Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

         วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงวันลอยกระทง.......ได้ยินเพลงลอยกระทงมาหลายวันแล้ว เทศกาลลอยกระทงก็ใกล้เข้ามาทุกที ปีนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน 2553 บางแห่งได้เตรียมการต่างๆไว้แล้ว วัดไหนที่อยู่ติดแม่น้ำก็จะจัดงานวันลอยกระทง แต่วัดไหนที่อยู่ห่างไกลไม่มีแม่น้ำอาจจะจัดงานกระทงลอยฟ้าก็ได้ ชีวิตของคนไทยไม่เคยเงียบเหงา แม้จะเศร้าบ้างแต่ก็ยังมีงานเทศกาลให้ละเล่นเพื่อผ่อนคลายได้บ้าง ออกพรรษา หมดกฐินก็ได้กลิ่นวันลอยกระทงลอยมาตามกระแสลมหนาว 
         ประเพณีวันลอยกระทงนั้นมีมาแต่ครั้งใดไม่ทราบแน่ชัดแต่ส่วนมากเชื่อกันว่ามาจากตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง คำว่า “พระร่วง” เปลื้อง ณ นครอธิบายไว้หนังสือประวัติวรรณคดีว่า อนึ่งคำว่า “พระร่วง” น่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ที่ครองกรุงสุโขทัย เพราะไม่มีหลักฐานแสดงว่ากษัตริย์องค์หนึ่งองค์ใดมีพระนามว่าพระร่วงอย่างแน่ชัด กษัตริย์ที่ครองกรุงสุโขทัยมีดังนี้ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พ่อขุนบานเมือง พระขุนรามราช (รามคำแหง)  พระยาเลอไท พระยางัวนำถม พระมหาธรรมราชาที่1 (ลิไท)  พระมหาธรรมราชาที่ 2   พระมหาธรรมราชาที่3 (ไสลือไท)  และพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล)
         สมัยสุโขทัยมีงานนักขัตฤกษ์ที่เรียกว่า  “งานลอยพระประทีป หรือลอยโคม” เป็นนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมาท้าวศรีจุฬาลักษณ์หรือนางนพมาศได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลง เป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม เชื่อกันว่าการลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศนั้น กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที มีบันทึกไว้ในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

         ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ เป็นหนังสือที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสมัยที่แต่ง  นักวรรณคดีมีความเห็นตรงกันว่า  ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เป็นหนังสือที่แต่งเติมหรือแต่งใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   โดยใช้เค้าเรื่องเดิม  ทั้งนี้เพราะมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  เช่น การกล่าวถึงชนชาติอเมริกัน  การกล่าวถึงปืนใหญ่ซึ่งไม่มีในสมัยนั้น  ถ้อยคำสำนวนเป็นถ้อยคำใหม่คำกลอนซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยกรุงสุโขทัยอยู่ด้วย ผู้แต่งได้แก่นางนพมาศเป็นธิดาของพระศรีมโหสถและนางเรวดีมีรูปสมบัติและคุณสมบัติที่งดงาม  ได้รับการอบรมจากบิดา  มีความรู้ทางอักษรศาสตร์  พุทธศาสนา   ศาสนาพราหมณ์  การช่างของสตรี  ตลอดจนการขับร้องดนตรี  ถวายตัวเป็นสนมทำหน้าที่ขับร้องถวาย  ได้เป็นพระสนมเอกของพระยาลิไท  ตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวถึงการประดิษฐ์โคมในพระราชพิธีจองเปรียงตอนหนึ่งว่า "ข้าพระองค์สำคัญใจคิดเห็นว่าเป็นนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือนสิบสอง พระจันทร์แจ่มแสงปราศจากเมฆมลทิน  อันว่าดวงดอกชาติโกสุมประทุมมาลย์  มีแต่จะเบ่งบานกลีบรับแสงอาทิตย์   ถ้าชาติอุบลเหล่าใดบานผกาเกสรรับแสงพระจันทร์แล้วก็ได้ชื่อว่าดอกกระมุท  ข้าพระองค์จึงทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุทซึ่งบังเกิดมีอยู่ยังนัมมทานที  อันเป็นที่พระบวรพุทธบาทประดิษฐาน"  (เอกรัตน์  อุดมพร.วรรณคดีสมัยสุโขทัย:กรุงเทพฯ:  สำนักพิมพ์พัฒนาศึกษา.หน้า  96)  
         ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ยังได้กล่าวถึงพิธีจองเปรียงไว้ตอนหนึ่งว่า "พอถึงการพระราชพิธีจองเปรียงในวันเพ็ญเดือน 12เป็นนักขัตฤกษ์ชักโคมลอย บรรดาประชาชนชายหญิงต่างตกแต่ง โคมชักโคมแขวนโคมลอยทุกตระกูลทั่วทั้งพระนคร แล้วก็ชวนกันเล่นมหรสพสิ้นสามราตรีเป็นเยี่ยงอย่าง แต่บรรดาข้าเฝ้าฝ่ายราชบุรุษนั้น ต่างทำโคมประเทียบบริวาร วิจิตรด้วยลวดลาย วาดเขียนเป็นรูปสัณฐานต่างๆ ประกวดกันมาชักมาแขวนเป็นระเบียบเรียบราบ ตามแนวโคมชัยเสาระหงตรงหน้าพระที่นั่งชลพิมาน ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงพระราชอุทิศสักการ พระมหาเกศธาตุจุฬามณีในชั้นดาวดึงส์  ฝ่ายพระสนมกำนัลก็ทำโคมลอยร้อยด้วยบุปผชาติเป็นรูปต่างๆ ประกวดกันถวายได้ทรงอุทิศบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานยังนัมมทานทีแล  ข้าน้อย(นางนพมาศ) ก็กระทำโคมลอยคิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมพระสนมกำนัลทั้งปวง 

         ครั้นเวลาพลบค่ำ สมเด็จพระร่วงเจ้าเสด็จลงพระที่นั่งชลพิมาน พร้อมด้วยอัครชายาพระบรมวงศ์และพระสนมกำนัลนางท้าวชาวชะแม่ทั้งปวง พราหมณ์ก็ถวายเสียงสังข์อันเป็นมงคล ชาวพนักงานก็ชักสายโคมชัยโคมประเทียบบริวารขึ้นพร้อมกัน เพื่อจะให้ทรงพระราชอุทิศสักการบูชาพระจุฬามณี ฝ่ายนางท้าวชาวชะแม่ก็ลอยโคมพระราชเทพี พระวงศานุวงศ์ โคมพระสนมกำนัล เป็นลำดับกันลงมา ถวายให้ทอดพระเนตรและลงพระราชอุทิศ ครั้นถึงโคมรูปดอกกระมุทของข้าน้อย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรพลาง ทางตรัสชมว่า โคมลอยอย่างนี้งามประหลาดยังหาเคยมีไม่ เป็นโคมของผู้ใดคิดกระทำ ท้าวศรีราชศักดิโสภาก็กราบบังคมทูลว่า โคมของนางนพมาศธิดาท้าวศรีมโหสถ
         ครั้นสมเด็จพระร่วงเจ้าทรงสดับก็ดำรัสว่าข้าน้อยนี้มีปัญญาฉลาดสมกับที่เกิดในตระกูลนักปราชญ์  จึงมีพระราชบริหารบำหยัดสาปสรรว่า แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงการกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 พระราชพิธีจองเปรียงแล้ว ก็ให้กระทำโคมลอยเป็นรูปดอกกระมุท อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน อันว่าโคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) ก็ปรากฏมาจนเท่าทุกวันนี้" 
         การจุดประทีปโคมไฟมิได้มีเฉพาะพิธีจองเปรียงเท่านั้นยังมีในเทศกาลอื่นเช่น "ถึงวันวิสาขนักขัตฤกษ์ครั้งใดก็สว่างไปด้วยแสงประทีป  เทียน ดอกไม้เพลิง  แลสล้างด้วยธงชายไสวไปด้วยพู่พวงดอกไม้ร้อยกรองห้อยแขวน   หอมตลบไปด้วยกลิ่นสุคนธรสรวยรื่น  เสนาะสำเนียงพิณพาทย์  ซ้องกลองทั้งทิวาราตรี  มหาชนชายหญิงพากันกระทำกองการกุศล"  (เปลื้อง ณ นคร/อ.ปราณี  บุญชุ่ม.ประวัติวรรณคดี. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์.หน้า 31)        
         คนในสมัยสุโขทัยคงมีความสุขเพราะมีงานเทศกาลให้สนุกสนานตลอดปี  พอมาถึงยุคปัจจุบันประเพณีและพิธีกรรมบางอย่างก็เปลี่ยนไป ในอดีตเคยทำประทีปโคมลอยก็กลายมาเป็นกระทงที่ลอยเหนือลำน้ำ การทำโคมลอยเห็นมีอยู่ในประเพณียี่เป็งทางภาคเหนือคือการจุดประทีปโคมลอยขึ้นเหนือท้องฟ้า ในวันลอยกระทง นอกจากนั้นในแม้น้ำลำคลองต่างๆก็ยังมีการลอยกระทงไปพร้อมๆกันด้วย 

         การจุดประทีปโคมลอยเพื่อบูชารอยพระบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที ตามที่นางนพมาศอ้างถึงนั้น ในอรรถกถาสองแห่งเขียนไม่เหมือนกันคือในอรรถกถาปุณโณวาทสูตร มัชฌิมนิกายเขียนเป็นนิมมทาและอรรถกถาปุณณสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เขียนเป็นนัมมทา พระไตรปิฎกฉบับอรรถกถาทั้งสองฉบับน่าจะแก้ไขให้เหมือนกันเพราะคำว่า “นิมมทา” ไม่คุ้นหู เรามักจะได้ยินว่า “นัมมทา” มากกว่า ปัจจุบันแม่น้ำแห่งนี้เชื่อกันว่าอยู่ในแคว้นทักขิณาของประเทศอินเดีย ซึ่งปัจจุบัน เรียกว่า “แม่น้ำเนรพุททาหรือนิรพุททา”  การที่ตำราเขียนไม่เหมือนกันเพราะเสียงอ่านจะเพี้ยนไปบ้างเช่นเมื่องราชคฤห์ ในอดีต ปัจจุบันเสียงเพี้ยนไปเป็น ราชเกียหรือราชคิร (Rajkir)อย่างไรก็ตามจะเป็นแม่น้ำนิมมทา นัมมทา เนรพุททา นิรพุททา ขอให้เข้าใจว่าคือแม่น้ำแห่งเดียวกันนั่นเอง           
         ในอรรถกถาได้กล่าวถึงรอยพระบาทไว้หลายแห่งและที่เกี่ยวข้องกับพิธีจองเปรียงที่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์อ้างถึงมีปรากฏในอรรถกถาปุณโณวาทสูต มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ความตอนหนึ่งว่า “เพื่อสงเคราะห์มหาชน  พระศาสดาประทับอยู่สองสามวัน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านพ่อค้าแล้วตรัสสั่งให้พระปุณณะเถระกลับ ในระหว่างทางมีแม่น้ำชื่อนิมมทา ได้เสด็จไปถึงฝั่งของแม่น้ำนั้น นิมมทานาคราชถวายการต้อนรับ พระศาสดาทูลเสด็จเข้าสู่ภพนาคได้กระทำสักการะพระรัตนตรัยแล้ว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่นาคราชนั้นแล้ว  ก็เสด็จออกจากภพนาค   นาคราชนั้นกราบทูลขอว่าได้โปรดประทานสิ่งที่พึงบำเรอแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงบทเจดีย์รอยพระบาท ไว้ที่ฝั่งแม่น้ำนิมมทา รอยพระบาทนั้นเมื่อคลื่นซัดมาก็ถูกปิด   เมื่อคลื่นเลยไปแล้วก็ถูกเปิด กลายเป็นรอยพระบาทที่ถึงสักการะอย่างใหญ่  เมื่อพระศาสดาทรงออกจากนั้นแล้วก็เสด็จถึงภูเขาสัจจพันธ์     ตรัสกับพระสัจจพันธ์ว่ามหาชนถูกเธอทำให้จมลงในทางอบาย เธอต้องอยู่ในที่นี้แหละ  แก้ลัทธิของพวกคนเหล่านี้เสีย  แล้วให้พวกเขาดำรงอยู่ในทางพระนิพพาน  แม้ท่านพระสัจจพันธ์นั้น  ก็ทูลชื่อสิ่งที่จะต้องบำรุง  พระศาสดาก็ทรงแสดงรอยพระบาทไว้บนหลังแผ่นหินทึบเหมือนประทับตราไว้บนก้อนดินเหนียวสด ๆ  ฉะนั้น     ต่อจากนั้นก็เสด็จไปถึงพระเชตวันที่เดียว 

          ส่วนในอรรถกถาปุณณสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรคเล่ม 4 ภาค 1 - หน้าที่ 122แสดงไว้ว่า พระศาสดาประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเองตลอดเจ็ดวัน เพื่อสงเคราะห์มหาชนพออรุณขึ้นก็ได้ปรากฏอยู่ในมหาคันธกุฏีนั้นเอง ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาเจ็ดวัน  การตรัสรู้ธรรม  ได้มีแก่สัตว์  84,000  พระองค์ประทับอยู่   ณ  ที่นั้นเจ็ดวัน เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในวานิชคามให้พระปุณณเถระกลับด้วยตรัสสั่งว่าเธอจงอยู่ในที่นี้แล  ได้เสด็จไปยังฝั่งแม่น้ำนัมมทานทีอันมีอยู่โดยลำดับ พระยานาคนัมมทากระทำการต้อนรับพระศาสดา  ให้เสด็จเข้าไปสู่ภพนาค  ได้กระทำสักการะต่อพระรัตนตรัย  พระศาสดาแสดงธรรมแก่พระยานาคนั้น แล้วออกจากภพนาค   พระยานาคนั้น  อ้อนวอนว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอพระองค์จงประทานสิ่งที่ควรสละแก่ข้าพระองค์
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงเจดีย์คือรอยพระบาทไว้ณ  ฝั่งแม่น้ำนัมมทานที   เจดีย์คือรอยพระบาทนั้น   เมื่อคลื่นหลากมาๆ ย่อมปิด   เมื่อคลื่นไปแล้วย่อมเปิดออก   ความถึงพร้อมด้วยมหาสักการะได้มีแล้ว  พระศาสดาเสด็จออกจากที่นั้นแล้วเสด็จไปยังสัจจพันธบรรพต    ตรัสกะสัจจพันธภิกษุว่าเธอทำให้มหาชนหยั่งลงไปในทางอบาย  เธอจงอยู่ในที่นี้แหล่ะ ให้ชนเหล่านั้นสละลัทธิเสียแล้วให้ดำรงอยู่ในทางแห่งพระนิพพาน  ฝ่ายพระสัจจพันธภิกษุนั้น  ทูลขอข้อที่ควรประพฤติ  พระศาสดาแสดงพระเจดีย์ คือรอยพระบาทที่หลังแผ่นหินแท่งทึบ   เหมือนรอยตรา   ที่ก้อนดินเหนียวเปียก   แต่นั้นก็เสด็จกลับพระวิหารเชตวันตามเดิม   
         เพราะปารภเหตุของพระปุณณะเถระ พระพุทธเจ้าจึงได้เสด็จไปยังแม่น้ำนัมมทา และได้แสดงเจดีย์คือรอยพระบาทที่ชายฝั่งแม่น้ำนัมมทาแก่นัมมทานาคราชจะได้สักการบูชา และประทานรอยพระบาทแก่สัจจพันธ์บนแผ่นหิน  การจุดประทีปโคมไฟเพื่อบูชารอยพระบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทาตามที่ท้าวศรีจุฬาลักษณ์อ้างถึงนั้น จึงมีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาจริง

อานิสงส์การบูชารอยพระพุทธบาท
         เมื่อบูชารอยพระบาทแล้วจะได้มีอานิสงส์อย่างไร  คำตอบในเรื่องนี้มีปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถาหลายแห่ง เช่นที่แสดงไว้ในอรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถาหน้า 168กล่าวถึงประวัติของพระสุคันธเถระในอดีตชาติว่า “เมื่อก่อนเรา(พระสุคันธเถระ) กับบิดาและปู่   เป็นคนทำการงานในป่า  เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์   กุศลกรรมของเราไม่มี   ใกล้กับที่อยู่ของเราพระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลกทรงพระนามว่าติสสะ   ผู้มีพระปัญญาจักษุได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้สามรอย เพื่ออนุเคราะห์  เราได้เห็นรอยพระบาทของพระธรรมศาสดาผู้ทรงพระนามว่าติสสะที่พระองค์ทรงเหยียบไว้  เป็นผู้ร่าเริง  มีจิตยินดี   ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท   เราเห็นต้นหงอนไก่ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้นและเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์   ในกำเนิดนั้น  ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มีรัศมี  เป็นแดนซ่านออกจากตน   ในกัปที่   92    แต่ภัทรกัปนี้   เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย   นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระพุทธบาท  เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว  คำสอนของพระพุทธเจ้า  เราทำสำเร็จแล้ว”
         อีกแห่งหนึ่ง หน้า 253 พระรมณียวิหารีเถระได้แสดงอานิสงส์ของการบูชารอยพระพุทบาทไว้ว่า  “เราได้เห็นรอยพระบาท  อันประดับด้วยจักรและเครื่องอลังการ  ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ทรงพระนามว่าวิปัสสี   ผู้แสวงหาคุณใหญ่  ทรงเหยียบไว้  จึงเดินตามรอยพระบาทไป   เราได้เห็นต้นหงอนไก่มีดอกบานจึงเก็บเอามาบูชาพร้อมทั้งราก  เราร่าเริง   มีจิตโสมนัสได้ไหว้รอยพระบาทอันอุดม  ในกัปที่   91  แต่ภัทรกัปนี้เราได้บูชารอยพระพุทธบาทด้วยดอกไม้ใด    ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย   นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชาในกัปที่   57    ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าวีตมละ   ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการมีพลมาก   เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำสำเร็จแล้ว”  

         การบูชารอยพระบาทของพระพุทะเจ้าในอดีตทำให้พระเถระทั้งสองรูปไม่เกิดในทุคติ และมีผิวกายเหมือนดอกไม้ที่นำไปบูชา ในที่สุดก็ทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้ อานิสงส์ของการบูชาด้วยศรัทธาที่แน่วแน่มั่นคงย่อมให้ผลตามสมควรเสมอ

จุดมุ่งหมายของการลอยกระทง
         การลอยกระทงนั้นตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวไทยตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็นต้นมาพอจะสรุปจุดมุ่งหมายได้ดังนี้
         1. เพื่อเป็นการบูชาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยใช้น้ำที่ไหลไปเป็นพาหนะนำกระทงดอกไม้ธูปเทียนไปสักการะพระองค์ท่านโดยจินตนาการ ประกอบกับเป็นช่วงฤดูน้ำหลากพระจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ เป็นบรรยากาศที่ทำให้คนในสมัยก่อนซึ่งยึดมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น เกิดความสุขสงบเป็นพิเศษ จึงได้จัดพิธีบูชาพระพุทธคุณด้วยกระทงดอกไม้ธูปเทียนพร้อมกับงานรื่นเริงอื่น ๆ
         2. เพื่อเป็นการลอยความทุกข์โศกของตนที่มีอยู่ให้ออกไปจากตัวกับสายน้ำที่ไหลไปนั้นพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ตนและครอบครัวได้รับแต่สิ่งที่ดี
         3. เพื่อเป็นการขอขมาต่อแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำลำคลองซึ่งมีคุณอย่างอเนกอนันต์ต่อคนสมัยก่อน ทั้งเรื่องใช้อาบชำระล้างสิ่งต่าง ๆ ประจำวัน รวมทั้งการเพาะปลูก การคมนาคมถือว่าเป็นการกระทำล่วงเกินให้น้ำสกปรก จึงได้ทำพิธีขอขมา อย่างเป็นพิธีการอย่างน้อยปีละครั้ง
       4. เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เพื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมแก่นัมมทานาคราช
          5. เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลกเมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
          6.  เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
          7.  เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนพรหมโลก
          8. เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระ ซึ่งเชื่อกันว่าบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล
          9. เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์
         10. เพื่ออนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยไว้ มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา
         11. เพื่อรู้ถึงคุณค่าของน้ำหรือแม่น้ำลำคลอง อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ การดำรงชีวิต
         12. เพื่อให้ประชาชนได้สนุกสนานในงานนักขัตฤกษ์ประจำปี
         วัตถุประสงค์ของการลอยกระทงจะทำเพื่ออะไรนั้น ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่นๆนั้นด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือการลอยกระทงต้องลอยในน้ำ แม้บางแห่งจะยังคงยึดถือการลอยโคมไฟหรือที่เรียกว่ากระทงลอยฟ้า แต่ส่วนมากจะเป็นการลอยในแม่น้ำ อันถือว่าเป็นเส้นโลหิตใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรมาเป็นเวลานาน ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับกระแสน้ำทำให้เกิดประเพณีเพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูขึ้น ประเพณีนอกจากจะจัดเป็นงานรื่นเริงแล้ว ยังมีธรรมะสอดแทรกอยู่ในพิธีกรรมนั้นด้วย

         วันเพ็ญเดือนสิบสองน้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงวันลอยกระทง........  ลอยกระทงกันแล้วขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง รำวงวันลอยกระทงบุญจะส่งให้เราสุขใจ พอเดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำหลาก ชาวบ้านต่างก็มีความสนุกสนานมีการละเล่นในงานวันลอยกระทง บางแห่งจัดงานใหญ่เป็นงานประจำปีมีชาวต่างชาติมาชมจำนวนมาก บทเพลงวันลอยกระทงกำลังกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวไทยไปแล้ว แม้แต่ในวันเปิดกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่ประเทศจีน เพลงที่นำนักกีฬาไทยลงสนามก็คือเพลงลอยกระทงนี่เอง ก่อนไปร่วมงานวันลอยกระทงก็อย่าลืมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์เพื่อความสุขใจและได้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ใจที่มีความสุขทำอะไรก็ได้บุญ

พระมหาบุญไทย   ปุญญมโน
รวบรวม/เรียบเรียง
แก้ไขปรับปรุง 15/11/53

Go to top