้เป็นเครื่องมือในการสั่งสมภูมิปัญญาเพื่อไปสู่เป้าหมายที่เป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และใช้เป็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติโดยอาศัยหลักคุณธรรม ๔ ประการ ตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่มีพระราชดำรัสในพระราชพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายทางปัญญาได้ด้วยคุณธรรม ๔ ประการ ประกอบด้วย
          ๑.  การรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตนเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
          ๒.  การรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจความดีนั้น
          ๓.  การอดทนอดกลั้น และอดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริตไม่ว่าด้วยเหตุประการใด
          ๔.  การรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต  และรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
          จะเห็นได้ว่าพระบรมราโชวาทเรื่องคุณธรรม ๔ ประการนี้  เริ่มต้นประการแรกด้วยการรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเองที่จะประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม  สิ่งที่เป็น “ประโยชน์” และเป็น “ธรรม”  ก็คือสิ่งที่เป็นความพอเพียง พอเหมาะ ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป เราควรวิเคราะห์ว่า เราควรเลือกปฏิบัติสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมในเรื่องไหนก่อน ถึงจะมีความเหมาะสมสอดคล้องกับการแก้ปัญหาของเรา ภายใต้องค์ประกอบของ“ความรู้” และ“คุณธรรม”  อันเป็นสิ่งเดียวกับ “ทางสายกลางตามวิถีทางแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
          โดยเฉพาะในเรื่องของการรับรู้ ความเข้าใจ และการนำไปใช้เพื่อพัฒนาตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธนั้น จะเห็นได้ว่าการรับรู้เป็นการแสวงหาความรู้ที่เป็นสิ่งจำเป็นของมนุษย์และเป็นความจริงที่เป็นไปเพื่อความอยู่รอด  ฉะนั้นการรับรู้จึงเป็นไปเพื่อการค้นหาความจริงนั่นเอง  เพราะเหตุมาจากตัวมนุษย์ได้กำหนดความต้องการ วางแผน ดำเนินกิจกรรมตามความต้องการ และเกิดผลสำเร็จตามความต้องการนั้น  และทำให้เกิดวัฏจักรของความต้องการสิ่งใหม่ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ ไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกันที่จิตมีการรับรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง  ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีตามธรรมชาติ  อันเป็นส่วนสำคัญของการทำให้เกิดปํญญา ที่ทำให้มนุษย์มีการนำไปใช้เพื่อดำเนินชีวิตและพัฒนาในทุกๆ ด้าน  จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าการรับรู้เป็นการบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูล  ความเข้าใจเป็นกระบวนการสะสมความรู้ให้เท่าทันสถาวะธรรมชาติ  และการนำไปใช้เป็นกระบวนการทางปัญญาซึ่งเกิดมาจากการคิด โดยใช้เหตุผลตามสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ โดยอาศัยการรับรู้และความเข้าใจในสิ่งนั้นๆ  ฉะนั้นปัญญาจึงเป็นผลมาจากการรับรู้และความเข้าใจ  ทั้งยังเป็นเหตุที่ก่อให้เกิดการคิดต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

          วิธีการแห่งปัญญานี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญญา โดยมีศรัทธาหรือความเชื่อซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนอยู่ในสิ่งนั้น  ดังนั้นศรัทธาจึงเป็นวิธีการของปัญญาที่มีอยู่ในตัวเอง  เพื่อที่มนุษย์จะได้อาศัยพลังความเชื่อนั้นเป็นหนทางในการเพิ่มพูนปัญญา ทำให้เกิดการคิดมากขึ้น  ซึ่งเมื่อจิตมีกระบวนการคิดย่อยๆ มากขึ้น ก็จะทำให้เกิดความคล่องแคล่วและมีพัฒนาการมากขึ้น  ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ที่ทำให้เกิดความคิดที่เป็นระบบ มีระเบียบ เหตุผล วิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้องตามสัมมาปฏิบัติ  ทำให้มีสติและสัมปชัญญะที่สามารถควบคุมตนเองได้ตลอด เวลา  จึงกล่าวได้ว่าเป็นความพอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธ โดยมีรากฐานสำคัญที่รองรับให้เกิดกระบวนการขับเคลื่อนทางปัญญานี้คือ หลักไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา 

         เนื่องเพราะพระพุทธศาสนายึดหลักไตรสิกขาเป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาตนเองให้มีชีวิตที่ถูกต้องสมบูรณ์ และไม่ตกอยู่ในความประมาท แต่มนุษย์จะทำอย่างไรในเมื่อยังไม่มีความรู้  อะไรที่จะเป็นตัวนำพาพฤติกรรม  ในทางพระพุทธศาสนาถือว่ามนุษย์มีตา หู ลิ้น กาย ที่เรียกว่า  อายตนะหรืออินทรีย์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด  ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวนำทางชีวิตมนุษย์  อายตนะเหล่านี้เป็นทางรับรู้ของประสบการณ์  หรือเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลของวิถีชีวิตและความเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะบุคคลที่มองประโยชน์ของอายตนะหรืออินทรีย์ แต่ในแง่ของความรู้สึก  ย่อมจะใช้ในการเสพรส  เป็นเครื่องมือหาเสพสิ่งต่างๆ  หรือสนองตัณหาของตนอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นการให้ตัณหามาเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของตน  และถ้ามนุษย์มีการรับรู้พร้อมกับรู้ว่าต้องการอะไร ระดับไหน สิ่งใดเป็นคุณค่าต่อชีวิตของตนแล้ว  และทำตามความรู้ที่เกิดขึ้นนั้น  นั่นหมายถึงการที่บุคคลใช้ความรู้มาเป็นตัวนำพฤติกรรม  เช่น การบริโภคอาหารไม่ใช่เอาแต่ความอร่อยของรสชาดที่เป็นสุขเวทนา  แต่ต้องบริโภคอาหารด้วยความรู้ในคุณค่าของอาหารนั้น  ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะเข้ามาสู่การพัฒนามนุษย์  เพราะเมื่อมีปัญญาทำให้รู้ถึงคุณค่าที่แท้จริง  ที่ต้องการ  และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว  ก็จะเกิดคุณสมบัติใหม่ขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคู่กับปัญญา เป็นความอยากที่อาศัยความรู้ คือปัญญาเป็นฐาน  และเป็นกุศลอันเกื้อกูลต่อชีวิต เรียกว่า “ฉันทะ” คือความพอใจ นั่นเอง
          สรุปได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขานั้นเป็นบริบทวิถีชีวิตแบบพุทธตามที่มีปรากฏในพระไตรปิฎก  เป็นการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตามแผนภูมิการปฏิบัติตนที่แสดงออกทางกายเป็นความเข้าใจ โดยมีศีลกับอริยมรรค อันได้แก่ สัมมา วาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นวิธีการพัฒนาที่สมดุล  การปฏิบัติตนที่แสดงออกทางใจเป็นความเข้าถึง โดยมีสมาธิกับอริยมรรค อันได้แก่ สัมมาวายามะ, สัมมาสติ, สัมมาสมาธิ  เป็นวิธีการกำกับที่ยั่งยืน  และการปฏิบัติตนที่แสดงออกทางปัญญาเป็นการพัฒนา โดยมีปัญญากับอริยมรรค อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ, สัมมาสังกัปปะ เป็นวิธีการสนับสนุนที่มั่นคง  ซึ่งเป็นองค์ประกอบของหลักธรรมที่มุ่งในการพัฒนาส่วนย่อยของสังคมเข้าหาส่วนรวมบนทางสายกลาง  เพื่อความสมดุล ยั่งยืน และมั่นคง พร้อมทั้งอรรถประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับมวลมนุษย์ด้วยสัมมาชีพเพื่อการเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ  อันเป็นจิตที่ประกอบด้วยหลัก มัตตัญญตา คือ รู้จักประมาณ รู้จักพอใจ และรู้จักพอดี  ฉะนั้นเมื่อมีความพอและทำได้เช่นนี้แล้ว  การครองเรือนครองสุขย่อมจะบังเกิดขึ้น   เพราะจิตได้ตระหนักถึงความสันโดษอันเป็นทรัพย์ที่ยอดเยี่ยมด้วยความพอใจ

 

 

 

ดร.โสภณ ขำทัพ 
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

๑๐/๐๕/๕๔  

Go to top