Cybervanaram.net : ไซเบอร์วนาราม.เน็ต  

เว็บไซต์เพื่อพระพุทธศาสนา อารามหนึ่งบนโลกไซเบอร์

ให้เรตสมาชิก: 0 / 5

ดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งานดาวไม่ได้ใช้งาน
 

            วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11ของทุกปีเป็นวันวันปวารณาออกพรรษา พระภิกษุสามเณรได้อยู่จำพรรษามาครบสามเดือนเต็มก็ถึงเวลาที่มีสิทธิ์ในการเดินทางไปพักยังที่อื่นๆได้ ซึ่งก็ยังคงเป็นวัดเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนสถานที่ ตามธรรมดาของมนุษย์มักจะจะอยู่ที่ไหนนานๆติดต่อกันไม่ค่อยได้ ต้องเปลี่ยนที่เปลี่นทางกันบ้าง แต่ปีนี้คงไปไหนได้ยากเพราะถนนหลายสายถูกน้ำท่วม การคมนาคมเลยถูกตัดขาด หนังสือพิมพ์และโทรทัศน์เสนอข่าวน้ำท่วมทุกวัน เลยลืมข่าวที่เคยเป็นที่นิยมติดต่อกันมาตลอดระยะเวลาหลายปีคือบั้งไฟพญานาค ซึ่งมีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 พอดี  ที่จังหวัดหนองคาย อ๋อ...ลืมไปต้องบอกว่าจังหวัดบึงกาฬสิเพราะพึ่งเป็นจังหวัดใหม่ล่าสุดของประเทศไทย 
         บั้งไฟพญานาคนั้นจะเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติหรือเป็นเรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภพภูมิหนึ่งคือนาคพิภพก็ตาม แต่ว่าชาวบ้านในแถบนั้นได้มีความเชื่อว่าดวงไฟที่ผุดขึ้นจากแม่น้ำโขงคือการบูชาพระพุทธศาสนาโวยการจุดบั้งไฟมาจากเมืองใต้บาดาลอันเป็นที่อาศัยของพญานาค  การผุดขึ้นของดวงไฟคาดคะเนไม่ได้ว่าจะมากหรือน้อย แต่คนส่วนหนึ่งก็ยังคงเตรียมตัวเตรียมใจเฝ้ารอชมมหกรรมริมฝั่งแม่น้ำโขง จนกลายเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของผู้คนสองฝั่งโขง เรื่องของพญานาคนั้นพระพุทธศาสนาได้แสดงหลักฐานไว้อย่างไรหรือไม่  

          พญานาคหมายถึงงูใหญ่ มีหงอน เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา  และบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล  เป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์  จากการจำศีล บำเพ็ญภาวนา ศรัทธาในพุทธศาสนา  ไม่เบียดเบียนผู้อื่น  พญานาคนั้นเรามักจะพบเห็นเป็นรูปปั้นหน้าโบสถ์ ตามวัดต่างๆ บันไดขึ้นสู่วัดในพุทธศาสนาภาพเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง กับศาสนาพุทธอีกมากมาย และนครวัดมหาปราสาท ถ้าเราจะสังเกต ก็คงจะเป็นที่ศาสนาพุทธ ทำไมมีเรื่องราวพญานาคมาเกี่ยวข้องมาก พญานาค ในตำนานของฝรั่ง หรือชาวตะวันตก ถือว่าเป็นตัวแทนของกิเลส ความชั่วร้าย  ตรงข้ามกับชาวตะวันออก ที่ถือว่า งูใหญ่ พญานาค มังกร  เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังอำนาจ   ชาวฮินดูถือว่า พญานาคเป็นผู้ใกล้ชิดกับเทพองค์ต่าง ๆ เป็นเทพเจ้าแห่งน้ำ เช่น  อนันตนาคราช  ที่เป็นบัลลังก์ของพระนารายณ์ตรงกับความเชื่อของลัทธิพราหมณ์ ที่เชื่อว่า นาค เป็นเทพแห่งน้ำ เช่นปีนี้ นาค ให้น้ำ 1 ตัว  หมายถึงน้ำจะมาก จะท่วมที่ทำการเกษตร ไร่นา ถ้าปีไหน นาคให้น้ำ  7 ตัว  น้ำจะน้อย   ตัวเลขนาคให้น้ำจะกลับกันกับเหตุการณ์ เนื่องจาก ถ้านาคให้น้ำ 7 ตัว น้ำจะน้อยเพราะนาคกลืนน้ำไว้

พญานาคกับพระพุทธศาสนา
             พญานาคมีปรากฎหลายแห่งทั้งในพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนาเถรวาทและอรรถกถาดังต่อไปนี้ ในวินัยปิฎก มหาวรรค (4/5/7) กล่าวถึงมุจจลินทนาคราช  ความว่าครั้นล่วง 7 วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้น เสด็จจากควงไม้อชปาลนิโครธ เข้าไปยังต้นไม้มุจจลินท์ แล้วประทับนั่งด้วยบัลลังก์เดียว เสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลินท์ตลอด 7 วัน  ครั้งนั้น เมฆใหญ่ในสมัยมิใช่ฤดูกาลตั้งขึ้นแล้ว ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาว ตลอด 7 วัน  มุจจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน ได้แวดวงพระกายพระผู้มีพระภาคด้วยขนด 7 รอบ ได้แผ่พังพานใหญ่เหนือพระเศียรสถิตอยู่ด้วยหวังใจว่า ความหนาว ความร้อนอย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน อย่าเบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ครั้นล่วง 7 วัน มุจจลินทนาคราชรู้ว่า อากาศปลอดโปร่งปราศจากฝนแล้ว จึงคลายขนดจากพระกายของพระผู้มีพระภาค จำแลงรูปของตนเป็นเพศมาณพ ได้ยืนประคองอัญชลีถวายมนัสการพระผู้มีพระภาค ทางเบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาค
            ในอรรถกถาพระวินัย  สมันตปาสาทิกา   มหาวิภังควรรณนา หน้า 202  ในการอรรถาธิบายพระพุทธคุณบทว่า “ปุริสทมฺมสารถิ”  พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นที่ทรงพระนามว่า   ปุริสทมฺมสารถิ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่ายังบุรุษผู้พอจะฝึกได้ให้แล่นไป   มีอธิบายไว้ว่าย่อมฝึกคือแนะนำ สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ก็ดี  มนุษย์ผู้ชายก็ดี   อมนุษย์ผู้ชายก็ดี  ผู้ที่ยังมิได้ฝึก  ควรเพื่อจะฝึกได้    ชื่อว่าปุริสทัมมา   ในคำว่าปุริสทมฺมสารถินั้น แม้สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้มีอาทิอย่างนี้   คือ    อปลาลนาคราช  จุโฬทรนาคราช  มโหทรนาคราช  อัคคิสิขนาคราช ธูมสิขนาคราช   อาลวาฬนาคราช   ช้างชื่อธนบาลก์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกแล้วคือทรงทำให้สิ้นพยศแล้วให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย 
              อรรถกถาปาสราสิสูตร  มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 1 ภาค 2  หน้าที่ 456 ได้กล่าวถึงพญานาคไว้ว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้ววางถาดทองไว้ริมฝั่งลงสรงน้ำเสด็จขึ้นแล้ว   ทรงปั้นข้าวมธุปายาสจำนวน 49 ก้อน   เสวยข้าวมธุปายาสแล้วทรงเสี่ยงทายว่าถ้าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าวันนี้  ขอถาดจงลอยทวนกระแสน้ำดังนี้แล้วทรงเหวี่ยงถาดไป   ถาดก็ลอยทวนกระแสน้ำแล้วหยุดหน่อยหนึ่ง   เข้าไปสู่ภพของท้าวกาฬนาคราช   วางทับถาดของพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ 
              อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 1  หน้าที่ 115  กล่าวไว้ทำนองเดียวกันว่า พระโพธิสัตว์ครั้นเสวยข้าวข้าวปายาสนั้นแล้ว  จับถาดทองทรงอธิษฐานว่า  ถ้าเราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในวันนี้ไซร้   ถาดของเราใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำไป   ถ้าจักไม่ได้เป็นจงลอยไปตามกระแสน้ำ    ครั้นทรงอธิษฐานแล้วได้ลอยถาดไป    ถาดนั้นลอยตัดกระแสน้ำไปถึงกลางแม่น้ำ ณ ที่ตรงกลางแม่น้ำนั่นแลได้ลอยทวนกระแสน้ำไปสิ้นสถานที่ประมาณ  80  ศอก   เปรียบเหมือนม้าซึ่งเพียบพร้อมด้วยฝีเท้าอันเร็วไวฉะนั้น แล้วจมลงที่น้ำวนแห่งหนึ่งจมลงไปถึงภพของกาลนาคราช กระทบถาดเครื่องบริโภคของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ มีเสียงดังกริ๊ก ๆ แล้วได้วางรองอยู่ใต้ถาดเหล่านั้น  กาลนาคราชครั้นได้สดับเสียงนั้นแล้ว   กล่าวว่า  เมื่อวานนี้พระพุทธเจ้าทรงบังเกิดแล้วองค์หนึ่ง   วันนี้บังเกิดอีกองค์หนึ่ง   จึงได้ยืนกล่าวสดุดีด้วยบทหลายร้อยบท ได้ยินว่า    เวลาที่มหาปฐพีงอกขึ้นเต็มท้องฟ้าประมาณหนึ่งโยชน์สามคาวุต ได้เป็นเสมือนวันนี้  หรือวันพรุ่งนี้แก่กาลนาคราชนั้น  อายุของกาลนาคราชยืนยาวมากเพราะหากถือตามนี้หนึ่งพุทธันดรเท่ากับ 1 วันของพญานาค
               พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม 1 ภาค 2 ตอน 1  หน้าที่ 119 บรรยายไว้ว่า เวลาเย็นทรงรับหญ้าที่นายโสตถิยะถวาย  มีพระคุณอันพระยากาฬนาคราชชมเชยแล้ว  เสด็จสู่ควงไม้โพธิ ปฏิญญาว่า"เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ ตลอดเวลาที่จิตของเราจักยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายด้วยการไม่เข้าไปถือมั่น"

               อรรถกถารัฏฐปาลสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม 2 ภาค 2  หน้าที่ 48    ได้กล่าวถึงพญานาคเคยถวายทานแด่พระพุทธเจ้าว่า ครั้งนั้นกุฏุมพีทั้งสองนั้นทำการบำรุงดาบสเหล่านั้นจนตลอดชีวิต เมื่อเหล่าดาบสบริโภค แล้วอนุโมทนา  รูปหนึ่งกล่าว   พรรณนาคุณของภพท้าวสักกะ   รูปหนึ่งพรรณนาคุณภพของนาคราชเจ้าแผ่นดิน
               บรรดากุฏุมพีทั้งสอง  คนหนึ่งปรารถนาภพท้าวสักกะ  ก็บังเกิดเป็นท้าวสักกะ   คนหนึ่งปรารถนาภพนาคก็เป็นนาคราชชื่อปาลิตะ  ท้าวสักกะเห็นนาคนั้นมายังที่บำรุงของตน   จึงถามว่า  ท่านยังยินดียิ่งในกำเนิดนาคอยู่หรือ   ปาลิตะนาคราชนั้นตอบว่า    เราไม่ยินดีดอกท้าวสักกะบอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านจงถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระสิ  แล้วทำความปรารถนาจะอยู่ในที่นี้      เราทั้งสองจะอยู่เป็นสุข นาคราชนิมนต์พระศาสดามาถวายมหาทาน 7 วันแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งมี  ภิกษุ 100,000 รูป   เป็นบริวาร   เห็นสามเณรโอรสของพระปทุมุตตรทศพลชื่ออุปเรวตะ  วันที่  7  ถวายผ้าทิพย์แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขจึงปรารถนาตำแหน่งของสามเณร 
                อรรถกถาปุณโณวาทสูตร  มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม 3 ภาค 2  หน้าที่ 449   พระพุทธเจ้าเคยเสด็จไปแม่น้ำชื่อ นัมมทา ได้เสด็จไปถึงฝั่งของแม่น้ำนั้น   นัมมทานาคราชถวายการต้อนรับ  พระศาสดาทูลเสด็จเข้าสู่ภพนาคได้กระทำสักการะพระรัตนตรัยแล้ว   พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่นาคราชนั้นแล้ว  ก็เสด็จออกจากภพนาค  นาคราชนั้นกราบทูลขอว่าได้โปรดประทานสิ่งที่พึงบำเรอแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงบทเจดีย์  รอยพระบาท ไว้ที่ฝั่งแม่น้ำนัมมทา  รอยพระบาทนั้นเมื่อคลื่นซัดมาก็ถูกปิด  เมื่อคลื่นเลยไปแล้วก็ถูกเปิด   กลายเป็นรอยพระบาทที่ถึงสักการะอย่างใหญ่   เมื่อพระศาสดาทรงออกจากนั้นแล้วก็เสด็จถึงภูเขาสัจจพันธ์     ตรัสกับพระสัจจพันธ์ว่ามหาชนถูกเธอทำให้จมลงในทางอบาย เธอต้องอยู่ในที่นี้แหละ  แก้ลัทธิของพวกคนเหล่านี้เสีย  แล้วให้พวกเขาดำรงอยู่ในทางพระนิพพาน  แม้ท่านพระสัจจพันธ์นั้น  ก็ทูลชื่อสิ่งที่จะต้องบำรุง พระศาสดาก็ทรงแสดงรอยพระบาทไว้บนหลังแผ่นหินทึบเหมือนประทับตราไว้บนก้อนดินเหนียวสด ๆ  ฉะนั้นต่อจากนั้นก็เสด็จไปถึงพระเชตวัน
               ในรัตนสูตร  ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ เล่ม 1 ภาค 1  หน้าที่ 225  กล่าวถึงการต้อนรับของพญานาคว่า ครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสาร   ทรงทำเรือขนาน 2 ลำแล้วสร้างมณฑปประดับด้วยพวงดอกไม้    ปูลาดพุทธอาสน์ทำด้วยรัตนะล้วน  ณ  มณฑปนั้น ที่นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์นั้น แม้ภิกษุ  500  รูปก็ลงเรือนั่งกันตามสมควร  พระราชาส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าลงน้ำประมาณแต่พระศอกราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักอยู่กันริมฝั่งแม่น้ำคงคานี้นี่แหละจนกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จกลับมา   แล้วก็เสด็จกลับ เทวดาเบื้องบนจนถึงอกนิษฐภพได้พากันทำการบูชานาคราชทั้งหลายมีกัมพลนาคและอัสสตรนาคเป็นต้น    ซึ่งอาศัยอยู่ใต้แม่น้ำคงคา   ก็พากันทำการบูชาด้วยการบูชาใหญ่อย่างนี้   พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปทางแม่น้ำคงคาสิ้นระยะทางไกลประมาณโยชน์หนึ่ง  ก็เข้าเขตแดนของพวกเจ้าลิจฉวีกรุงเวสาลี

               ในอรรถกถาชาดก  เอกนิบาต  ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม 3 ภาค 1  หน้าที่ 58 กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเคยเป็นพญานาคว่า ในกาลนั้นพระมหาสัตว์ได้เป็นนาคราชนามว่า อตุละมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก  พระยานาคนั้นได้ยินว่า พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว   มีหมู่ญาติห้อมล้อมแล้ว   ออกจากนาคพิภพ   ให้กระทำการบรรเลงถวายด้วยทิพยดนตรี  แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์บริวารแสนโกฎิถวายผ้าคู่เฉพาะองค์แล้วตั้งอยู่ในสรณะ  พระศาสดาแม้นั้นก็ทรงพยากรณ์เขาว่าจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต    พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  ชื่อเมขลา  พระราชาทรงพระนามว่า  สุทัตตะ   เป็นพระราชบิดาพระราชมารดาทรงพระนามว่าสิริมา  พระอัครสาวกสององค์คือสรณะและภาวิตัตตะ พระอุปราชนามว่าอุเทนะ  พระอัครสาวิกาสององค์นามว่า    โสณาและอุปโสณา  และต้นนาคพฤกษ์เป็นไม้ตรัสรู้   พระสรีระสูงได้  90 ศอก ประมาณพระชนมายุได้ 90,000 ปี ด้วยประการฉะนี้

Go to top